ปกนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม

นิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม

ท่ามกลางเส้นทางสายเก่าที่เต็มไปด้วยมนตร์ขลัง การสูญเสียเครื่องรางเพียงชิ้นเดียวอาจเปลี่ยนโชคชะตาของเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ให้กลายเป็นเพียงหญิงเลี้ยงห่านผู้ต่ำต้อยในชั่วข้ามคืน

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเด็กตัวจิ๋วที่เลี้ยงดูโดยน้ำนมยักษ์จนกลายเป็นเจ้ายักษ์หนุ่มผู้มีพละกำลังเหนือมนุษย์ กับการเดินทางล้างบางคนโลภด้วยลูกเตะมหาประลัยและการเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ กับนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งมีลูกชายตัวเล็กเท่าหัวแม่มือ (Thumbling) เวลาผ่านไปหลายปีเด็กน้อยก็ไม่ยอมโตขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว วันหนึ่งเมื่อพ่อจะออกไปไถนา เจ้าหนูหัวแม่มือก็รบเซ้าขอไปด้วย พ่อจึงยอมใส่เขาไว้ในกระเป๋าเสื้อ เมื่อถึงทุ่งนา

พ่อก็นำเขาออกมาวางไว้ที่ร่องไถ ทันใดนั้นมียักษ์รูปร่างสูงใหญ่ข้ามเนินเขาตรงมา พ่อพยายามขู่ลูกน้อยว่านั่นคือ “ผีร้าย” จะมาจับตัวไปเพื่อให้เด็กน้อยกลัวและเป็นเด็กดี แต่ยักษ์กลับก้าวเพียงสองก้าวก็ถึงตัวเขา

ยักษ์หยิบเจ้าหนูหัวแม่มือขึ้นมาด้วยนิ้วสองนิ้วอย่างเบามือ ตรวจดูครู่หนึ่งแล้วก็พากลับไปยังถ้ำของมันโดยไม่พูดอะไรสักคำ พ่อทำได้เพียงยืนตะลึงด้วยความหวาดกลัวและคิดว่าลูกชายคงไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว

ยักษ์พาหนุ่มตัวน้อยไปเลี้ยงดูด้วยน้ำนมของยักษ์จนเขาเริ่มเติบโตตัวใหญ่ราวยักษ์และแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ยักษ์พาเขาเข้าไปในป่าเพื่อทดสอบพลัง โดยสั่งให้เขาลองถอนกิ่งไม้ดู ปรากฏว่าเด็กน้อยในตอนนั้นแข็งแรงพอที่จะถอนต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาได้ทั้งราก

แต่ยักษ์ยังไม่พอใจจึงเลี้ยงดูต่ออีก 2 ปี คราวนี้เขาสามารถถอนต้นไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ได้ จนกระทั่งผ่านไปอีก 2 ปี (รวมเป็น 6 ปี) ยักษ์พาเขาไปที่ป่าอีกครั้งและสั่งให้ถอนต้นโอ๊กที่แข็งแรงที่สุด เมื่อยักษ์หนุ่มทำได้สำเร็จราวกับหักกิ่งไม้ ยักษ์จึงบอกว่า “ตอนนี้เจ้าพร้อมแล้ว” และพาส่งเขากลับไปยังทุ่งนาที่พ่อของเขากำลังไถนาอยู่

เมื่อยักษ์หนุ่มเดินเข้าไปหาพ่อแล้วถามว่า “พ่อเห็นไหมว่าลูกชายของพ่อโตขึ้นเป็นชายหนุ่มที่สง่างามเพียงใด?”

ชาวนากลับตกใจกลัวและปฏิเสธว่า “ไม่! เจ้าไม่ใช่ลูกข้า ไปให้พ้น!” ยักษ์หนุ่มพยายามพิสูจน์โดยขอช่วยไถนา เขาใช้เพียงมือข้างเดียวจับคันไถแล้วกดลงจนจมลึกดินกระจาย ชาวนาเห็นแล้วทนไม่ได้เพราะงานจะเสียจึงบอกให้หยุด

ยักษ์หนุ่มจึงปลดม้าออกแล้วลากคันไถด้วยตัวเองคนเดียวจนทั่วทุ่งนา 2 เอเคอร์อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขายังถอนต้นโอ๊กสองต้นมาพาดบ่า แขวนคันไถและม้าไว้หัวท้าย แบกทุกอย่างกลับบ้านราวกับแบกมัดฟาง

