กลางป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากชนเผ่าพื้นเมืองของออสเตรเลีย ว่ามีเสียงแปลกประหลาดดังก้องไปทั่ว บางครั้งเป็นเสียงเด็กร้องไห้ บางครั้งเป็นเสียงหัวเราะของหญิงสาว บางครั้งเป็นเสียงชายชรากระซิบเบา ๆ ท่ามกลางสายลม
แต่เมื่อใครเดินเข้าไปหาเสียงเหล่านั้น… พวกเขาไม่เคยกลับออกมาอีกเลย ไม่มีใครรู้ว่าอะไรซ่อนตัวอยู่หลังเสียงเหล่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีผู้กล้าคนหนึ่งตัดสินใจเปิดโปงความจริง และสิ่งที่เขาค้นพบ… เป็นความลับดำมืดที่ไม่มีวันเลือนหาย กับนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าลึกที่ไม่มีใครกล้าย่างกราย มีสิ่งมีชีวิตที่สามารถเลียนเสียงของทุกสรรพสิ่ง นั่นคือวีดาห์ (Weedah วิญญาณที่มีรูปร่างคล้ายนก) มันไม่ได้เป็นเพียงนกธรรมดา แต่เป็นเจ้าแห่งกลอุบายและการหลอกลวง
แต่วีดาห์ไม่พอใจกับการอยู่ร่วมกับเผ่าอื่น มันต้องการครอบครองป่าทั้งหมด และวิธีที่มันเลือก… คือกำจัดทุกคนทีละคน
มันสร้างกระท่อมหญ้าปลอมมากกว่ายี่สิบหลัง จุดไฟหน้ากระท่อมทุกหลังให้ดูเหมือนมีคนอาศัยอยู่
จากนั้นมันก็เริ่มเล่นเกมแห่งเสียงหลอกลวงบางครั้งมันร้องไห้เหมือนเด็กทารก บางครั้งหัวเราะเหมือนหญิงสาว บางครั้งส่งเสียงเหมือนชายหนุ่มร้องเพลง หรือชายชราโอดครวญ
เสียงของมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ราวกับว่ามีเผ่าพันธุ์มากมายอยู่ในค่ายนั้น
และแล้ว… เกมของมันก็เริ่มได้ผล
วันหนึ่งชายหนุ่มนักล่าคนหนึ่งเดินผ่านค่ายของวีดาห์ หลังจากการล่าสัตว์อันเหน็ดเหนื่อย เขากำลังมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน
แต่ทันใดนั้น… เสียงเด็กร้องไห้ ดังขึ้นจากค่ายเบื้องหน้า เขาหยุดเดิน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสงสัย “ทำไมถึงมีเด็กอยู่ในป่าลึกเช่นนี้?”
จากนั้นเสียงหัวเราะของหญิงสาวดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงชายชราร้องเพลง เสียงพูดคุย เสียงร้องไห้ และเสียงโห่ร้องเหมือนงานเฉลิมฉลอง
มันเป็นเผ่าไหนกันแน่?
ความอยากรู้ครอบงำเขา เขาก้าวเข้าไปใกล้ค่ายนั้น แต่ทันทีที่เขาผ่านแนวต้นไม้ เสียงทุกอย่างพลันเงียบลง ตรงหน้าของเขา…
มีเพียงนกตัวหนึ่งยืนอยู่ลำพัง ข้างกองไฟที่ลุกโชน
“เจ้าเป็นใคร?” ชายหนุ่มถาม
วีดาห์เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล “ข้าคือนกตัวหนึ่ง… เจ้าได้ยินเสียงอะไรรึ?”
“ข้าได้ยินเสียงคนมากมาย… พวกเขาอยู่ที่ไหน?”
วีดาห์หัวเราะเบา ๆ “เจ้าคงหูแว่วไปเอง… บางทีเสียงลมน่าจะทำให้เจ้าคิดไปเอง”
ชายหนุ่มหันมองรอบ ๆ ทุกกระท่อมหญ้าว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของผู้คน “แต่ว่า ข้าแน่ใจว่าข้าได้ยิน!”
“เจ้าคงเหนื่อยเกินไป ลองหลับตาสักครู่สิ ฟังเพียงเสียงไฟที่ลุกไหม้…” วีดาห์พูดพลาง ค่อย ๆ นำชายหนุ่มขยับเข้าใกล้กองไฟ
เปลวไฟเต้นระบำ สาดเงาไหววูบไปทั่ว ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกสับสน เขาหลอนไปเองจริงหรือ?
วีดาห์พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสายฟ้า! “ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่าน เหมือนคนอื่น ๆ ที่เคยเข้ามาที่นี่!”
มันใช้ปากจับแขนของชายหนุ่ม เหวี่ยงร่างเข้าไปกลางกองไฟ!
เสียงกรีดร้องของเขาถูกเปลวไฟกลืนหายไป…
และนี่ ไม่ใช่ครั้งแรกที่วีดาห์ทำเช่นนี้ เถ้ากระดูกของผู้คนที่หายไป… ลอยไปพร้อมกับสายลม
แต่เผ่าอื่นยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น… และเกมของวีดาห์ก็ยังคงดำเนินต่อไป…

หลายเดือนผ่านไป คนในหมู่บ้านเริ่มหวาดกลัว ผู้คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครกลับมา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของศพ บางคนคิดว่าเป็นฝีมือของวิญญาณร้าย, บางคนคิดว่าเป็นคำสาปของป่า
แต่มีเพียงมุลยัน (Mullyan Eagle Hawk, นกอินทรีย์) ที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลาง
เขาเฝ้าสังเกตและพบว่า ทุกคนที่หายไปล้วนมุ่งหน้าไปทางเดียวกัน… ทางที่นำไปสู่ค่ายลึกลับในป่า “ข้าจะเป็นคนเปิดโปงความจริงนี้เอง”
เขาออกเดินทาง ติดตามร่องรอยของญาติที่หายไป
และแล้ว… เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงเด็กร้องไห้… เสียงหัวเราะของหญิงสาว… เสียงพูดคุยของผู้คน
หัวใจของอินทรีย์เต้นแรง เขาเข้าใกล้ค่ายลึกลับนั้น และเมื่อเขาก้าวเข้าไป… เสียงทั้งหมดเงียบลงในพริบตา
ตรงหน้าของมุลยัน มีเพียงนกตัวหนึ่งยืนอยู่ข้างกองไฟ
วีดาห์เอียงคอ ยิ้มเย็น แล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าได้ยินเสียงอะไรรึ?”
