ในโลกแห่งสัตว์ป่า ความเชื่อมั่นในกำลังกายอาจเป็นดาบสองคม และผู้ที่หยิ่งยโสโอ้อวดมักจะได้รับบทเรียนที่บาดเจ็บจากการประมาท
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงหมาป่า ผู้เย่อหยิ่งที่ท้าทายความแข็งแกร่งของมนุษย์ โดยมีจิ้งจอก ผู้มีไหวพริบคอยชี้ทางให้ไปเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย เพื่อให้หมาป่าได้สัมผัสกับอำนาจที่แท้จริงของมนุษย์ กับนิทานกริมม์เรื่องหมาป่ากับมนุษย์

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องหมาป่ากับมนุษย์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีจิ้งจอกผู้ชาญฉลาดกำลังพูดคุยกับหมาป่าถึงความแข็งแกร่งของมนุษย์ ว่าไม่มีสัตว์ใดสามารถต้านทานเขาได้ และทุกชีวิตจำเป็นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาตัวรอดจากมนุษย์
แต่หมาป่าตอบอย่างเย่อหยิ่งว่า “มาเถอะ ถ้าข้ามีโอกาสได้เห็นมนุษย์สักครั้ง ข้าก็จะกระโจนเข้าใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด”
“ข้าช่วยให้ท่านทำเช่นนั้นได้” จิ้งจอกกล่าว “พรุ่งนี้เช้า ท่านมาหาข้าแต่เนิ่น ๆ แล้วข้าจะพาไปดูมนุษย์ตัวเป็น ๆ”
หมาป่ามาตามนัดตั้งแต่ไก่โห่ และจิ้งจอกก็พาเขาออกไปซุ่มรออยู่ริมถนนที่พวกนายพรานใช้เดินทางเป็นประจำ
คนแรกที่เดินผ่านมาคือทหารแก่ที่ถูกปลดประจำการคนหนึ่ง หมาป่ารีบกระซิบถามอย่างตื่นเต้นว่า “นั่นใช่มนุษย์ไหม?“
จิ้งจอกตอบว่า “ไม่ นั่นน่ะ ‘เคยเป็น’ มนุษย์” (หมายถึงเขาแก่เกินกว่าที่จะนับเป็นภัยคุกคามที่สมบูรณ์)
หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งกำลังเดินไปโรงเรียน หมาป่าถามอีกครั้ง “นั่นใช่มนุษย์ไหม?”
“ไม่” จิ้งจอกส่ายหัว “นั่นน่ะ ‘กำลังจะ’ เป็นมนุษย์” (หมายถึงเขายังเด็กยังไม่เติบโตเต็มที่)
ในที่สุด นายพรานคนหนึ่งก็เดินผ่านมา เขาสะพายปืนลูกซองสองลำกล้องไว้ด้านหลัง และมีมีดสั้นเล่มงามอยู่ที่เอว
จิ้งจอกหันไปบอกหมาป่าว่า “ดูนั่นสิ นั่นแหละมนุษย์ตัวจริงที่ท่านต้องการ ท่านต้องเข้าโจมตีเขาแล้ว ส่วนข้าจะรีบหนีไปหลบในรูของข้าก่อนนะ!”

เมื่อจิ้งจอกหายตัวไปในรูของมันแล้ว หมาป่าก็พุ่งตัวเข้าหานายพรานทันที เมื่อนายพรานเห็นหมาป่า เขาอุทานว่า “น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้บรรจุกระสุนจริง!” ว่าแล้วเขาก็เล็งปืนและยิง ลูกปราย เข้าที่ใบหน้าของหมาป่าทันที
หมาป่าเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ก็ไม่ยอมให้ความหวาดกลัวเข้าครอบงำ และพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง นายพรานจึงยิงปืนลำกล้องที่สองใส่หน้ามันอีกครั้ง
หมาป่ากลืนความเจ็บปวดเอาไว้ แล้วกระโจนเข้าหานายพรานอย่างบ้าคลั่ง แต่ในที่สุดนายพรานก็ชักมีดสั้นเล่มวาววับออกมาจากเอว และฟันเข้าที่ตัวหมาป่าอย่างรวดเร็วทั้งซ้ายและขวา จนหมาป่าบาดเจ็บเลือดอาบไปทั่วทุกหนแห่ง มันจึงต้องวิ่งหนีกลับไปยังที่ซ่อนของจิ้งจอกด้วยเสียงหอนอันน่าเวทนา
“เป็นอย่างไรบ้าง พี่หมาป่า?” จิ้งจอกถามด้วยท่าทางสบาย ๆ “ท่านได้ลองสัมผัสพลังของมนุษย์แล้วใช่ไหม?”
