สายลมพัดแผ่วผ่านท้องทุ่ง ดอกไม้เล็กๆ เอนอ่อนรับแสงแดดยามเช้า ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเดนมาร์ก หญิงชรานั่งอยู่ริมหน้าต่าง ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอันลึกซึ้ง นางเฝ้ามองโลกภายนอกด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่นางต้องการ คือใครสักคนที่จะเติมเต็มความเงียบงันในชีวิตของนาง
ในคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง นางได้รับของขวัญล้ำค่าจากพลังแห่งปาฏิหาริย์ สิ่งเล็กๆ ที่ดูเปราะบาง แต่กลับมีชีวิตชีวาเกินกว่าสิ่งใดที่นางเคยพบ การเดินทางอันยิ่งใหญ่ของโลกใบเล็กได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว… กับนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า
นานมาแล้ว มีหญิงชราผู้โดดเดี่ยวและปรารถนาจะมีลูก นางไม่มีสามี ไม่มีลูกหลาน และต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบเหงาในกระท่อมเล็กๆ วันหนึ่ง นางเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากแม่มดผู้ใจดี
“ข้าปรารถนาจะมีลูกสักคน แม้ตัวจะเล็กเพียงใด ข้าก็ไม่สนใจ”
แม่มดพยักหน้า ก่อนหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ออกมาจากถุงผ้า “จงนำสิ่งนี้ไปปลูกในกระถาง รดน้ำและดูแลมันดีๆ แล้วเจ้าจะได้สิ่งที่เจ้าปรารถนา”
หญิงชราทำตามคำแนะนำของแม่มด นางปลูกเมล็ดวิเศษลงในดินและดูแลมันอย่างทะนุถนอม ไม่นานนัก ดอกไม้สวยงามดอกหนึ่งก็บานออก เมื่อกลีบดอกค่อยๆ แย้มออกภายในนั้นมีเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋ว นางงดงามราวกับแสงอรุณ และมีขนาดเพียงแค่หัวแม่มือ
หญิงชราตั้งชื่อนางว่า “ทัมเบลิน่า”
ทัมเบลินาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข นางนั่งบนกลีบดอกไม้ตอนกลางวัน และนอนหลับอยู่ในเปลเปลือกวอลนัทตอนกลางคืน หญิงชราดูแลนางราวกับเป็นลูกแท้ๆ
แต่คืนหนึ่งเคราะห์กรรมก็มาเยือน
ขณะที่ทัมเบลิน่านอนหลับอยู่ในเปลของนาง คางคกตัวใหญ่ปีนขึ้นมาทางหน้าต่าง มันมองทัมเบลิน่าด้วยความพึงพอใจ
“ลูกชายของข้าต้องชอบเจ้ามากแน่ๆ!” คางคกพูดพลางคว้าทัมเบลิน่าออกไป พานางไปยังบึงที่มันอาศัยอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้น ทัมเบลิน่าตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่กลางใบบัวลอยอยู่เหนือน้ำ คางคกชี้ไปยังลูกชายของมัน ซึ่งเป็นคางคกหนุ่มที่ดูซุ่มซ่ามและน่ากลัว “เจ้านี่แหละจะเป็นภรรยาของลูกข้า!”
ทัมเบลิน่าหวาดกลัว นางไม่ต้องการแต่งงานกับคางคกแต่ไม่มีทางหนีไปไหนได้
เหล่าปลาเล็ก ๆ ในบึงเห็นเหตุการณ์และรู้สึกสงสาร พวกมันจึงแทะก้านใบบัวให้ขาด ทำให้ทัมเบลิน่า
ทัมเบลิน่าลอยไปตามลำธารสัมผัสกับโลกกว้างเป็นครั้งแรก นางมองเห็นต้นไม้สูงตระหง่าน นกตัวใหญ่บินผ่านไปมา ทุกสิ่งดูสวยงาม แต่ในขณะเดียวกัน โลกนี้ก็ดูใหญ่โตและอันตรายเกินไปสำหรับนาง
ขณะที่นางกำลังชื่นชมธรรมชาติ เงาดำวูบหนึ่งพุ่งเข้ามาจับตัวนางขึ้นจากใบบัว!
