นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว

ปกนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว

เรื่องราวนิทานพื้นบ้านสากลเรื่องหนึ่งจากไนจีเรียบอกเราว่าไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นจะเป็นอย่างที่คิด และไม่ใช่ทุกคนที่ถูกเมินเฉยจะไร้ค่า ในโลกที่คนถูกตัดสินจากเปลือกนอก ผู้ที่อดทนและรอเวลาของตนเองเท่านั้นจึงจะเผยตัวตนที่แท้จริงได้

แต่เมื่อความจริงถูกปิดบังด้วยอคติ และอำนาจถูกควบคุมด้วยเล่ห์กล ชะตากรรมของผู้หนึ่งอาจถูกลบเลือนไปอย่างง่ายดาย ทว่าสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ ย่อมไม่มีวันถูกกลืนหายไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนคาลาบาร์ กษัตริย์อียัมบา ทรงเป็นนักรบผู้เกรียงไกร พระองค์พิชิตดินแดนรอบข้าง กวาดต้อนผู้คนมาเป็นทาส และขยายอาณาจักรจนยิ่งใหญ่ พระองค์มีภรรยามากถึงสองร้อยนาง แต่ไม่มีผู้ใดให้กำเนิดบุตร

วันเวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มกระซิบกระซาบว่าราชวงศ์อาจไร้ทายาทสืบทอดบัลลังก์ บรรดาที่ปรึกษาและผู้เฒ่าจึงเสนอว่า

“ฝ่าบาทควรอภิเษกกับบุตรสาวของแมงมุม! นางเป็นที่เลื่องลือว่ามีลูกมาก หากพระองค์อภิเษกกับนาง อาณาจักรของเราย่อมมีรัชทายาทเป็นแน่!”

คำแนะนำนี้แปลกประหลาดนัก แต่ในวัฒนธรรมของเผ่าเอฟิก แมงมุมเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา ความลึกลับ และพลังแห่งโชคชะตา กษัตริย์จึงทรงยินยอมให้ทูตเดินทางไปทาบทาม

ไม่นานนัก บุตรสาวของแมงมุมก็ถูกพามายังพระราชวัง

แต่ทันทีที่กษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นพระนาง พระองค์ถึงกับขมวดพระขนงและเบือนหน้าหนี

“นางอัปลักษณ์ยิ่งนัก! นี่หรือคือหญิงที่จะให้กำเนิดบุตรแก่ข้า?” พระองค์ตรัสเสียงเข้ม

แม้จะไม่เต็มพระทัย แต่เพื่อเอาใจประชาชน กษัตริย์ทรงยอมอภิเษกกับนาง ทว่าความรังเกียจมิได้จางหายไป พระองค์มิได้เสด็จไปหานางเลยแม้แต่คืนเดียว

ในวังหลวง มเหสีองค์อื่นพากันเย้ยหยันและดูแคลนนาง ไม่มีผู้ใดต้อนรับ หรือยอมรับว่านางเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์

พระนางถูกปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดายในตำหนักอันเงียบเหงา

ไม่มีใครรู้ว่าบุตรสาวของแมงมุมมีความลับ

แท้จริงแล้วนางงดงามเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิด แต่นางเกิดมาพร้อมผิวหนังชั้นนอกที่หยาบกร้านและดูอัปลักษณ์ ราวกับสิ่งที่มิใช่มนุษย์

นางถอดมันออกได้เพียงในยามค่ำคืน เมื่อนางอยู่เพียงลำพัง

ทุกคืน เมื่อนางมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ นางจะค่อย ๆ ลอกผิวหนังชั้นนอกออก เผยให้เห็นร่างแท้จริงของตนเอง ผิวของนางเรียบเนียนดุจงาช้าง ดวงตากลมโตเปล่งประกายราวดวงดาวเรือนผมดำขลับราวท้องฟ้ายามรัตติกาล

แต่ถึงนางจะงดงามเพียงใด ก็ไม่มีใครเคยได้เห็นโฉมแท้จริงของนาง

กระนั้น ความลับไม่มีในโลก

วันหนึ่งมเหสีเอกของกษัตริย์ ซึ่งเป็นหญิงที่เฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์ จับตาดูนางและล่วงรู้ถึงความจริงนี้ “หากกษัตริย์ทรงรู้ นางอาจได้รับความรัก และอาจกลายเป็นผู้โปรดปรานที่สุด!” มเหสีเอกคิดในใจ

นางต้องกำจัดหญิงผู้นี้ ก่อนที่ความลับจะถูกเปิดเผย!