“โอ้!” หมาป่าตอบพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าความแข็งแกร่งของมนุษย์จะรุนแรงขนาดนี้! อย่างแรกนะ เขาหยิบไม้เท้าจากบ่า แล้วเป่าลมเข้าไปในนั้น จากนั้นมีอะไรบางอย่างบินเข้าใส่หน้าข้า ซึ่งทำให้ข้ารู้สึกคันยิบ ๆ อย่างน่ากลัว” (นั่นคือกระสุนลูกปรายนัดแรก)
“แล้วเขาก็เป่าลมเข้าไปในไม้เท้าอีกครั้ง คราวนี้มันบินเข้าจมูกข้าเหมือนฟ้าผ่าและลูกเห็บ!” (นั่นคือกระสุนลูกปรายนัดที่สอง)
“และเมื่อข้าเข้าไปใกล้ตัวเขาแล้ว” หมาป่ารายงานด้วยเสียงสั่นเครือ “เขาชักกระดูกซี่โครงสีขาววาววับออกมาจากสีข้าง แล้วฟันข้าอย่างหนักหน่วงด้วยกระดูกนั้น จนข้าเกือบจะตายอยู่แล้ว!”
“เห็นไหมล่ะ ว่าท่านมันพวกดีแต่พูดโอ้อวด!” จิ้งจอกหัวเราะเยาะ “ท่านมัวแต่โม้โอ้อวดมากจนโยนขวานไปไกลเกินกว่าที่ท่านจะเก็บกลับมาได้ด้วยตัวเอง!” (ซึ่งหมายถึง การพูดจาใหญ่โตเกินความสามารถของตนเอง)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเย่อหยิ่งและการประมาทต่อชีวิตหรือคู่ต่อสู้โดยไม่เคยสัมผัสกับความเป็นจริงนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
พลังที่แท้จริงไม่ได้วัดจากสัญชาตญาณหรือความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้สติปัญญาในการทำความเข้าใจและเคารพต่อความแข็งแกร่งของผู้อื่น ซึ่งในกรณีนี้คือความสามารถของมนุษย์ในการประดิษฐ์และใช้อาวุธ นอกจากนี้ยังสอนว่าการโอ้อวดเกินตัวมักจะนำไปสู่ความอับอายขายหน้าเมื่อต้องเผชิญกับบททดสอบจริง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องหมาป่ากับมนุษย์ (อังกฤษ: The Wolf and the Man) คือนิทานกริมม์ลำดับที่ 072 KHM จัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภทเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ (Animal Tales) ที่มักใช้สัตว์มาเป็นตัวแทนของนิสัยหรือความโง่เขลาของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่หมาป่าถูกจิ้งจอกหลอก หรือต้องเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งของมนุษย์ที่เหนือกว่า
นิทานนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายในนิทานพื้นบ้านของยุโรป โดยมักจะเน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างสัญชาตญาณดิบ (หมาป่า) กับปัญญาประดิษฐ์และเครื่องมือ (มนุษย์) ซึ่งเป็นบทเรียนง่าย ๆ ว่าแม้แต่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าก็ต้องพ่ายแพ้ต่อไหวพริบและเทคโนโลยีของมนุษย์
ใจความหลักของเรื่องคือการเยาะเย้ยความเย่อหยิ่งของหมาป่า ซึ่งทำให้มันตีความอาวุธของมนุษย์ (ปืนและมีด) ผิดไปเป็นสิ่งมหัศจรรย์ (ไม้เท้าเป่าลมและกระดูกสีขาว) แสดงให้เห็นว่าความไม่รู้และความโอ้อวดเป็นต้นเหตุของการพ่ายแพ้และอับอายในที่สุด
คติธรรม: “แม้สัตว์ป่าจะครอบครองพละกำลังตามธรรมชาติ แต่มนุษย์ครอบครองสติปัญญาและเครื่องมือ ซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่กว่า และเป็นกุญแจสำคัญในการครอบงำอาณาจักรธรรมชาติ”