เป็นแมลงเต่าทองตัวใหญ่ มันจับทัมเบลิน่าบินไปยังต้นไม้สูงและวางนางลงบนใบไม้
“เจ้าน่ารักดี ข้าจะพาเจ้าไปอยู่กับข้า!” แมลงเต่าทองกล่าว
แต่เมื่อแมลงเต่าทองพาทัมเบลิน่าไปหาเพื่อน ๆ ของมัน เหล่าแมลงตัวอื่นกลับหัวเราะเยาะ
“ดูนางสิ! นางไม่มีปีก ไม่เหมือนพวกเราเลย!”
“ใช่! ขาของนางก็ดูแปลกๆ!”
แมลงเต่าทองเริ่มลังเล มันไม่อยากถูกล้อไปด้วย จึงปล่อยทัมเบลิน่าให้อยู่ตามลำพังบนกิ่งไม้
ทัมเบลิน่าเสียใจ นางไม่ได้ขอให้เกิดมาแตกต่างจากสิ่งอื่น แต่นางก็ต้องทนรับชะตากรรม นางใช้ชีวิตเพียงลำพัง อาศัยอยู่ใต้ใบไม้ขนาดใหญ่ในป่า หาอาหารจากเกสรดอกไม้ และดื่มน้ำค้างจากใบหญ้า
แต่ไม่นานนักฤดูหนาวก็มาถึง ใบไม้ร่วงโรย หิมะเริ่มตกลงมา อากาศเย็นยะเยือกจนทัมเบลิน่าแทบเอาตัวไม่รอด นางพยายามหาที่หลบภัย และในที่สุด นางก็พบโพรงใต้ดินเล็กๆ ของหนูนาตัวหนึ่ง
หนูนามองทัมเบลิน่าด้วยความสงสาร “เจ้าเป็นใครกัน มาทำอะไรอยู่ในป่าท่ามกลางความหนาวเย็นเช่นนี้?”
ทัมเบลิน่าเล่าถึงโชคชะตาของตนเอง หนูนาใจดีจึงอนุญาตให้นางอาศัยอยู่ด้วย โดยแลกกับการช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ
แต่ทัมเบลิน่าไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังจะเล่นตลกกับนางอีกครั้ง
วันหนึ่ง หนูนาพาทัมเบลิน่าไปพบตุ่นผู้ร่ำรวย ที่อาศัยอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน ตุ่นเป็นสัตว์ที่เกลียดแสงแดดและใช้ชีวิตอยู่ในความมืด แต่มันสนใจทัมเบลิน่าเพราะนางงดงามและมีเสียงที่ไพเราะ
“เจ้าควรแต่งงานกับตุ่นผู้มั่งคั่งนี้ นางจะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป” หนูนาพูดกับทัมเบลิน่า
แต่ทัมเบลิน่าไม่ต้องการอยู่ในความมืด นางรักแสงอาทิตย์ รักสายลม และไม่อาจใช้ชีวิตใต้ดินเช่นเดียวกับตุ่นได้
อย่างไรก็ตาม หนูนาพยายามบังคับให้นางแต่งงาน และทัมเบลิน่าก็ไม่มีทางเลือก
คืนหนึ่ง ขณะที่ทัมเบลิน่าเดินอยู่ในอุโมงค์ของตุ่น นางพบนกนางแอ่นตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่บนพื้น มันดูเหมือนตายไปแล้ว แต่มือเล็กๆ ของทัมเบลิน่าสัมผัสร่างของมัน และรู้ว่ามันยังมีลมหายใจ “มันยังมีชีวิตอยู่!”
