มีเรื่องราวเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากไนจิเรีย เล่าถึงโลกที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน บางคนเลือกยืนหยัดอยู่ข้างหนึ่ง บางคนยอมสู้เพื่อปกป้องพวกพ้อง แต่ก็มีบางคนที่ไม่เลือกข้างใดเลย เปลี่ยนสีไปตามสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดของตนเอง
แต่เมื่อสงครามจบลง และความจริงถูกเปิดเผย คนที่เคยคิดว่าตนฉลาดที่สุด อาจกลายเป็นผู้ที่ไม่มีที่ยืนแม้แต่ในเงามืดของตัวเอง… กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมค้างคาวจึงออกหากินเวลากลางคืน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมค้างคาวจึงออกหากินเวลากลางคืน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าลึกมีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ ทั้งบนบกและในอากาศ พวกมันแบ่งกันอยู่อย่างสงบ สัตว์ปีกครอบครองท้องฟ้า สัตว์สี่เท้าเดินท่องไปบนแผ่นดิน
แต่มีสัตว์อยู่ตัวหนึ่งที่ ไม่เข้ากับใครเลย ค้างคาว!
มันมีปีกเหมือนนก แต่ไม่มีขนปกคลุมเหมือนพวกสัตว์ปีก และมันมีฟันเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ก็บินได้เหมือนนก
ค้างคาวรู้ดีว่าตัวเองแตกต่างจากสัตว์อื่น แต่มันไม่เคยรู้สึกกังวล เพราะมันมีเล่ห์เหลี่ยมเป็นอาวุธ “ข้าไม่จำเป็นต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง หากข้าเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ข้าย่อมได้ประโยชน์จากทุกคน!” ค้างคาวคิดอย่างเจ้าเล่ห์
ดังนั้น เมื่ออยู่กับนก มันก็อ้างว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกัน “ดูข้าสิ! ข้ามีปีก ข้าบินได้ ข้าเป็นนกแน่นอน!” ค้างคาวพูดกับพวกนก
พวกนกเชื่อมันและให้มันเข้าร่วมฝูง
แต่เมื่ออยู่กับสัตว์บก มันก็อ้างอีกอย่างหนึ่ง “เจ้าดูนกพวกนั้นสิ พวกมันไม่มีฟันเหมือนพวกเรา! ข้าไม่ใช่นก ข้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นพวกเจ้า!”
สัตว์บกได้ยินเช่นนั้นก็ต้อนรับมันเป็นพวก
ด้วยวิธีนี้ค้างคาวใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มันเป็นเพื่อนกับทุกฝ่าย แต่ไม่เคยภักดีต่อผู้ใดเลย
วันหนึ่งความสงบของป่าถูกทำลาย
สัตว์ปีกและสัตว์บกเกิดความขัดแย้งกัน สาเหตุเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย—เหยี่ยวตัวหนึ่งเผลอบินโฉบลงมาใกล้โพรงของหมาป่า ทำให้หมาป่าตื่นตกใจ และพวกมันก็เริ่มทะเลาะกัน
จากนั้นความบาดหมางก็ค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้น พวกนกโทษว่าสัตว์บกก้าวร้าวและชอบครอบครองพื้นที่, พวกสัตว์บกกล่าวหาว่านกมักจะส่งเสียงดังและบุกรุกอาณาเขตของพวกมัน
ในที่สุดสงครามระหว่างสองเผ่าพันธุ์ก็ปะทุขึ้น! เมื่อสงครามเริ่มต้นค้างคาวไม่แน่ใจว่าควรเข้าข้างฝ่ายไหน “ข้าควรอยู่กับฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า!” มันคิด
ตอนแรกสัตว์บกดูเหมือนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ค้างคาวจึงไปสมทบกับพวกมัน มันวิ่งไปอยู่ข้างๆ สิงโต ช้าง และหมาป่า แล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นพวกของพวกเจ้า! ดูสิ ข้ามีฟัน ข้าไม่ใช่นก!”
พวกสัตว์บกยอมรับมัน และค้างคาวก็ได้อาหารกินอย่างอิ่มหนำในค่ายของพวกมัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัตว์ปีกเริ่มเป็นฝ่ายชนะ พวกเหยี่ยวและนกอินทรีใช้ความว่องไวโจมตีจากท้องฟ้า ทำให้สัตว์บกเริ่มพ่ายแพ้
ค้างคาวเห็นท่าไม่ดี มันรีบเปลี่ยนข้างทันที มันบินขึ้นไปหาเหล่านกแล้วกล่าวว่า “ข้าผิดไปแล้ว! ข้าคือพวกของพวกเจ้าเสมอ ดูสิ ข้าบินได้เหมือนพวกเจ้า!”
พวกนกเชื่อมันและให้มันเข้าร่วม ค้างคาวรอดพ้นจากอันตรายอีกครั้ง

สงครามดำเนินไปหลายวัน จนในที่สุดสัตว์บกและสัตว์ปีกต่างเหนื่อยล้า และตกลงทำสัญญาสงบศึก
เหล่าสัตว์ทั้งสองฝ่ายมานั่งล้อมวงกัน เพื่อพูดคุยถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พวกมันเริ่มเล่าเรื่องราวของสงคราม และเมื่อเปรียบเทียบกันไปมาพวกมันก็เริ่มสังเกตถึงพฤติกรรมของค้างคาว
“เจ้าค้างคาวมันอยู่กับพวกข้า!” สิงโตคำราม
“ไม่จริง! มันอยู่กับพวกข้าต่างหาก!” อินทรีโต้กลับ
สัตว์ทั้งหมดเริ่มต่อปากต่อคำกัน จนตระหนักว่าค้างคาวเล่นตุกติกกับพวกมันทั้งสองฝ่าย! “มันเข้าข้างฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ แต่มันไม่เคยซื่อสัตย์กับใครเลย!”