เมื่อถึงบ้าน แม่ของเขาก็ตกใจและจำลูกไม่ได้เช่นกัน ยักษ์หนุ่มจึงขออาหารกิน แม่จัดอาหารจานยักษ์ที่กินได้ทั้งสัปดาห์มาให้

แต่เขากลับกินรวดเดียวหมดและบอกว่า “นี่มันแค่ของว่าง ข้าต้องการมากกว่านี้!” เมื่อเห็นว่าอาหารที่บ้านไม่มีทางพอเลี้ยงเขาแน่ ๆ ยักษ์หนุ่มจึงบอกพ่อว่า “พ่อ… ข้าเห็นแล้วว่าอยู่ที่นี่ข้าคงไม่อิ่มแน่ หากพ่อหาไม้เท้าเหล็กที่แข็งแรงพอที่ข้าจะหักด้วยเข่าไม่ได้ให้ข้าได้ ข้าจะออกไปเผชิญโลกกว้างเอง”

พ่อจึงสั่งทำไม้เท้าเหล็กที่ต้องใช้ม้าถึง 8 ตัวลากมา แต่ยักษ์หนุ่มกลับหักมันทิ้งอย่างง่ายดายราวกับก้านถั่ว เขาจึงตัดสินใจบอกลาพ่อแม่และออกเดินทางไปใช้ชีวิตในฐานะลูกมือช่างตีเหล็กเพื่อหาประสบการณ์ต่อไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม 2

ยักษ์หนุ่มออกเดินทางไปจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และเข้าไปขอสมัครเป็นลูกมือในโรงตีเหล็กของช่างตีเหล็กจอมงกคนหนึ่ง เมื่อถูกถามเรื่องค่าจ้าง ยักษ์หนุ่มตอบว่า “ข้าไม่ต้องการเงินทองหรอก เพียงแต่ทุก ๆ สองสัปดาห์ตอนที่คนงานคนอื่นรับเงิน ข้าขอแค่เตะท่านสองที และท่านต้องทนให้ได้” ช่างตีเหล็กคิดว่าตนเองจะได้กำไรมหาศาลเพราะไม่ต้องเสียเงิน จึงรีบตอบตกลงทันที

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อต้องเริ่มงาน ช่างตีเหล็กนำแท่งเหล็กร้อนแดงออกมาให้ยักษ์หนุ่มทุบ แต่เพียงแค่เขาฟาดค้อนลงไปทีเดียว เหล็กก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แถมทั่งตีเหล็กขนาดใหญ่ยังจมลึกลงไปในดินจนดึงไม่ออก ช่างตีเหล็กโกรธจัดและเริ่มหวาดกลัวจึงตะโกนไล่ออก ยั

กษ์หนุ่มจึงขอค่าจ้างตามที่ตกลงไว้คือการ “เตะ” หนึ่งที (เขาลดให้เหลือทีเดียว) ยักษ์หนุ่มยกเท้าขึ้นแล้วเตะช่างตีเหล็กจนตัวปลิวข้ามกองหญ้าไปถึงสี่กอง จากนั้นเขาก็หยิบแท่งเหล็กที่หนาที่สุดในโรงงานมาถือเป็นไม้เท้าแล้วเดินจากไปอย่างสบายใจ

ยักษ์หนุ่มเดินทางต่อมาจนถึงฟาร์มแห่งหนึ่งและสมัครเป็นหัวหน้าคนงานให้กับเศรษฐีขี้เหนียว โดยยื่นเงื่อนไขเดิมคือ “เตะสามทีต่อปี” แทนค่าจ้าง เศรษฐีตอบตกลงเพราะคิดว่าประหยัดเงินได้มาก

ยักษ์หนุ่มทำงานเก่งกว่าใครเพื่อน เขานอนตื่นสายแต่กลับไปถึงป่าและทำงานเสร็จก่อนคนอื่นเสมอ แถมยังโชว์พลังด้วยการปิดกั้นถนนไม่ให้รถม้าคนอื่นผ่าน และแบกรถม้าทั้งคันข้ามสิ่งกีดขวางด้วยมือเปล่าจนเศรษฐีเริ่มกลัวว่าถ้าถึงวันรับค่าจ้าง ตนเองคงต้องตายแน่ ๆ

เศรษฐีจึงปรึกษากับเหล่าเสมียนเพื่อหาวิธีกำจัดยักษ์หนุ่ม พวกเขาจึงหลอกให้ยักษ์หนุ่มลงไปขุดล้างบ่อน้ำที่ลึกมาก เมื่อเขาลงไปถึงก้นบ่อ พวกเศรษฐีก็ช่วยกันเข็น “หินโม่แป้ง” ก้อนยักษ์ทุ่มลงไปหมายจะให้ทับหัวยักษ์หนุ่มให้แหลกสลายไป แต่แทนที่จะตาย

ยักษ์หนุ่มกลับตะโกนขึ้นมาจากก้นบ่อว่า “เฮ้! ช่วยไล่ไก่พวกนั้นออกไปที มันคุ้ยเขี่ยทรายลงมาเข้าตาข้าจนมองไม่เห็นงานแล้ว!”

เมื่อเขาทำงานเสร็จและปีนขึ้นมาจากบ่อ เขาก็เดินตัวปลิวขึ้นมาพร้อมกับมีหินโม่แป้งก้อนมหึมาสวมอยู่ที่คอเหมือนเป็นผ้าพันคอ แล้วบอกเศรษฐีว่า “ดูสิ ข้าได้ผ้าพันคอชิ้นใหม่มาสวยไหม?” ทำให้เศรษฐีถึงกับตัวสั่นด้วยความสยดสยอง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม 3

เมื่อแผนการที่บ่อน้ำล้มเหลว เศรษฐีขี้เหนียวจึงขอเลื่อนการจ่ายค่าจ้าง (การถูกเตะ) ออกไปอีกสองสัปดาห์เพื่อหาทางกำจัดเขาใหม่

พวกเสมียนแนะนำให้ส่งยักษ์หนุ่มไปบดข้าวที่ “โรงโม่ผีสิง” ในตอนกลางคืน เพราะใครก็ตามที่เข้าไปที่นั่นยามวิกาลจะถูกพบเป็นศพในตอนเช้าทุกราย เศรษฐีจึงสั่งให้เขาแบกข้าวไปบดถึง 8 กระสอบ ยักษ์หนุ่มแบกข้าวทั้งหมดใส่กระเป๋าเสื้อและบ่าเดินไปยังโรงโม่ตามคำสั่งอย่างไม่สะทกสะท้าน

เมื่อถึงเวลาดึกสงัด ขณะที่เขานั่งรอในโรงโม่ ประตูก็เปิดออกเองพร้อมกับมีโต๊ะอาหารเลิศรสลอยเข้ามา แต่อาหารเหล่านั้นกลับถูก “มือที่มองไม่เห็น” หยิบกิน ยักษ์หนุ่มผู้หิวโหยจึงเข้าไปร่วมนั่งกินด้วยอย่างใจเย็น

ทันใดนั้นไฟก็ดับวูบและเขาถูก “มือลึกลับ” ตบหน้าอย่างแรง ยักษ์หนุ่มคำรามว่า “ถ้าโดนอีกที ข้าเอาคืนแน่!” และเมื่อโดนตบอีกครั้ง เขาก็รัวหมัดสวนกลับใส่ความว่างเปล่าจนเกิดเสียงโครมครามไปทั่วโรงโม่

เขาต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นตลอดทั้งคืนจนรุ่งเช้า เมื่อนายจ้างมาดูผลงานก็ต้องตกใจที่เขายังมีชีวิตอยู่ ยักษ์หนุ่มกล่าวหน้าตาเฉยว่า “ข้าได้กินจนอิ่ม โดนตบหน้านิดหน่อย แต่ข้าก็สั่งสอนพวกมันกลับไปอย่างสาสมแล้ว” ทำให้โรงโม่แห่งนั้นพ้นจากคำสาปผีสิงตั้งแต่นั้นมา

ยักษ์หนุ่มแบกแป้งที่บดเสร็จกลับไปหาเศรษฐีและทวงถามค่าจ้างตามสัญญา เศรษฐีขี้เหนียวกลัวจนตัวสั่น เหงื่อกาฬไหลพราก รีบเปิดหน้าต่างเพื่อรับอากาศหายใจ ทันใดนั้นยักษ์หนุ่มก็ยกเท้าขึ้นแล้วมอบ “ลูกเตะมหาประลัย” ใส่ก้นเศรษฐีจนตัวลอยละล่องทะลุหน้าต่าง หายลับไปบนท้องฟ้าจนไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย

จากนั้นยักษ์หนุ่มหันไปหาเมียเศรษฐีแล้วบอกว่า “ถ้าเขาไม่กลับมา เจ้าต้องรับลูกเตะที่เหลือแทน!” นางกลัวจนลนลานรีบเปิดหน้าต่างอีกบานเพื่อหนี แต่ก็ถูกยักษ์หนุ่มเตะตามสามีขึ้นไปบนฟ้าเช่นกัน เนื่องจากนางตัวเบากว่าจึงลอยไปสูงกว่าสามี ทั้งคู่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ ตะโกนเรียกให้กันและกันช่วย แต่ก็เข้าหากันไม่ได้จนลอยหายลับตาไปในที่สุด

ส่วนยักษ์หนุ่มผู้พิชิตคนพาลก็หยิบไม้เท้าเหล็กคู่ใจพาดบ่า แล้วออกเดินทางผจญภัยต่อไปตามทางของเขาอย่างอิสระ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… พละกำลังที่เหนือธรรมชาติหากมาพร้อมกับจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและรักอิสระ ย่อมกลายเป็นเครื่องมือในการปราบปรามความโลภและความอยุติธรรมของคนพาลได้อย่างน่าอัศจรรย์

โดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นแต่กลับมีความขี้เหนียวและเห็นแก่ตัว มักจะพ่ายแพ้ต่อแผนร้ายของตนเองที่พยายามจะทำลายผู้ที่ซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันก็ย้ำเตือนว่าคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอกที่เคยเล็กเท่าหัวแม่มือหรือใหญ่เท่าทลายภูเขา แต่อยู่ที่ความสามารถในการพึ่งพาตนเองและการไม่ยอมสยบต่อการเอารัดเอาเปรียบ

ซึ่งบทสรุปที่ตลกร้ายของเศรษฐีและเมียก็เป็นบทเรียนว่าการรักษาสัจจะนั้นสำคัญยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง เพราะผลของการผิดคำสัญญาอาจนำไปสู่จุดจบที่คาดไม่ถึงและไม่อาจย้อนคืนได้

อ่านต่อ: นิทานกริมม์นิทานโด่งดังจากยุโรปอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องยักษ์หนุ่ม (อังกฤษ: The Young Giant) คอนเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 090 KHM มาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านในแถบเยอรมนีตอนเหนือ โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับข้อมูลมาจากครอบครัวฮักซ์เทาเซิน (Haxthausen) และตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1815 ซึ่งมีลักษณะของการผสมผสานระหว่างนิทานประเภท “เด็กชายตัวจิ๋ว” (Thumbling) เช่นเรื่อง ทอมจิ๋ว, นิ้วโป้งผจญภัย และ “ชายหนุ่มผู้ทรงพลัง” (Strong Hans) เข้าด้วยกัน เพื่อสะท้อนถึงการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านของวัยหนุ่มที่ต้องเอาชนะอุปสรรคด้วยพละกำลังและไหวพริบ

ในเชิงสัญลักษณ์ ตัวละครยักษ์หนุ่มเป็นตัวแทนของพลังตามธรรมชาติที่ไม่อาจควบคุมได้และไม่แยแสต่อบรรทัดฐานทางสังคมแบบเดิม เห็นได้จากการที่เขาไม่ต้องการเงินทองแต่เลือกค่าจ้างเป็น “ลูกเตะ” ซึ่งเป็นการเสียดสีระบอบการจ้างงานและความโลภของเหล่านายทุนหรือเจ้าที่ดินในสมัยนั้น นิทานแสดงให้เห็นว่าอำนาจของเงินมักจะพ่ายแพ้ต่อพลังบริสุทธิ์และความสัตย์จริงที่ตัวเอกยึดถืออย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ การที่ตัวเอกต้องออกเดินทางไปทำงานในที่ต่าง ๆ เช่น โรงตีเหล็ก ฟาร์ม หรือโรงโม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบ “Wanderjahre” หรือปีแห่งการพเนจรเพื่อฝึกฝนทักษะของช่างฝีมือในยุโรปยุคกลาง โดยใช้บรรยากาศของโรงโม่ผีสิงและบ่อน้ำลึกมาเป็นบททดสอบเพื่อขับเน้นความเป็นฮีโร่สายลุยที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ซึ่งท้ายที่สุดบทสรุปที่ตลกร้ายก็เป็นการมอบความยุติธรรมแบบสะใจตามขนบนิทานกริมม์ที่เน้นว่าคนโลภมักจะได้รับผลกรรมที่เหมาะสมกับความใจแคบของตนเอง

คติธรรม: “พละกำลังที่มหาศาลอาจทำให้คนเกรงกลัว แต่ความซื่อตรงและการไม่ยอมก้มหัวให้คนโลภต่างหากที่ทำให้คนผู้นั้นเป็นยักษ์ใหญ่ที่แท้จริง”