ปกนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ

นิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ

โลกนี้เต็มไปด้วยเสียง ความลึกลับ และอันตราย ทั้งจากธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ผู้ใดได้เผชิญต้องใช้ไหวพริบ ความกล้า และสติปัญญาเพื่อปกป้องตนเอง

มีเรื่องเล่าขานจากนิทานกริมม์เรื่องหนึ่ง เล่าถึงนักดนตรีผู้วิเศษ สอนถึงการปกป้องตัวเอง และการเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งนิทานนี้ตีความได้หลายทาง ทั้งด้านจริยธรรมและความลึกลับของโลก กับนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักดนตรีคนหนึ่งผู้เดินทางเพียงลำพังไปในป่าลึก เสียงรองเท้าของเขากระทบใบไม้แห้งเป็นจังหวะเบา ๆ เหมือนทำนองเพลงที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน เขาเดินไปเรื่อย ครุ่นคิดถึงสารพัดเรื่อง ทั้งเสียงลม ทั้งวันคืนที่ผ่านมา จนเมื่อความคิดเงียบลง เขาก็ถอนหายใจยาว

“เริ่มจะเหงาเกินไปแล้วสิ” เขาพึมพำ “ข้าจะหาสหายดี ๆ สักคนมาอยู่เป็นเพื่อนก็แล้วกัน”

นักดนตรีจึงหยิบไวโอลินจากหลังขึ้นมา แล้วสีคันชักเบา ๆ ทำนองไพเราะนั้นดังก้องไปทั่วป่าราวกับเสียงกระแสลมต้องสายฝน ใบไม้ไหวสะเทือนตามเสียงเพลง และไม่นาน ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากพงไม้แน่นข้างทาง

“อา… มีใครบางคนกำลังมา” นักดนตรีว่า พลางยกคันชักขึ้นช้า ๆ “แต่…นั่นมันหมาป่านี่!”

หมาป่าตัวใหญ่ก้าวออกจากเงามืด ดวงตาเป็นประกายวาว “โอ้ นักดนตรีผู้วิเศษ ท่านเล่นได้งดงามยิ่งนัก ข้าอยากเรียนบ้าง ได้ไหม”

นักดนตรีหัวเราะเบา ๆ “เรียนหรือ? เรื่องนั้นง่ายมาก เจ้าต้องทำทุกสิ่งตามที่ข้าบอกเท่านั้น เข้าใจหรือไม่?”

“ข้าจะเชื่อฟังท่าน เหมือนศิษย์เชื่อฟังอาจารย์เลยทีเดียว” หมาป่าตอบอย่างนอบน้อม

“ดี” นักดนตรีกล่าว เขานำหมาป่าเดินลึกเข้าไปในป่า จนมาถึงต้นโอ๊กใหญ่ที่กลวงอยู่ตรงกลางและผ่าซีกออกเป็นร่อง “ดูสิ หากเจ้าต้องการเรียนไวโอลิน เจ้าจงเอาขาหน้าของเจ้าสอดเข้าไปในช่องนี้”

หมาป่าไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย มันยื่นขาทั้งสองเข้าไปในโพรงไม้ตามที่นักดนตรีบอก นักดนตรีหยิบก้อนหินขึ้นมาอย่างใจเย็น แล้วด้วยแรงเพียงครั้งเดียว เขาก็อัดก้อนหินลงในรอยแยกอย่างแน่นหนา

ขาทั้งสองของหมาป่าถูกขัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้แม้แต่น้อย มันพยายามดึงสุดแรง แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น

“เอาล่ะ เจ้าก็อยู่ตรงนี้ไปก่อน รอข้ากลับมาสอน” เขากล่าวพลางสะพายไวโอลินกลับขึ้นบ่า เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขาลอยหายไปกับสายลม เหลือเพียงเสียงคำรามอัดอั้นของหมาป่าที่ก้องอยู่ในโพรงไม้

นักดนตรีเดินไปได้อีกไกล ความเงียบของป่ากลับมาอีกครั้ง ลมหายใจของเขาสะท้อนอยู่ในอก และความเหงาก็กลับมาเยือนอีกหน

“เฮ้อ… ช่างน่าเบื่อจริง” เขาว่า “งั้นข้าจะหาสหายอีกสักตัว”

เขายกไวโอลินขึ้น สีสายอย่างอ่อนโยน เสียงกังวานสะท้อนไปตามต้นไม้เขียวขจี คราวนี้ มีเงาร่างหนึ่งแทรกออกมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า เป็นจิ้งจอกสีแดงสนิม ตาเจ้าเล่ห์และหางฟูสะบัดไปมา

“อา นักดนตรีผู้วิเศษ!” จิ้งจอกร้อง “ท่านเล่นได้งดงามเหลือเกิน ข้าอยากเรียนด้วย จะสอนได้ไหม?”