ทัมเบลิน่าไม่ลังเล นางดูแลนกนางแอ่นอย่างอ่อนโยน ป้อนอาหาร และให้ความอบอุ่นแก่มัน แม้หนูนาจะตำหนินางว่าเสียเวลาช่วยเหลือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ แต่นางไม่สนใจ
ฤดูใบไม้ผลิหวนคืน นกนางแอ่นแข็งแรงขึ้น มันต้องจากไปเพื่อกลับสู่ท้องฟ้า แต่ก่อนจะบินจากไป มันกล่าวกับทัมเบลิน่า
“เจ้าไม่อยากไปกับข้าหรือ? ไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยดอกไม้และแสงแดด”
ทัมเบลิน่ามองไปรอบ ๆ อุโมงค์อันมืดมนของตุ่น กับท้องฟ้าอันกว้างใหญ่
“ข้าอยากไป…” และแล้ว ทัมเบลิน่าก็เกาะหลังของนกนางแอ่น โบยบินออกจากความมืด มุ่งสู่เส้นทางใหม่ที่นางไม่เคยคาดฝัน

สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านผืนป่า นกนางแอ่นกางปีกกว้าง พาทัมเบลิน่าบินพ้นจากอุโมงค์อันมืดมนของตุ่น สู่โลกที่เต็มไปด้วยแสงแดดและท้องฟ้ากว้างใหญ่
ทัมเบลิน่าไม่เคยรู้สึกอิสระเช่นนี้มาก่อนลมเย็นปะทะใบหน้า เสียงนกร้องขับขานจากทุกทิศทาง นางกอดขนนุ่มของนกนางแอ่นไว้แน่น มองลงไปยังทุ่งดอกไม้ที่เบ่งบานไกลสุดสายตา
“เจ้าจะไปที่ไหนหรือ?” ทัมเบลิน่าถาม
“ข้าจะพาเจ้าไปยังดินแดนที่อบอุ่นเสมอ ดินแดนแห่งดอกไม้ ที่ที่เจ้าจะเป็นอิสระ” นกนางแอ่นตอบ
เมื่อพวกเขาบินข้ามหุบเขาและแม่น้ำ นกนางแอ่นค่อยๆ ลดระดับลงไปยังสวนดอกไม้ที่งดงามที่สุดที่ทัมเบลิน่าเคยเห็น ดอกไม้ทุกดอกบานสะพรั่ง หลากสีสัน ราวกับพรมแห่งฤดูใบไม้ผลิ
นกนางแอ่นพาทัมเบลิน่าลงบนดอกไม้ขนาดใหญ่ดอกหนึ่ง กลีบดอกค่อย ๆ เปิดออก และสิ่งที่ทัมเบลิน่าเห็นทำให้นางตกตะลึง
กลางดอกไม้นั้น มีชายหนุ่มตัวเล็กเท่านาง เขาสวมเสื้อคลุมสีทอง ศีรษะสวมมงกุฎทำจากกลีบดอกไม้ ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
“ยินดีต้อนรับ เจ้าคือใครกัน?” เจ้าชายดอกไม้ตรัสขึ้น
“ข้าชื่อทัมเบลิน่า” นางตอบเบา ๆ
เจ้าชายมองนางด้วยดวงตาเป็นประกาย “เจ้าไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน เจ้ามาจากที่ใดหรือ?”
ทัมเบลิน่าเล่าเรื่องราวการเดินทางของนาง ตั้งแต่ถูกลักพาตัว ถูกทอดทิ้ง และต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่บัดนี้ นางรู้สึกเหมือนได้มาถึงที่ที่ควรจะเป็น
เจ้าชายดอกไม้รับฟังด้วยความเห็นใจ แล้วเอื้อมมือไปจับมือของทัมเบลิน่า “เจ้าจะอยู่ที่นี่กับพวกเราไหม?”
