ในโลกนี้ ความยุติธรรมไม่ได้มีอยู่เสมอไป บ่อยครั้ง ผู้ที่แข็งแกร่งสามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามใจชอบ ขณะที่ผู้ที่อ่อนแอไม่อาจต่อสู้หรือปกป้องตนเองได้ แม้พวกเขาจะมีเหตุผลหรืออยู่ฝ่ายถูกก็ตาม
เมื่อใครบางคนต้องการจะรังแกผู้อื่นพวกเขามักหาข้ออ้างมาใช้เสมอ และบางครั้ง แม้ไม่มีเหตุผลใดรองรับ พวกเขาก็ยังคงทำในสิ่งที่ต้องการอยู่ดี เรื่องราวของหมาป่าผู้เจ้าเล่ห์และลูกแกะผู้ไร้เดียงสา จะเป็นเครื่องเตือนใจว่า ในโลกที่อำนาจอยู่เหนือความถูกต้อง ความเป็นธรรมอาจไม่มีความหมายเลย กับนิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ

เนื้อเรื่องนิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เย็นวันหนึ่ง ขณะที่แสงอาทิตย์อ่อนลงและลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านทุ่งหญ้า หมาป่าตัวหนึ่งเดินออกจากป่ามายังลำธารเพื่อล่าหาอาหาร ทันใดนั้น มันมองเห็นลูกแกะตัวหนึ่งที่พลัดหลงจากฝูง กำลังยืนดื่มน้ำอยู่ริมลำธารเพียงลำพัง หมาป่าหยุดชะงัก ดวงตาคมกริบจ้องมองเหยื่อของมัน แต่แทนที่จะโจมตีทันที มันกลับคิดจะหาข้ออ้างเพื่อให้การลงมือของมันดูสมเหตุสมผล
“ถ้าข้าลงมือสังหารมันโดยไม่มีเหตุผล ใคร ๆ ก็คงหาว่าข้าโหดร้ายเกินไป” มันคิดในใจ “แต่ถ้าข้าหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของข้าได้ ข้าย่อมลงมือได้โดยไม่มีใครตำหนิ”
หมาป่าก้าวเข้าไปใกล้ลูกแกะ มันทำเสียงต่ำและดุดัน “เจ้าตัวน้อย เจ้ามันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลย! เจ้ากล้าดียังไงถึงมาทำให้น้ำที่ข้าดื่มขุ่น?”
ลูกแกะสะดุ้ง มันเงยหน้าขึ้นมองหมาป่าด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ข้าคงทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกท่าน เพราะข้าอยู่ต่ำกว่าท่าน น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ท่านอยู่เหนือข้า น้ำที่ข้าดื่มจึงไม่อาจทำให้น้ำของท่านขุ่นได้”
หมาป่าขมวดคิ้ว มันรู้ว่าข้อกล่าวหานี้ใช้ไม่ได้ จึงหาเหตุผลใหม่ “ถ้าเช่นนั้น ปีที่แล้วเจ้าก็ต้องเป็นผู้ที่พูดลบหลู่ข้าแน่ ๆ!”
ลูกแกะส่ายหน้าอย่างงุนงง “เป็นไปไม่ได้แน่ ปีที่แล้วข้ายังไม่เกิดเลย”
หมาป่าเริ่มหงุดหงิด แต่มันยังคงพยายามหาเหตุผลต่อไป “งั้นเจ้าก็คงเป็นผู้ที่แทะเล็มหญ้าในทุ่งของข้า!”
“ข้ายังไม่เคยกินหญ้าเลย ข้ายังดื่มแต่นมแม่เท่านั้น” ลูกแกะตอบเรียบ ๆ

หมาป่าเริ่มโมโห “เจ้าก็ต้องดื่มน้ำจากลำธารเดียวกับข้าแน่ ๆ!”