“แน่นอน” นักดนตรีตอบเสียงเรียบ “แต่เจ้าต้องทำทุกอย่างตามที่ข้าบอก”

“ข้าจะเชื่อฟัง เหมือนศิษย์ต่อครูเลย” จิ้งจอกว่าอย่างจริงใจ

“ดีมาก” นักดนตรีนำจิ้งจอกเดินไปตามทางแคบที่มีพุ่มไม้หนาทึบทั้งสองข้าง เขาหยุดที่ทางแยกหนึ่ง และโน้มกิ่งไม้เล็กจากข้างหนึ่งลงมาเหยียบไว้กับพื้น จากนั้นก็โน้มอีกกิ่งจากอีกข้างลงมาเช่นกัน

“ตอนนี้ เจ้าจงยื่นเท้าหน้าซ้ายของเจ้ามาให้ข้า” จิ้งจอกทำตามอย่างเชื่อฟัง นักดนตรีผูกมันไว้กับกิ่งซ้าย

“แล้วอีกข้างหนึ่ง” เขาผูกเท้าหน้าขวาไว้กับกิ่งขวา

จากนั้นเขาถอยออกมา มองผลงานของตน แล้วปล่อยเท้าออกจากกิ่งไม้ทั้งสอง

ปึ้ง! กิ่งไม้ดีดกลับขึ้นไป จิ้งจอกลอยคว้างกลางอากาศ ดิ้นไปมาอย่างหมดหนทาง

“อยู่ตรงนั้นไปก่อนนะ เจ้าเด็กดี” นักดนตรีหัวเราะเบา ๆ “ไว้ข้ามาสอนต่อ” เขาหันหลังเดินต่อไป เสียงไวโอลินในมือเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง กลืนเสียงร้องโหยหวนของจิ้งจอกที่สั่นสะเทือนไปทั่วพงไม้…

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ 2

สายลมยามบ่ายพัดผ่านราวป่า เสียงนกเงียบไปจนเหลือแต่เสียงฝีเท้าของนักดนตรีผู้วิเศษ เขาหยุดพักใต้ร่มไม้ใหญ่ แล้วหัวเราะเบา ๆ

“ช่างสงบเหลือเกิน… ข้าคงต้องหาสหายอีกสักตัวแล้ว” ว่าแล้วเขาก็หยิบไวโอลินขึ้นมา สีคันชักลากเสียงยาวดังกังวาน ละเมียดละไมราวกับกล่อมป่าให้ตื่น

คราวนี้มีเงาขาวเล็ก ๆ วิ่งแวบออกมาจากพงหญ้า เป็นกระต่ายน้อย ตาโต ใบหูตั้งตรง
“อา นักดนตรีผู้วิเศษ!” กระต่ายร้องเสียงใส “ท่านเล่นได้ไพเราะที่สุดในโลก ข้าอยากเรียนรู้ด้วยคน!”

นักดนตรีเอียงศีรษะ ยิ้มบาง “ได้สิ มันเรียนไม่ยากหรอก เพียงแต่เจ้าต้องทำทุกสิ่งตามที่ข้าบอก”

“ข้าจะทำทุกอย่าง!” กระต่ายตอบอย่างตื่นเต้น

ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่าจนถึงลานโล่ง ที่กลางลานนั้นมีต้นแอสเพนสูงเรียวไหวตามลม นักดนตรีหยิบเชือกเส้นยาวขึ้นมาจากกระเป๋า “เอาล่ะ เจ้ากระต่ายน้อย ถ้าอยากเรียนไวโอลิน เจ้าจงให้ข้าผูกเชือกนี้รอบคอของเจ้าไว้ก่อน”

กระต่ายลังเลนิดหนึ่ง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของนักดนตรีก็ยอมตาม เขาผูกเชือกปลายหนึ่งไว้กับต้นไม้แน่นหนา

“ตอนนี้ วิ่งสิ วิ่งวนรอบต้นไม้นี้ยี่สิบรอบ!”