“ข้าได้ยินเสียงผู้คนมากมาย” มุลยันตอบ “แต่ข้ามองเห็นเพียงเจ้าเท่านั้น”
วีดาห์หัวเราะเบา ๆ “บางทีเจ้าคงเหนื่อยมากไป ลองฟังเสียงของไฟที่ลุกไหม้สิ…” ขณะที่พูด มันค่อย ๆ ขยับเข้าหามุลยัน
แต่… มุลยันรู้ทัน! “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าทำอะไรกับพวกเขา!” มุลยันตะโกน
เขามองไปรอบ ๆ เห็นกองเถ้าถ่านกระจัดกระจายอยู่ใต้เปลวไฟ นี่ไม่ใช่เถ้าธรรมดา… แต่มันคือเถ้าของเหยื่อที่ถูกเผาทั้งเป็น “เจ้าหลอกพวกเขาเข้ามา แล้วจับโยนเข้าไฟใช่ไหม?”
วีดาห์ยิ้มเย็น “หากข้าทำ เจ้าจะทำอะไรได้?”
ทันใดนั้น! วีดาห์พุ่งเข้าหามุลยัน หวังจะใช้แผนเดิมอีกครั้ง! แต่คราวนี้… มันเลือกเหยื่อผิดคน
มุลยันหลบอย่างรวดเร็ว ใช้กรงเล็บอันแข็งแกร่งตะครุบวีดาห์ไว้แน่น “เจ้าหลอกคนอื่นได้ แต่เจ้าจะไม่สามรถหลอกข้าได้!”
ด้วยพละกำลังมหาศาล เขายกวีดาห์ขึ้น แล้วเหวี่ยงมันเข้าไปในกองไฟแทน! เปลวไฟลุกโชนสูงขึ้น เสียงกรีดร้องของวีดาห์ดังสะท้อนไปทั่วป่า และแล้ว… เสียงระเบิดดังสนั่นคล้ายฟ้าผ่า!
หัวของวีดาห์แตกออก!
จากซากที่ถูกเผาไหม้ มีนกตัวหนึ่งบินออกมา
มันคือนกปรอดหัวโขน (Mocking Bird)
ตั้งแต่นั้นมา มันยังคงส่งเสียงเลียนแบบทุกสิ่งที่มันเคยได้ยิน เสียงร้องของเด็ก, เสียงหัวเราะของหญิงสาว, เสียงพูดคุยของชายหนุ่ม
ราวกับเป็นเงาของความหลอกลวงที่ไม่มีวันตาย
แม้ร่างของวีดาห์จะดับสูญไป… แต่เสียงของมันยังคงอยู่ตลอดกาล…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “เล่ห์กลและการหลอกลวงอาจทำให้เจ้าก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย เจ้าจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ตัวตนของเจ้าเอง”
วีดาห์ใช้เสียงของตนเพื่อหลอกล่อผู้อื่น สร้างอาณาจักรแห่งการลวงตา แต่สุดท้ายกลับต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับเหยื่อของมัน
การฉ้อฉลอาจได้เปรียบในช่วงแรก… แต่ไม่มีใครสามารถหนีจากความจริงได้ตลอดไป
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านออสเตรเลียเรื่องตำนานนกเสียงหลอก (อังกฤษ: Weedah the mocking bird) มีต้นกำเนิดจากนิทานพื้นบ้านของชนพื้นเมืองออสเตรเลีย ซึ่งเล่าถึงวีดาห์ (Weedah) วิญญาณนกหรืออะไรซักอย่างที่มีความสามารถพิเศษในการเลียนเสียงทุกอย่าง และใช้มันเป็นเครื่องมือในการล่อลวงผู้อื่น
เรื่องราวนี้สะท้อนถึงความฉ้อฉลและผลกรรมของการใช้เล่ห์กลเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น ในตำนานดั้งเดิม วีดาห์เป็นตัวละครลึกลับ ที่ค่อย ๆ สูญเสียตัวตนของตนเองในกองไฟ และเกิดใหม่เป็น นกที่ยังคงส่งเสียงเลียนแบบทุกอย่าง
ในหลายวัฒนธรรม นกที่เลียนเสียงได้ เช่น นกม็อกกิ้งเบิร์ด (Mockingbird) หรือนกปรอดหัวโขน มักถูกเชื่อมโยงกับความลวง ความหลอกล่อ และการเล่นกลเสียง จึงเป็นไปได้ว่านิทานเรื่องนี้มีรากฐานจากตำนานของชนเผ่าอะบอริจิน และอาจได้รับการเล่าขานสืบต่อมาผ่านยุคสมัย เพื่อเตือนสติให้ผู้คนระวังเล่ห์กลของผู้ที่พูดจาน่าฟัง แต่แฝงไปด้วยอันตราย
“เสียงของคนหลอกลวง อาจดังก้องไปไกล… แต่เมื่อความจริงเปิดเผย มันจะกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อนของความว่างเปล่า”