ณ แดนปลาดิบมีตำนานนิทานพื้นบ้านสากล เล่าถึง ณ หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมทะเล คลื่นซัดเข้าฝั่งเป็นระลอก แสงแดดอ่อน ๆ ทาบลงบนผืนน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา ที่แห่งนี้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งอาศัยอยู่ เขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ดำเนินวันเวลาตามจังหวะของกระแสคลื่น หาเลี้ยงชีพด้วยเรือเล็กและอวนจับปลา
แต่แล้ว… ในวันหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นวันธรรมดา ชะตาชีวิตของเขากลับเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล โดยที่เขาไม่อาจหวนคืนกลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก… กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องอุราชิมะ ทาโร่ ผู้เดินทางสู่โลกใต้ทะเล

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องอุราชิมะ ทาโร่ ผู้เดินทางสู่โลกใต้ทะเล
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ริมทะเล มีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อ อุราชิมะ ทาโร่ เขาเป็นชาวประมงหนุ่มใจดี อาศัยอยู่กับมารดาและใช้ชีวิตเรียบง่าย ทาโร่ไม่เพียงแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตกปลา แต่ยังเป็นชายที่มีน้ำใจเสมอ
วันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินเล่นริมชายหาด ทาโร่ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากกลุ่มเด็กชายที่กำลังมุงดูบางสิ่งบางอย่างอยู่ พอเดินเข้าไปใกล้ เขาก็พบว่าเด็ก ๆ กำลังใช้ไม้แหย่และผลักไสเต่าทะเลตัวหนึ่ง ที่ดิ้นไปมาอยู่บนผืนทราย “ฮ่า ๆ มันดูอ่อนแอจังเลย!”
“ลองพลิกมันกลับด้านดูสิ มันจะขยับไม่ได้แน่ ๆ” เด็กชายหัวเราะสนุกสนาน พลางใช้ไม้เขี่ยกระดองเต่า ทาโร่มองภาพนั้นแล้วรู้สึกสงสาร
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เขาเดินเข้าไป ดวงตาฉายแววตำหนิ เด็ก ๆ ชะงัก ก่อนจะรีบถอยหลังไปเล็กน้อย
“ทำไมพวกเจ้าต้องรังแกมันด้วย?” ทาโร่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เด็กชายคนหนึ่งยักไหล่ “ก็แค่เต่าตัวหนึ่ง จะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
ทาโร่ส่ายหน้า ก่อนจะก้มลงช้อนเต่าขึ้นมาเบา ๆ ในอ้อมแขนของเขา เปลือกกระดองเย็นและเรียบลื่น เต่าดูหวาดกลัวแต่ไม่ขัดขืน “เต่าตัวนี้ก็มีชีวิตเหมือนพวกเรา มันเจ็บและหวาดกลัวเป็นเหมือนกัน”
เด็ก ๆ หลุบตาลง ไม่กล้าสบตาทาโร่ เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังริมฝั่งทะเล “ข้าจะปล่อยมันคืนสู่ทะเล”
เขาค่อย ๆ คุกเข่าลง วางเต่าบนผิวน้ำที่ซัดเข้าฝั่งเป็นระลอก “กลับบ้านของเจ้าเถอะ”
เต่าหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ว่ายน้ำออกไป ทิ้งไว้เพียงฟองน้ำเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ลอยกระจาย
ทาโร่ยิ้มบาง ๆ เขาไม่รู้เลยว่า การช่วยเหลือครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
รุ่งเช้าวันต่อมา ขณะที่ทาโร่กำลังพายเรือออกไปหาปลา เขาได้ยินเสียงเรียกจากผืนน้ำ “ท่านอุราชิมะ ทาโร่!”
เขาหันขวับไปมอง และต้องตกตะลึงเมื่อเห็น เต่าขนาดใหญ่กว่าปกติถึงสองเท่า ว่ายตรงมาหาเขา
ทาโร่ขมวดคิ้ว “เจ้าคือ…”
เต่าเงยหน้าขึ้น ดวงตาของมันเปล่งประกาย “ข้าคือเต่าที่ท่านช่วยไว้เมื่อวาน”
ทาโร่เบิกตากว้าง “พูดได้งั้นรึ!?”