“ก็แน่สิท่าน” ลูกแกะพูดอย่างใจเย็น “แต่ถ้าน้ำจากลำธารเป็นของท่าน เช่นนั้นก็คงเป็นของแม่ข้าด้วย เพราะพวกเราทุกตัวดื่มจากที่นี่”
หมาป่าขบฟันแน่น มันไม่อาจหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาปรักปรำลูกแกะได้ แต่ความจริงแล้วมันไม่เคยต้องการเหตุผลเลยตั้งแต่แรก สิ่งเดียวที่มันต้องการคืออาหารเย็น
“พอที! ไม่ว่าเจ้าจะหักล้างข้อกล่าวหาของข้าได้หมด ข้าก็ไม่ยอมปล่อยอาหารเย็นของข้าไปแน่!” หมาป่าคำราม ก่อนจะกระโจนเข้าขย้ำลูกแกะในพริบตา
เสียงร้องของลูกแกะเงียบหายไปในอากาศยามเย็น ขณะที่หมาป่าก้มลงกัดกินมันโดยไม่เหลือเยื่อใย และในขณะที่เคี้ยวอาหารเย็นของมัน มันก็พูดกับตัวเองว่า “ต่อให้ข้าไม่มีข้ออ้างใด ๆ ข้าก็จะทำเช่นนี้อยู่ดี”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ฝูงแกะที่เหลือกลับไปยังคอกของพวกมันโดยไม่รู้เลยว่า หนึ่งในพวกมันได้หายไป ลูกแกะตัวน้อยได้เรียนรู้ความจริงในช่วงสุดท้ายของชีวิตว่า เมื่อผู้แข็งแกร่งคิดจะรังแกผู้อ่อนแอ พวกเขาย่อมหาข้ออ้างใด ๆ มาใช้ได้เสมอ แม้ไม่มีข้อกล่าวหาใดเป็นจริงก็ตาม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “เมื่อผู้มีอำนาจคิดจะรังแกผู้อ่อนแอ พวกเขาย่อมหาข้ออ้างใด ๆ มาใช้ได้เสมอ”
ลูกแกะอาจพูดความจริงทุกอย่าง แต่มันไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเจตนาของหมาป่าได้ เช่นเดียวกับโลกของมนุษย์ เมื่อคนที่มีอำนาจคิดจะข่มเหงผู้อ่อนแอ พวกเขาย่อมสามารถหาเหตุผลมาใช้ได้เสมอ แม้เหตุผลเหล่านั้นจะไม่เป็นธรรมเลยก็ตาม
“ในโลกที่ไม่ยุติธรรม บางครั้ง ความถูกต้องก็ไม่อาจช่วยให้เรารอดพ้นจากเงื้อมมือของผู้ที่คิดร้ายได้”
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานอีสปเรื่องหมาป่ากับลูกแกะ (อังกฤษ: The Wolf and the Lamb) เป็นหนึ่งในนิทานอีสปที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง นิทานเรื่องนี้ถูกจัดลำดับอยู่ใน Perry Index ลำดับที่ 155 (Perry Index คือดัชนีการจัดหมวดหมู่ของนิทานอีสปที่รวบรวมและจัดลำดับโดย Ben Edwin Perry เพื่อใช้ในการศึกษาและอ้างอิงนิทานอีสปอย่างเป็นระบบ) มีหลายเวอร์ชันที่สะท้อนถึงความอยุติธรรมของทรราช ซึ่ง เหยื่อถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมและถูกฆ่า แม้จะมีเหตุผลปกป้องตนเองก็ตาม
เรื่องราวของหมาป่าพบลูกแกะกำลังดื่มน้ำจากลำธารเดียวกัน และพยายามหาเหตุผลเพื่อฆ่ามัน มันกล่าวหาว่าลูกแกะกระทำผิดหลายอย่าง แต่ลูกแกะสามารถพิสูจน์ได้ว่าทุกข้อกล่าวหานั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อหมาป่าเริ่มหมดความอดทน มันกล่าวว่า “ถ้าเจ้าไม่ได้ทำ ก็คงเป็นพวกพ้องของเจ้าที่ทำไว้” จากนั้นก็จู่โจมลูกแกะทันที โดยไม่สนใจเหตุผลใด ๆ อีก
“ทรราชมักหาเหตุผลมาสนับสนุนความอยุติธรรมของตนเองเสมอ และผู้ไม่เป็นธรรมย่อมไม่รับฟังเหตุผลของผู้บริสุทธิ์”
นิทานนี้ปรากฏในเวอร์ชันภาษากรีกของบาบริอุส (Babrius) และภาษาละตินของฟีดรัส (Phaedrus) และถูกเล่าขานตลอดยุคกลาง