เมื่อค้างคาวได้ยินเช่นนั้น มันรีบทำท่าทางใสซื่อและกล่าวว่า “ไม่จริง! ข้าเพียงแต่… เอ่อ… ข้าชอบทุกฝ่ายเท่านั้นเอง!”
แต่ไม่มีสัตว์ตัวใดเชื่อมันอีกแล้ว “สัตว์อย่างเจ้าไม่มีที่ยืนในป่าของพวกเรา!” เสือโคร่งคำราม
“เจ้าทรยศพวกเรา! เจ้าจะไม่ได้อยู่ร่วมกับพวกเราอีก!” นกฮูกกล่าวเสริม
ตั้งแต่นั้นมาสัตว์ปีกไม่ยอมรับค้างคาวเป็นพวก เพราะมันมีฟัน และสัตว์บกก็ไม่ยอมรับมัน เพราะมันมีปีก พวกมันร่วมกันขับไล่ค้างคาว
ค้างคาววิ่งไปหาสัตว์บก พวกมันก็ขู่จะขย้ำมัน ค้างคาวบินขึ้นไปหาพวกนก พวกมันก็จิกไล่จนมันต้องหนีไปอีก “ข้าจะซ่อนตัวที่ไหนได้บ้าง?” ค้างคาวคร่ำครวญ
สุดท้าย มันจึงต้องซ่อนตัวในถ้ำและเงามืด ไม่กล้าออกมาตอนกลางวัน เพราะเกรงว่าสัตว์อื่นจะทำร้ายมัน
ตั้งแต่นั้นมา ค้างคาวจึงต้องออกหากินในเวลากลางคืน และหลบซ่อนจากสายตาของทั้งสัตว์บกและสัตว์ปีกไปตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ผู้ที่เปลี่ยนข้างเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง อาจรอดได้ชั่วคราว แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย สุดท้ายจะไม่มีที่ยืนในสังคม” ค้างคาวคิดว่าความเจ้าเล่ห์จะทำให้มันอยู่รอด แต่กลับทำให้มันถูกขับไล่จากทุกฝ่าย ไม่มีใครยอมรับ
“ความฉลาดที่ไร้ความซื่อสัตย์ ย่อมกลายเป็นดาบที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง” แม้ค้างคาวจะฉลาด แต่เพราะมันไม่ภักดีต่อใครเลย สุดท้ายมันต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
“คนที่ไม่เลือกข้าง ไม่ยึดมั่นในความจริงใจ ย่อมไม่เป็นที่ไว้ใจของผู้ใด” ค้างคาวพยายามเข้ากับทุกฝ่าย แต่เมื่อทุกคนรู้ความจริง มันกลับถูกปฏิเสธจากทุกกลุ่ม และต้องซ่อนตัวตลอดไป
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องทำไมค้างคาวจึงออกหากินเวลากลางคืน (อังกฤษ: Why the Bat flies by Night) นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานพื้นบ้านจากไนจีเรีย ซึ่งพบได้ในเรื่องเล่าของชนเผ่าเอโดะ (Edo) และโยรูบา (Yoruba) โดยเป็นนิทานประเภทนิทานอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ (Etiological Tale) ที่พยายามให้เหตุผลว่าทำไมค้างคาวจึงออกหากินเฉพาะเวลากลางคืน
ในวัฒนธรรมของชนเผ่าเหล่านี้ สัตว์มักถูกใช้เป็นตัวแทนของนิสัยมนุษย์ โดยเฉพาะค้างคาวซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะแปลกกว่าสัตว์อื่นมันมีปีกแต่ไม่ใช่นก มีฟันแต่ไม่ใช่สัตว์บก ทำให้มันถูกมองว่า เป็นตัวแทนของความไม่แน่นอน และการกลับกลอก
นิทานเรื่องนี้สะท้อนค่านิยมของสังคมแอฟริกันดั้งเดิมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์และความภักดี คนที่เปลี่ยนข้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวอาจอยู่รอดในช่วงแรก แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย พวกเขาจะถูกปฏิเสธจากทุกฝ่าย และไม่มีที่ยืนในสังคม เช่นเดียวกับค้างคาวที่ถูกขับไล่จากทั้งสัตว์บกและสัตว์ปีก จนต้องใช้ชีวิตในความมืดมิดไปตลอดกาล
เรื่องเล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทานอธิบายธรรมชาติ แต่ยังเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ จุดยืน และผลของการทรยศต่อผู้อื่น ซึ่งยังคงใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย
“ผู้ที่สวมหน้ากากเพื่อเอาตัวรอด อาจหลอกคนอื่นได้ชั่วคราว แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย แม้แต่เงาของตนเองก็ยังไม่มีที่ให้ยืน”