“แน่นอน” เต่าพยักหน้า “ข้ามาเพื่อตอบแทนบุญคุณท่าน เจ้าหญิงโอโตะฮิเมะแห่งวังมังกรใต้สมุทรต้องการพบท่าน”
“เจ้าหญิงโอโตะฮิเมะ?” ทาโร่เอ่ยชื่อด้วยความสงสัย
“ใช่ นางคือธิดาแห่งท้องทะเล หากท่านต้องการ ข้าจะพาท่านไปยังวังของนาง”
ทาโร่ลังเล เขาไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน แต่น้ำเสียงของเต่าจริงจังและน่าเชื่อถือ “เช่นนั้น… ก็ได้”
เต่าพยักหน้า “เกาะกระดองข้าให้แน่น” ทาโร่ปีนลงจากเรือ ค่อย ๆ จับกระดองเต่าแน่น เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เต่าก็พาทาโร่ดำดิ่งลงสู่ใต้ทะเล
รอบตัวของเขามีเพียงฟองอากาศที่ลอยขึ้นไปเบื้องบน เขาควรจะหายใจไม่ได้ แต่น่าแปลกที่เขากลับรู้สึกสบายเหมือนอยู่บนบก
ไม่นานนัก วังมังกรใต้สมุทรก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ทาโร่มองด้วยความตื่นตะลึง ปราสาทที่สร้างจากปะการังหลากสีสัน เปล่งประกายใต้แสงแดดที่ลอดลงมา ฝูงปลาเล็กใหญ่แหวกว่ายรอบ ๆ เมือง โคมไฟที่ทำจากไข่มุกส่องแสงระยิบระยับ ที่นี่ช่างงดงามราวกับโลกอีกใบหนึ่ง
เมื่อเต่าพาทาโร่เข้ามาถึงเจ้าหญิงโอโตะฮิเมะ ก็มาต้อนรับเขาด้วยตนเอง
นางสวมกิโมโนผืนบางละเอียดอ่อน ผมยาวดำขลับ ดวงตาอ่อนโยนราวกับกระแสน้ำ
“ยินดีต้อนรับ อุราชิมะ ทาโร่” นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้าอยากขอบคุณเจ้าที่ช่วยเหลือบริวารของข้า”
ทาโร่รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ค้อมศีรษะอย่างสุภาพ “เป็นเกียรติของข้าที่ได้มาที่นี่”
เจ้าหญิงหัวเราะเบา ๆ “อยู่ที่นี่เถอะทาโร่ ที่วังมังกรเจ้าจะมีแต่ความสุข ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา”
ทาโร่เหลือบมองไปรอบ ๆ เขาไม่เคยเห็นสถานที่ใดสวยงามขนาดนี้มาก่อน เสียงดนตรีแว่วมาเบา ๆ อาหารแปลกตาถูกนำมาวางตรงหน้า “หากข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไม่ต้องเป็นชาวประมงอีกต่อไป… ข้าจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
ความคิดนั้นทำให้เขายิ้มออกมา เขาไม่รู้เลยว่าเวลาในวังนี้ไม่ได้ไหลไปเหมือนบนโลกมนุษย์…

เวลาผ่านไปอย่างสงบสุข ทาโร่ใช้ชีวิตอยู่ใน วังมังกรใต้สมุทร ท่ามกลางความหรูหราและความบันเทิงไม่รู้จบ ทุกวันมีงานเลี้ยง อาหารอร่อย และเสียงดนตรีที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขาไม่มีความทุกข์ ไม่มีภาระ ทุกอย่างราวกับฝันที่เป็นจริง
แต่แล้ว… คืนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งอยู่บนระเบียง มองดูฝูงปลาแหวกว่าย ทาโร่ก็รู้สึกว่างเปล่าในหัวใจ
“ข้าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?” เขานึกถึงบ้านของตนเอง นึกถึงแม่ที่รอคอยอยู่บนบก
“ข้าต้องกลับบ้านแล้ว…” รุ่งเช้า เขาคุกเข่าต่อหน้าเจ้าหญิงโอโตะฮิเมะ และกล่าวว่า “เจ้าหญิง ได้โปรดให้ข้ากลับบ้านเถิด ข้าคิดถึงครอบครัวของข้า”
ดวงตาของเจ้าหญิงหม่นลง นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วเบา “หากเจ้าต้องการกลับ ข้าย่อมไม่อาจรั้งเจ้าไว้… แต่โปรดรับสิ่งนี้ไป”
นางยื่นกล่องทามาเทะบาโกะ (Tama Tebako) ให้เขา “นี่คือของขวัญจากข้า เจ้าจงเก็บมันไว้อย่างดี แต่จงจำไว้ว่า… ห้ามเปิดมันเด็ดขาด”
ทาโร่ขมวดคิ้ว “เพราะเหตุใดหรือ?”