กระต่ายหัวเราะ “ง่ายมาก!” แล้วเริ่มวิ่งตามคำสั่ง วิ่งไปหนึ่งรอบ สองรอบ… จนถึงยี่สิบรอบ

แต่เมื่อหยุดวิ่ง เขากลับพบว่าตัวเองพันติดกับลำต้นแน่นหนา ขยับไม่ได้เลย “เอ๊ะ… ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ?”

นักดนตรีหัวเราะเบา ๆ “ก็เจ้าเรียนไวเกินไปกระมัง เอาเถอะ อยู่ตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวข้ากลับมาสอนต่อ”

เขายกไวโอลินขึ้นสีอีกครั้ง เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง ทิ้งให้กระต่ายดิ้นพล่านอยู่รอบต้นไม้ เสียงเชือกเสียดสีกับเปลือกไม้ดังแผ่ว ๆ เหมือนทำนองสุดท้ายของบทเพลงนั้นเอง…

เวลาผ่านไปไม่นาน หมาป่าผู้ถูกขังในต้นโอ๊กเริ่มดิ้นแรงขึ้น มันกัด คว้าน และเขย่าก้อนหินอย่างบ้าคลั่ง จนในที่สุดหินที่ขัดไว้ก็หลุดออกมา และขาทั้งสองก็เป็นอิสระ

“เจ้ามนุษย์เจ้าเล่ห์! ข้าจะฉีกเจ้าให้เป็นชิ้น ๆ!” หมาป่าคำราม แล้วรีบวิ่งลัดป่าเพื่อตามล่านักดนตรี

ระหว่างทางมันได้ยินเสียงร้องโอดครวญของใครบางคน “ท่านหมาป่า! ช่วยข้าด้วย นักดนตรีคนนั้นหลอกข้า!”

หมาป่ามองขึ้น เห็นจิ้งจอกห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ มันกัดกิ่งไม้ลง ปล่อยให้จิ้งจอกตกลงมาบนพื้น

“ข้าจะไปล้างแค้นเจ้านักดนตรี” หมาป่าคำราม

จิ้งจอกสั่นหาง “ดีเลย! แล้วเราจะไปล้างแค้นด้วยกัน!”

ทั้งสองมุ่งหน้าไปจนเจอกระต่ายที่ถูกพันติดต้นไม้ หมาป่ากัดเชือกออก จิ้งจอกช่วยดึงพันออกจนหลุด “ขอบใจพวกเจ้า! ตอนนี้พวกเราจะรวมพลังกันจัดการมัน!” กระต่ายพูดทั้งที่ยังหอบ

สามสัตว์ร่วมมือกันเดินล่าตามรอยเสียงไวโอลินที่ดังแว่วอยู่ไกล ๆ ในป่า

นักดนตรีในเวลานั้นยังคงเดินไปตามทาง เสียงไวโอลินของเขากังวานไพเราะยิ่งกว่าเดิม ทำนองนั้นลอยสูงราวกับจะดึงใจของใครก็ตามที่ได้ฟังให้เดินตามมา

ไม่นาน เสียงเพลงนั้นก็ดึงดูดชายคนหนึ่ง ช่างไม้ยากจนผู้กำลังตัดฟืนอยู่ไม่ไกล เขาวางขวานลงโดยไม่รู้ตัว เดินเข้าไปหาเสียงเพลงนั้นราวกับถูกมนตร์สะกด

“ในที่สุดก็เจอมนุษย์จริง ๆ เสียที” นักดนตรีพูดพลางยิ้มกว้าง “ข้าหาสหายเช่นเจ้ามานานแล้ว”

เขาเริ่มเล่นเพลงใหม่ เสียงนั้นอ่อนโยนจนหัวใจของช่างไม้เต้นระรัว ดวงตาเป็นประกายราวกับลืมทุกความเหน็ดเหนื่อยในชีวิต

แต่ในขณะเดียวกัน หมาป่า จิ้งจอก และกระต่ายก็โผล่มาจากพงไม้ ดวงตาทั้งสามจับจ้องนักดนตรีราวกับจะขย้ำให้แหลก

ทว่า… ช่างไม้เห็นทันทีว่ามีอันตราย เขายกขวานขึ้นอย่างไม่ลังเล ยืนขวางหน้านักดนตรีไว้ พลางตะโกนเสียงกร้าว “ใครกล้าแตะต้องนักดนตรีผู้นี้ จะต้องเจอกับขวานของข้า!”

