ผู้คนส่วนใหญ่มักเลือกใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านของตนเอง มากกว่าการแสวงหาความหรูหราหรือความสะดวกสบายในบ้านของผู้อื่น เพราะไม่มีที่ใดอบอุ่นและสุขใจเท่ากับบ้านของเราเอง แต่บางครั้ง การยึดติดกับความสุขสบายในที่ของตน อาจทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญ หรือแม้แต่ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด
เรื่องราวของเต่าผู้เลือกความสงบในบ้านของตนเองแทนที่จะร่วมเฉลิมฉลองในงานอันยิ่งใหญ่ จะนำไปสู่บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการเลือกและผลของการตัดสินใจนั้น กับนิทานอีสปเรื่องเทพซูสกับเต่า

เนื้อเรื่องนิทานอีสปเรื่องเทพซูสกับเต่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เทพซูสผู้เป็นราชาแห่งเหล่าทวยเทพ ได้จัดงานวิวาห์ใหญ่โตเพื่อเฉลิมฉลองการสมรสของตนกับเทพีเฮร่า งานเลี้ยงครั้งนี้ถือเป็นงานสำคัญยิ่ง สัตว์ทุกชนิดในโลกต่างได้รับคำเชิญให้มาร่วมเป็นสักขีพยานและเฉลิมฉลอง
ในวันงาน เหล่าสัตว์มากมายต่างพากันเดินทางมาร่วมงานด้วยความยินดี พวกมันแต่งตัวสวยงาม บางตัวถึงกับนำของขวัญมามอบให้เทพซูสด้วยความเคารพ งานเลี้ยงเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะ เสียงดนตรีที่ก้องกังวาน และบรรยากาศที่รื่นเริง
แต่ในขณะที่เทพซูสมองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่ามีใครมาร่วมงานบ้าง เขาก็สังเกตเห็นว่ายังมีบางสิ่งขาดหายไป เทพซูสจึงถามเหล่าสัตว์ว่า “เหตุใดจึงไม่มีเต่าอยู่ในงานเลี้ยงของข้า?”
สัตว์อื่น ๆ ต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่มีใครรู้ว่าเต่าไปอยู่ที่ไหน
หลังจากงานเลี้ยงจบลง เทพซูสจึงเรียกเต่ามาเผชิญหน้ากับตนเอง เพื่อถามถึงเหตุผลที่มันไม่มาร่วมงาน ทันทีที่เต่ามาถึง เทพซูสกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง “เจ้าเต่า! ข้าเชิญเจ้ามาร่วมงานวิวาห์ของข้า แต่เจ้าไม่ปรากฏตัว เหตุใดเจ้าถึงละเลยคำเชิญของข้า?”
เต่ามองเทพซูสอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “โอ้ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้าต้องขออภัย แต่เหตุผลที่ข้าไม่มาร่วมงานก็เพราะ ไม่มีที่ใดอบอุ่นและสุขใจเท่าบ้านของข้าเอง”
เมื่อเทพซูสได้ยินคำตอบของเต่า เขารู้สึกขุ่นเคืองใจทันที คำพูดของเต่าทำให้เทพซูสรู้สึกว่าความยิ่งใหญ่และการจัดงานเฉลิมฉลองของเขาถูกมองข้าม

“บ้านของเจ้าจะสุขใจได้อย่างไร หากมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ของข้า?” เทพซูสถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เต่าตอบกลับอย่างเรียบง่ายอีกครั้ง “บ้านของข้าคือที่ที่ข้าสงบ ข้าพอใจในความเรียบง่ายของมัน แม้ว่าที่นั่นจะไม่มีอาหารหรูหรา หรือเสียงดนตรีก็ตาม”
คำตอบของเต่าทำให้เทพซูสรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย เขาไม่พอใจที่เต่ามองข้ามความยิ่งใหญ่ของงานที่เขาเป็นเจ้าภาพ
ด้วยความโกรธ เทพซูสจึงลงโทษเต่า เขากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “ในเมื่อเจ้ารักบ้านของเจ้ามากนัก ข้าจะทำให้เจ้าต้องอยู่กับมันตลอดไป!”