เจ้าหญิงยิ้มเศร้า “เจ้าจะเข้าใจเองเมื่อถึงเวลา”
ทาโร่ลังเล แต่ก็รับกล่องมาไว้ในมือ “ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่ง ข้าจะไม่มีวันลืมพระองค์”
เต่าพาทาโร่กลับสู่ผิวน้ำ เขาโบกมือลาวังมังกร และเมื่อเท้าสัมผัสผืนทรายริมชายหาด เขาก็รู้สึกเหมือนเป็นฝันไป แต่เมื่อเขาหันกลับไปมองรอบ ๆ… ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ทาโร่ก้าวเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ทุกสิ่งรอบตัวดูแปลกตาและแปลกประหลาด บ้านเรือนที่เคยคุ้นหายไป ทางเดินที่เคยรู้จักก็ไม่เหมือนเดิม
เขาเดินไปถามชายชราที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ “ท่านลุง ขออภัย ข้าขอถามสิ่งหนึ่ง… นี่คือหมู่บ้านอุราชิมะใช่หรือไม่?”
ชายชราขมวดคิ้วก่อนพยักหน้า “ใช่ นี่คือหมู่บ้านอุราชิมะ”
“แล้วครอบครัวของข้าเล่า? อุราชิมะ ทาโร่?”
ชายชราทำหน้าสงสัย “อุราชิมะ ทาโร่? ข้าเคยได้ยินชื่อนี้… แต่เป็นเรื่องเล่าที่เก่าแก่ตั้งแต่ร้อยปีก่อน”
ทาโร่ชะงัก หัวใจหล่นวูบ “เป็นไปไม่ได้! ข้าเพิ่งจากไปไม่นาน!”
เขาวิ่งไปตามถนนแต่ไม่มีใครจำเขาได้ บ้านของเขาหายไป คนในหมู่บ้านก็ล้วนเป็นคนแปลกหน้าทุกอย่างเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
“ข้า… ข้าถูกทิ้งไว้เพียงลำพัง” มือของเขากำกล่องทามาเทะบาโกะแน่นขึ้น คำเตือนของเจ้าหญิงโอโตะฮิเมะดังก้องในหัว
“ห้ามเปิดมันเด็ดขาด” แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือให้เขาแล้ว
“บางที… บางทีในนี้อาจมีคำตอบ” ด้วยความสงสัยทาโร่ค่อย ๆ เปิดฝากล่องออก… ทันใดนั้นเอง! ควันสีขาวพวยพุ่งออกมา หมุนวนรอบตัวเขา
เขารู้สึกถึงบางอย่างกำลังเปลี่ยนไปร่างกายของเขาหนักขึ้น… ผิวของเขาหย่อนยาน… เส้นผมของเขากลายเป็นสีขาว
เพียงพริบตาเดียว อุราชิมะ ทาโร่ก็กลายเป็นชายชราผู้ชราและอ่อนแรง เขาเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้ายังคงเป็นสีฟ้า ทะเลยังคงซัดเข้าฝั่งอย่างเชื่องช้า… แต่เวลาของเขาหมดลงแล้ว
เสียงของเจ้าหญิงโอโตะฮิเมะแว่วมาในสายลม “ข้าขอโทษ ทาโร่… แต่เวลากลับคืนไม่ได้” ชายชราทรุดตัวลงบนพื้นทราย และมองทะเลกว้างเป็นครั้งสุดท้าย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “เวลาเป็นสิ่งที่ไม่มีวันย้อนคืน และบางสิ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ก็อาจไม่มีทางกลับมาได้อีก”
ทาโร่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวังมังกรโดยไม่รู้เลยว่า เวลาบนโลกมนุษย์ยังคงเดินต่อไป เมื่อเขากลับมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงจนหมดสิ้น ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว ไม่มีอดีตของเขาหลงเหลืออยู่ สิ่งที่เขาเคยมี ถูกกลืนหายไปตามกาลเวลา