ทัมเบลิน่ากวาดตามองไปรอบ ๆ นางเห็นเหล่าภูติบุปผาออกมาทักทาย พวกเขาล้วนตัวเล็กเหมือนนาง มีปีกโปร่งใสราวกับหยาดน้ำค้าง
“ข้าจะได้อยู่ที่นี่จริงๆ หรือ?” ทัมเบลิน่าถาม พลางรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง
“แน่นอน ที่นี่คือดินแดนของเจ้า ที่ที่เจ้าเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว”
ทัมเบลิน่าน้ำตาคลอ นางเคยรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกปฏิเสธจากโลกที่กว้างใหญ่ แต่ที่นี่ นางไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอีกต่อไป นางได้พบผู้คนที่เหมือนกับนาง
จากนั้น เจ้าชายดอกไม้หยิบมงกุฎกลีบดอกไม้ ขึ้นมา และกล่าวว่า “หากเจ้ายอมรับ ข้าอยากให้เจ้าเป็นราชินีแห่งดอกไม้ และครองอาณาจักรนี้เคียงข้างข้า”
ทัมเบลิน่ายิ้มทั้งน้ำตา นางรู้ว่านี่คือบ้านของนาง บ้านที่แท้จริง
หลังจากนั้น นางและเจ้าชายจัดงานเฉลิมฉลอง เหล่าภูติบุปผาร่ายรำรอบตัวพวกเขา ทัมเบลิน่าไม่ใช่เด็กหญิงตัวจิ๋วที่ไร้ที่อยู่ หรือผู้ที่ถูกทอดทิ้งอีกต่อไป และแล้ว ทัมเบลิน่าก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริงในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้โลกจะกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่สุดท้ายเราจะพบที่ที่เหมาะสมกับเรา ทัมเบลิน่าต้องผ่านการเดินทางอันยากลำบาก ถูกปฏิเสธและหลงทาง แต่สุดท้าย นางก็ได้พบกับสถานที่ที่เป็นของนางจริงๆ
อย่าฝืนตัวเองเพื่อทำให้ใครพอใจ นางถูกบังคับให้แต่งงานกับคางคก ตุ่น และสิ่งที่นางไม่ได้เลือก แต่สุดท้าย นางก็เลือกชีวิตของตัวเอง และพบกับความสุขที่แท้จริง
ความเมตตาจะนำพาสิ่งดีๆ กลับมาเสมอ ทัมเบลิน่าช่วยเหลือนกนางแอ่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และในที่สุด นกนางแอ่นก็ช่วยพานางไปสู่โลกที่นางควรอยู่
ความแตกต่างไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้เรามีค่า ทัมเบลิน่าถูกหัวเราะเยาะเพราะแตกต่างจากสิ่งรอบตัว แต่สุดท้าย นางก็พบว่าตนเองมีคุณค่า และได้เป็นราชินีในดินแดนที่เหมาะกับนางอย่างแท้จริง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเดนมาร์กเรื่องทัมเบลิน่า (อังกฤษ: Thumbelina) เป็นนิทานที่แต่งขึ้นโดย ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน (Hans Christian Andersen) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1835 ในคอลเลกชัน Fairy Tales Told for Children พร้อมกับนิทานชื่อดังอื่นๆ เช่น “The Princess and the Pea (เจ้าหญิงเมล็ดถั่ว)” และ “The Tinderbox (กล่องไม้ขีดไฟวิเศษ)”
แอนเดอร์เซนได้รับแรงบันดาลใจจาก นิทานพื้นบ้านของยุโรป ซึ่งมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ตัวจิ๋ว เช่น “Tom Thumb (ทอมตัวจิ๋ว)” จากอังกฤษ หรือ “Le Petit Poucet (เปอตีต์ ปูเซต์ แปลว่า นื้วโป้งน้อย)” จากฝรั่งเศส
เรื่องราวของทัมเบลิน่าสะท้อนแนวคิดเรื่องการเดินทางของตัวละครที่ถูกผลักไสจากโลกที่ไม่เข้าใจตนเอง และต้องเผชิญอุปสรรคมากมายก่อนจะพบสถานที่ที่เหมาะสมกับตน ซึ่งเป็นธีมที่ปรากฏในนิทานของแอนเดอร์เซนหลายเรื่อง เช่น “ลูกเป็ดขี้เหร่”
ทัมเบลิน่าเป็นนิทานที่ได้รับความนิยมและถูกดัดแปลงเป็นหนังสือเด็ก แอนิเมชัน และละครเวที มากมาย เช่น แอนิเมชันเรื่อง Thumbelina (1994) ที่เพิ่มรายละเอียดใหม่ให้เรื่องราวกลายเป็นแนวโรแมนติกผจญภัย
แม้นิทานเรื่องนี้จะมีบรรยากาศที่อบอุ่นและแฟนตาซี แต่แก่นเรื่องจริง ๆ คือการค้นหาตัวเองและการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ซึ่งทำให้ “ทันเบลิน่า” เป็นนิทานที่ยังคงมีเสน่ห์และเป็นที่จดจำมาจนถึงปัจจุบัน
“ความเล็กไม่ได้กำหนดคุณค่า มีแต่หัวใจเท่านั้นที่บอกได้ว่าเจ้าคู่ควรอยู่ที่ใด”