ทันใดนั้น เทพซูสก็เสกให้เปลือกแข็งของเต่ากลายเป็นบ้านที่ติดอยู่บนหลังของมันตลอดเวลา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เต่าจึงต้องแบกบ้านของมันไปทุกที่ ไม่ว่ามันจะไปที่ใด บ้านก็จะตามติดไปด้วยเสมอ นั่นก็คือกระดองเต่าที่ติดกับมันจวบถึงทุกวันนี้
เต่าคลานจากไปพร้อมบ้านที่หนักอึ้งบนหลัง มันยังคงรักบ้านของมัน แต่ต้องแบกรับผลจากการเลือกของตัวเองไปตลอดชีวิต ในขณะที่เทพซูสเฝ้ามองเต่าจากที่ไกล ๆ พร้อมกับรำพึงในใจว่าบางครั้ง ความยึดติดที่มากเกินไปกับสิ่งหนึ่ง อาจนำพามาซึ่งภาระที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผู้คนมักเลือกชีวิตเรียบง่ายที่บ้านของตน มากกว่าความหรูหราในที่ของผู้อื่น”
เช่นเดียวกับเต่าที่รักบ้านของตนเองจนปฏิเสธที่จะเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ ๆ แม้ว่าการปฏิเสธนั้นจะดูเล็กน้อย แต่กลับกลายเป็นภาระที่ต้องแบกรับไปตลอดชีวิต ในชีวิตจริง การพึงพอใจกับสิ่งที่เรามีเป็นเรื่องดี แต่เราควรพิจารณาว่า การยึดติดกับสิ่งนั้นมากเกินไป อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะพบสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
“บ้านคือที่ที่เรารู้สึกสบายใจและมีความสุขที่สุด แต่บางครั้งการยึดติดกับความสบายหรือความสุขในที่ของตนเองอาจทำให้เราต้องแบกรับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานอีสปเรื่องเทพซูสกับเต่า (อังกฤษ: Zeus and the Tortoise) นิทานเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานอีสป และอธิบายถึงที่มาของกระดองเต่า นิทานเรื่องนี้ถูกจัดลำดับอยู่ใน Perry Index ลำดับที่ 106 (Perry Index คือดัชนีการจัดหมวดหมู่ของนิทานอีสปที่รวบรวมและจัดลำดับโดย Ben Edwin Perry เพื่อใช้ในการศึกษาและอ้างอิงนิทานอีสปอย่างเป็นระบบ) นิทานเรื่องนี้นี้ยังเป็นแหล่งที่มาของสุภาษิตที่ว่า “ไม่มีที่ใดสุขใจเท่าบ้านของตัวเอง” (There’s no place like home)
เรื่องเล่าว่าซูสเทพเจ้าสูงสุด เชิญสัตว์ทุกตัวมางานแต่งงานของเขา แต่เต่าไม่ได้มาร่วมงาน เมื่อซุสถามเหตุผล เต่ากล่าวว่า “บ้านที่รักคือบ้านที่ดีที่สุด” ซูสจึงลงโทษเต่าให้ แบกบ้านของมันติดตัวไปตลอดกาล
นิทานจบลงด้วยความคิดเห็นที่ว่า “ผู้คนส่วนใหญ่มักชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้าน มากกว่าความหรูหราในบ้านของผู้อื่น”
สุภาษิตนี้ได้รับการกล่าวถึงโดย เอราสมุส (Erasmus) ใน Adagia และแปรเปลี่ยนเป็นคำกล่าวภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 16 ว่า “Home is home, though it’s never so homely” (บ้านก็คือบ้าน แม้ว่าจะไม่สะดวกสบายเพียงใดก็ตาม)
ต่อมาสุภาษิตนี้ถูกนำไปใช้ในเพลงดัง “Home! Sweet Home!” (1823) ที่มีท่อนเน้นใจความว่า
“There’s no place like home” (ไม่มีที่ใดสุขใจเท่าบ้าน)