กล่องทามาเทะบาโกะคือ สัญลักษณ์ของอดีตที่ไม่อาจเปิดออกได้โดยไม่ต้องแลกกับบางสิ่ง การเปิดกล่องเป็นการปลดปล่อยความจริงที่เลี่ยงไม่ได้—เวลาที่เขาสูญเสียไปได้ย้อนคืนสู่ร่างของเขาในพริบตา ท้ายที่สุด ความปรารถนาจะกลับไปสู่วันวานก็กลายเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเขาเอง
นิทานนี้จึงเป็นคำเตือนว่า… “อย่าหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริง เพราะเมื่อทุกอย่างสายเกินไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ อาจมีเพียงความว่างเปล่า”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องอุราชิมะ ทาโร่ ผู้เดินทางสู่โลกใต้ทะเล (อังกฤษ: Urashima Taro) เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดเก่าแก่ ย้อนกลับไปไกลถึงยุคเฮอัน (ค.ศ. 794–1185) และอาจได้รับอิทธิพลจากเรื่องเล่าทางพุทธศาสนาเกี่ยวกับกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลง นิทานเรื่องนี้ปรากฏในบันทึกโบราณหลายฉบับ เช่น “นิฮงโชกิ” (พ.ศ. 1273 / ค.ศ. 720) และ “มันโยชู” (พ.ศ. 1323 / ค.ศ. 759) ซึ่งเป็นหนึ่งในบันทึกวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น
เรื่องราวของอุราชิมะ ทาโร่ สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องเวลาและความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ซึ่งเป็นปรัชญาที่ปรากฏในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาโดยตลอด วังมังกรใต้สมุทรเป็นสัญลักษณ์ของโลกเหนือธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความสุขอันเป็นนิรันดร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นกับดักแห่งกาลเวลา ทาโร่ที่เลือกกลับสู่โลกมนุษย์ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าโลกไม่ได้รอคอยเขา และสิ่งที่เขาสูญเสียไปนั้น ไม่อาจหวนคืนได้
นิทานเรื่องนี้ยังคล้ายคลึงกับนิทานและตำนานจากวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น เรื่องของริป แวน วิงเคิล (Rip Van Winkle) จากตะวันตก หรือ ตำนานเกี่ยวกับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในดินแดนเทพนิยาย ในหลายวัฒนธรรม นิทานเหล่านี้มักเป็นเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับความไม่จีรังของชีวิตและผลของการหลงลืมโลกแห่งความเป็นจริง
ปัจจุบันนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องอุราชิมะ ทาโร่ ยังคงเป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น มักถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ การ์ตูน และวรรณกรรมสำหรับเด็ก แต่สาระสำคัญของเรื่องยังคงเหมือนเดิมกาลเวลาไม่เคยหยุดรอใคร และบางสิ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว… อาจไม่มีวันได้คืนกลับมา
“เวลาไม่เคยหยุดรอใคร… หันกลับมาอีกที ทุกสิ่งที่เคยรัก อาจกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีของอดีต”