ในชีวิตนี้ หลายครั้งที่ผู้คนมักสั่งสอนผู้อื่นถึงสิ่งที่ควรทำ แต่กลับลืมมองดูตัวเองว่า ตนเองสามารถทำสิ่งนั้นได้หรือไม่ คำพูดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากการกระทำของเราขัดแย้งกับสิ่งที่เราสอน เพราะการเป็นตัวอย่างที่ดีคือสิ่งที่ทรงพลังยิ่งกว่าคำสั่งสอนใด ๆ
เรื่องราวของแม่ปูและลูกปูจะพาเราไปเรียนรู้ว่า ก่อนจะสอนใคร จงย้อนมองดูตัวเองเสียก่อนว่าเราได้ทำสิ่งนั้นอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง กับนิทานอีสปเรื่องลูกปูกับแม่ปู

เนื้อเรื่องนิทานอีสปเรื่องลูกปูกับแม่ปู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเช้าวันหนึ่งที่ชายหาดเงียบสงบ แม่ปูตัวหนึ่งกำลังพาลูกปูของมันออกมาเดินเล่น ทั้งสองเดินเล่นบนผืนทรายขาวที่มีรอยคลื่นซัดเป็นริ้วเล็ก ๆ เสียงลมพัดเอื่อย ๆ และนกนางนวลร้องดังอยู่ไกล ๆ
แม่ปูเดินนำลูกปูไปข้างหน้า และหลังจากผ่านไปสักพัก มันหันกลับมามองลูกปู ทันใดนั้น แม่ปูก็สังเกตเห็นว่าลูกปูเดินเอียงไปทางซ้ายตลอดเวลา
“ลูกเอ๋ย ทำไมเจ้าถึงเดินเอียงแบบนั้น? เจ้าต้องเดินให้ตรงสิ!” แม่ปูพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตำหนิ
ลูกปูหยุดเดินแล้วมองหน้าแม่ปูด้วยความงุนงง “เดินตรง? ข้าต้องทำอย่างไรล่ะแม่?” มันถามด้วยความสงสัย
“ก็แค่เดินตรง ๆ เหมือนที่ควรจะเป็นไงล่ะ!” แม่ปูตอบอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อลูกปูยังดูสับสน แม่ปูก็เริ่มแสดงท่าทีรำคาญ
“ถ้าเจ้าไม่รู้ว่าจะเดินตรงอย่างไร ดูแม่เดินเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน!” แม่ปูกล่าวพร้อมกับยกขาขึ้นและพยายามเดินอย่างตรงที่สุด

แม่ปูพยายามก้าวขาตรง ๆ ไปข้างหน้า แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มันก็ยังคงเดินเอียงไปทางซ้ายและขวาเหมือนเดิม มันลองใหม่อีกครั้ง โดยตั้งสมาธิและพยายามสุดความสามารถ แต่ก็ไม่เป็นผล
ลูกปูที่มองดูอยู่เงียบ ๆ มาตลอดพูดขึ้นว่า “แม่เดินตรงไม่ได้เหมือนกันนี่นา แล้วแม่จะมาสอนข้าได้อย่างไร?”
แม่ปูหยุดชะงักทันที คำพูดของลูกปูทำให้มันรู้สึกอับอาย มันมองดูรอยเท้าของตัวเองที่ทิ้งไว้บนผืนทราย ซึ่งเอียงไปมาเหมือนงูเลื้อย
“เอ่อ… ข้า…” แม่ปูพยายามจะตอบกลับ แต่ก็พูดไม่ออก เพราะลูกปูพูดความจริง
มันถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยอมรับกับตัวเองในใจว่า “ข้าเองก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่ข้าบอกให้ลูกทำได้ แล้วข้าจะไปตำหนิลูกได้อย่างไร?”
แม่ปูหยุดตำหนิลูกปูและเริ่มเดินเคียงข้างลูกปูไปอย่างเงียบ ๆ มันเรียนรู้ว่าก่อนจะสอนใครหรือบอกให้ใครทำอะไร เราควรมั่นใจเสียก่อนว่าเราเองสามารถทำสิ่งนั้นได้
เสียงคลื่นยังคงกระทบฝั่งอย่างต่อเนื่อง ทิ้งรอยเท้าของแม่ปูและลูกปูที่เดินเอียงไปบนผืนทราย แต่คราวนี้ ไม่มีใครกล่าวโทษใครอีกต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ก่อนจะตักเตือนหรือสั่งสอนผู้อื่น จงแน่ใจว่าเราเองสามารถทำสิ่งนั้นได้เช่นกัน”
แม่ปูที่พยายามสอนลูกปูให้เดินตรง กลับไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้เอง เหมือนในชีวิตจริง หากเราต้องการชี้แนะผู้อื่น เราต้องมีความสามารถและความประพฤติที่ดีพอเป็นตัวอย่าง เพราะคำพูดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสอนใครได้เท่ากับการกระทำของเราเอง
“จงเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่เพียงผู้สั่งสอน”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานอีสปเรื่องลูกปูกับแม่ปู (อังกฤษ: The Young Crab and its Mother) มีต้นกำเนิดจากสำนวนกรีกดั้งเดิม เป็นหนึ่งในนิทานอีสป นิทานเรื่องนี้ถูกจัดลำดับอยู่ใน Perry Index ลำดับที่ 322 (Perry Index คือดัชนีการจัดหมวดหมู่ของนิทานอีสปที่รวบรวมและจัดลำดับโดย Ben Edwin Perry เพื่อใช้ในการศึกษาและอ้างอิงนิทานอีสปอย่างเป็นระบบ) และถูกบันทึกไว้ใน ภาษากรีกโดยบาบริอุส (Babrius) และอัพโทนิอุสแห่งแอนติออก (Aphthonius of Antioch) รวมถึงในภาษาละตินโดย เอเวียนุส (Avianus)
ในเวอร์ชันนี้ แม่ปูบอกให้ลูกปูเดินตรง ๆ และลูกปูก็ขอให้แม่สาธิตวิธีการเดินตรงให้ดู ซึ่งแม่ปูเองไม่สามารถทำได้ แม่ปูพูดกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมเจ้าถึงเดินคดเคี้ยวอย่างนั้น เจ้าควรเดินตรง ๆ ไปข้างหน้ามากกว่า” ลูกปูตอบกลับว่า “แม่จ๋า ถ้าเช่นนั้น แม่ช่วยเดินนำทางให้ดูก่อน แล้วข้าจะพยายามเดินตาม” สุดท้ายแม่ปูไม่สามารถเดินตรงได้ และลูกปูก็กล่าวหาว่าแม่พูดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
“การแนะนำให้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ง่ายกว่าการทำสิ่งนั้นให้สำเร็จด้วยตัวเอง”