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว 2

มเหสีเอกรู้ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรสาวของแมงมุมอาจกลายเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ นางจึงไปหาหมอผีแห่งวังหลวง เพื่อขอให้ร่ายเวทมนตร์บางอย่าง “จงทำให้กษัตริย์ทรงลืมว่าหญิงผู้นั้นมีตัวตนอยู่ในวัง”

หมอผีมอบยาพิษแห่งความลืมเลือนแก่มเหสีเอก และนางก็นำไปผสมในอาหารของกษัตริย์

เมื่อกษัตริย์เสวยเข้าไปพระองค์ก็ค่อย ๆ ลืมว่าทรงมีภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อของบุตรสาวแมงมุมถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของพระองค์ ราวกับนางไม่เคยมีอยู่ในวังแห่งนี้

วันแล้ววันเล่าไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนตำหนักของนาง นางกลายเป็นเงาที่ไร้ตัวตนในราชสำนัก

ผ่านไปสี่เดือน หญิงสาวสิ้นหวัง นางรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ต่อไป นางตัดสินใจเดินทางกลับไปหาพ่อของนางแมงมุมผู้ชาญฉลาด

เมื่อแมงมุมรู้เรื่องที่เกิดขึ้น เขารู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของมเหสีเอก

“พวกเขาคิดว่าข้าเป็นเพียงสัตว์เล็กๆ แต่พวกเขาประเมินข้าต่ำเกินไป”

แมงมุมไปหาหมอผีอีกคนหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นได้

หมอผีผู้นี้ล่วงรู้ทุกสิ่ง เขาทราบถึงเสน่ห์ดำที่ทำให้กษัตริย์ลืมภรรยาของพระองค์ และเตรียมยาถอนเสน่ห์ ให้แมงมุม

“จงให้กษัตริย์เสวยสิ่งนี้ พระองค์จะจดจำนางได้อีกครั้ง และเรียกหานางในทันที” หมอผีกล่าว

ไม่นานนัก กษัตริย์เสวยยาถอนเสน่ห์ และจู่ ๆ พระองค์ก็นึกถึงภรรยาที่ถูกลืมไป

“นางอยู่ที่ไหน? จงตามนางมาให้ข้าในคืนนี้!” กษัตริย์ตรัสสั่งเหล่าข้าราชบริพาร

เมื่อข่าวนี้ไปถึงหญิงสาว นางแทบไม่เชื่อหูของตนเอง

“พระองค์ทรงจำข้าได้แล้วหรือ?” นางกระซิบด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

นางรีบอาบน้ำในแม่น้ำอันใสสะอาด ชโลมกายด้วยน้ำมันหอม และสวมเสื้อผ้าที่งดงามที่สุด

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า นางออกเดินทางกลับไปยังพระราชวัง

นี่ไม่ใช่เพียงคืนที่นางจะได้กลับคืนสู่ตำหนักของตนเอง แต่เป็นคืนแห่งโชคชะตาที่จะตัดสินอนาคตของนาง

หญิงสาวเดินทางกลับสู่พระราชวังในค่ำคืนนั้น หัวใจของนางเต้นแรงทุกย่างก้าว นางไม่รู้ว่ากษัตริย์จะมีปฏิกิริยาเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจคือ นางจะไม่ถูกลืมอีกต่อไป

เมื่อมาถึง พระนางถูกนำตัวเข้าเฝ้าต่อหน้ากษัตริย์อียัมบา

กษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นนางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ พระองค์รู้สึกแตกต่างออกไป “เหตุใดข้าจึงปล่อยให้เจ้าถูกลืมเลือนไปได้?” พระองค์ตรัสพลางขมวดพระขนง รู้สึกผิดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

หญิงสาวคุกเข่าลง น้ำตาคลอเบ้า นางมิได้กล่าวโทษ แต่เพียงกล่าวว่า “ข้ามาเพราะพระองค์เรียกหา แต่หากข้ามิเป็นที่ต้องการอีก ข้าจะจากไปโดยมิต้องมีผู้ใดร่ายเวทมนตร์ใส่พระองค์อีกต่อไป”

คำพูดของนางเสียดแทงเข้าไปในพระทัยของกษัตริย์ พระองค์มองนางอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง “เจ้าไม่ใช่หญิงที่อัปลักษณ์เช่นที่ข้าเคยเห็นในวันแรก… ดวงตาของเจ้าเปี่ยมไปด้วยความเข้มแข็ง และเจ้ามีความสง่างามในแบบที่ข้าไม่เคยสังเกตมาก่อน”

หญิงสาวนิ่งเงียบ นางรู้อยู่แก่ใจว่ารูปลักษณ์ที่แท้จริงของนางซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนังชั้นนอก

และในคืนนั้น นางก็ตัดสินใจเผยความลับที่เก็บงำมาตลอดชีวิต นางค่อยๆ ลอกผิวหนังชั้นนอกออกต่อหน้ากษัตริย์ บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสนิท ทุกสายตาจับจ้องไปที่นาง

จากหญิงที่เคยถูกดูแคลน นางกลับกลายเป็นหญิงงามที่ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบได้ ผิวของนางเรียบเนียนราวงาช้าง ดวงตากลมโตส่องประกายราวดวงดาว เรือนผมดำขลับราวท้องฟ้ายามรัตติกาล