สัตว์ทั้งสามตัวสะดุ้งด้วยความกลัว เห็นประกายเหล็กของขวานที่ส่องวับในแสงแดด พวกมันหันหลังหนี หางจุกตูด วิ่งหายกลับเข้าป่า ไม่กล้าเหลียวกลับมาอีกเลย

นักดนตรีหัวเราะอย่างพอใจ “เจ้าคือสหายที่แท้จริงของข้า ไม่ใช่พวกสัตว์ป่าพวกนั้น”

เขายกไวโอลินขึ้น สีเพลงอ่อนโยนทำนองสุดท้ายเพื่อขอบคุณชายคนนั้น ก่อนจะออกเดินทางต่อไปตามถนนสายเดิม เสียงเพลงค่อย ๆ ละลายหายไปในสายลม เหลือเพียงความอบอุ่นในใจของทั้งคู่…

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้ผู้ที่ดูเหมือนมีพรสวรรค์หรือสามารถทำสิ่งวิเศษได้ อาจใช้ความสามารถของตนในทางไม่ดี หรือโหดร้ายต่อผู้อื่นได้ การกระทำของคนไม่ดีสามารถสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่น แม้ผู้ร้ายบางครั้งอาจลอยนวลไปได้ก็ตาม

นักดนตรีผู้วิเศษใช้ความคิดสร้างสรรค์และเครื่องมือรอบตัว เช่น โพรงไม้ กิ่งไม้ และเชือก เพื่อควบคุมหมาป่า จิ้งจอก และกระต่ายอย่างเจ้าเล่ห์ ทำให้สัตว์เหล่านี้ติดกับดักหรือทำตามที่เขาต้องการ สอนเด็ก ๆ ว่าแม้บางคนจะดูเก่งหรือมีพรสวรรค์ แต่ก็ต้องระวังความประพฤติของเขา เพราะอาจทำร้ายผู้อื่นได้ โลกนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดี บางครั้งผู้ไม่ดีอาจลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษทันที แต่การรู้จักระวังตัว เข้าใจพฤติกรรมคน และใช้สติช่วยให้เราปลอดภัย และทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ

อ่านต่อ: คอลเลคชั่นนิทานโด่งดังจากยุโรปนิทานพี่น้องกริมม์อ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องนักดนตรีผู้วิเศษ (อังกฤษ: The Wonderful Musician) จากคอลเลคชั่นนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 008 KHM นิทานเรื่องนี้สะท้อนความโหดร้ายและความไม่ยุติธรรมในโลกแห่งความจริง คนชั่วบางครั้งลอยนวลไปได้แม้ทำผิดร้ายแรง แต่ผู้มีสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดสามารถใช้ความคิดและความสามารถป้องกันตนเองได้

เรื่องราวของนักดนตรีผู้วิเศษและกับดักที่เขาสร้างขึ้น แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์และการใช้เครื่องมือหรือสิ่งรอบตัวให้เกิดประโยชน์ สัญลักษณ์ของไม้ การดึงเชือก และโพรงไม้ ล้วนสื่อถึงเครื่องดนตรีไวโอลิน การกระทำของนักดนตรีจึงเป็นทั้งความสนุกและบทเรียนเชิงสัญลักษณ์

นิทานนี้สามารถตีความได้หลายทาง ทั้งในแง่ของจริยธรรม ความฉลาดไหวพริบ การปกป้องตนเองของนักดนตรีจากสัตว์ป่า และการเผชิญกับความโหดร้ายของคนจากสัตว์ป่า เรื่องราวนี้เปิดโอกาสให้ผู้อ่านพิจารณาว่าการใช้ความคิดและความเฉลียวฉลาดเป็นเครื่องมือในการสร้างความยุติธรรมและเอาตัวรอดนั้นสำคัญเพียงใด

คติธรรม: “แม้ใครจะเก่งหรือมีพรสวรรค์ แต่ก็อาจใช้มันทำร้ายผู้อื่นได้ เราต้องมีสติ รอบคอบ และปกป้องตัวเอง รวมทั้งเลือกทำความดี แม้คนชั่วบางครั้งลอยนวลไปได้ก็ตาม”