กษัตริย์เบิกพระเนตรกว้าง พระองค์แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง “นี่คือเจ้าจริงๆ หรือ?” พระองค์ตรัสเบาๆ

หญิงสาวพยักหน้า ก่อนกล่าวว่า “นี่คือตัวข้าที่แท้จริง แต่หากมิใช่ความงามที่ทำให้พระองค์ต้องการข้า ข้าก็ยินดีที่จะกลับไปเป็นเช่นเดิม”

กษัตริย์ทรงนิ่งไป ก่อนจะลุกจากบัลลังก์ และก้าวลงมายืนต่อหน้านาง “ข้าเคยมองเพียงเปลือกนอก ข้าเคยปล่อยให้เจ้าเผชิญความเจ็บปวดเพียงลำพัง และข้าถูกหลอกให้ลืมเจ้า แต่คืนนี้ ข้าเห็นเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว”

จากนั้นพระองค์จึงตรัสต่อหน้าข้าราชบริพารทั้งปวงว่า “จากวันนี้ นางจะมิใช่เพียงมเหสีของข้า แต่จะเป็นผู้ที่ข้ายกย่องเหนือผู้ใด นางจะได้รับเกียรติและสิทธิ์ที่พึงมี และไม่มีใครในราชสำนักกล้าดูถูกนางได้อีก!”

มเหสีเอกที่แอบดูเหตุการณ์อยู่กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ เพราะรู้ว่าตนพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

หญิงสาวผู้เคยถูกทอดทิ้ง ได้กลับคืนสู่บัลลังก์ มิใช่เพราะเวทมนตร์ แต่เพราะโชคชะตาของนางที่ถูกสร้างขึ้นจากความอดทนและคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องเต่ากับลูกสาวแสนน่ารัก 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “คุณค่าที่แท้จริงของคนไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอก แต่คือจิตใจและความเข้มแข็งภายใน” หญิงสาวถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ของนาง แต่สุดท้าย สิ่งที่ทำให้นางได้รับการยอมรับ คือความอดทน ปัญญา และคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง

“ความจริงอาจถูกปกปิด แต่ไม่มีสิ่งใดถูกซ่อนเร้นได้ตลอดไป” แม้จะมีเล่ห์กลและเวทมนตร์มากมายที่พยายามทำให้หญิงสาวถูกลืม แต่สุดท้ายความจริงก็ได้รับการเปิดเผย และความยุติธรรมก็กลับคืนมา

“ผู้ที่ใช้เล่ห์กลเพื่อทำลายผู้อื่น สุดท้ายมักต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาของตนเอง” มเหสีเอกพยายามลบหญิงสาวออกจากชีวิตของกษัตริย์ แต่สุดท้ายนางกลับต้องยอมรับความพ่ายแพ้ และเห็นหญิงสาวก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด

“คนที่อดทนต่อความอยุติธรรม จะได้รับสิ่งที่คู่ควรในที่สุด” หญิงสาวไม่เคยแก้แค้นหรือโกรธแค้นผู้ที่ทำร้ายนาง นางเพียงอดทนและรอคอยเวลา จนสุดท้ายโชคชะตาก็ตอบแทนนางอย่างยิ่งใหญ่

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไนจีเรียเรื่องหญิงสาวผู้มีสองผิว (อังกฤษ: The Woman with Two Skins) เป็นนิทานพื้นบ้านจากเผ่าเอฟิก (Efik) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไนจีเรีย เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมเกี่ยวกับความงาม โชคชะตา และบทบาทของสตรีในสังคม นิทานของชาวเอฟิกมักแฝงแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจ การหลอกลวง และการพลิกผันของชีวิต

เต่าและแมงมุมเป็นสัตว์ที่ปรากฏบ่อยในนิทานของชนเผ่านี้ โดยแมงมุมในเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาและความลึกลับ ลูกสาวของแมงมุมจึงไม่ได้เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกตัดสินจากเปลือกนอก แต่แท้จริงแล้วมีคุณค่าซ่อนอยู่ภายใน

การใช้ “สองผิว” เป็นสัญลักษณ์ของความจริงที่ถูกซ่อนเร้น และอคติของผู้คนที่มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอก ขณะเดียวกัน นิทานยังสะท้อนถึงอำนาจของสตรีในราชสำนัก ผ่านตัวละครมเหสีเอก ผู้ใช้เล่ห์กลเพื่อรักษาสถานะของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พบได้บ่อยในนิทานแอฟริกันที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าความจริงไม่อาจถูกซ่อนเร้นได้ตลอดไป และผู้ที่อดทนและมีคุณค่าที่แท้จริง จะได้รับสิ่งที่คู่ควรในที่สุด

“บางคนถูกลืมเลือนเพราะเล่ห์กล บางคนถูกมองข้ามเพราะเปลือกนอก แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ผู้ที่เคยเหยียบย่ำ อาจต้องก้มหน้ามองผู้ที่ตนเคยดูแคลน”