ในโลกของผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่ดูเหมือนจะตัดสินกันด้วยพละกำลังและความแข็งแกร่งของผู้ล่า บางครั้งความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับไม่ได้เริ่มต้นจากคมเขี้ยวหรือกรงเล็บ แต่กลับเริ่มขึ้นจากเพียงคำพูดถากถางเพียงไม่กี่คำที่ทำลายศักดิ์ศรีของผู้อื่น
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการเดิมพันศักดิ์ศรีระหว่างเจ้าป่าผู้ตัวใหญ่ยักษ์กับนกตัวจ้อยที่ไม่มีใครเกรงใจ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์สงครามโลกสัตว์บกปะทะสัตว์ปีก ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความฉลาดหลักแหลมและการวางแผนที่เหนือชั้นสามารถสยบพละกำลังที่มหาศาลได้อย่างคาดไม่ถึง กับนิทานกริมม์เรื่องนกกระจิบใบไม้กับหมี

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องนกกระจิบใบไม้กับหมี
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในช่วงฤดูร้อนที่แสงแดดส่องผ่านยอดไม้หมีและหมาป่า ได้ออกเดินเล่นด้วยกันในป่าลึก ทันใดนั้นหมีก็ได้ยินเสียงนกตัวหนึ่งร้องเพลงได้ไพเราะจับใจจนต้องเอ่ยถาม “พี่หมาป่า นกตัวไหนน่ะที่ร้องเพลงได้วิเศษขนาดนี้?”
หมาป่าผู้รอบรู้จึงตอบว่า “นั่นคือราชาแห่งนกยังไงล่ะ เราต้องก้มหัวทำความเคารพเขานะ” (ซึ่งในความเป็นจริงนกตัวนั้นคือนกกระจิบใบไม้ตัวจ้อย) หมีที่อยากเห็นความสง่างามของกษัตริย์จึงเซ้าซี้ให้หมาป่าพาไปดูพระราชวัง
หมาป่าเตือนว่าต้องรอให้ราชินีนำอาหารกลับมาให้ลูก ๆ ก่อน ทั้งคู่จึงแอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ จนกระทั่งพ่อและแม่นกกระจิบใบไม้บินกลับมาที่รังพร้อมเหยื่อในปาก เมื่อพ่อแม่นกบินออกไปอีกครั้ง
หมีที่ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวก็แอบเข้าไปชะโงกดูในโพรงไม้ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงรังนกเล็ก ๆ ที่มีลูกนกตัวจ้อย 5-6 ตัวนอนเบียดกันอยู่ หมีจึงตะโกนออกมาด้วยความผิดหวังว่า “นี่เหรอพระราชวัง? มันก็น่าสมเพชชัด ๆ! แล้วพวกแกก็ไม่ใช่ลูกกษัตริย์หรอก เป็นแค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าต่างหาก!”
พูดจบหมีก็เดินจากไปทิ้งให้ลูกนกกระจิบใบไม้โกรธจนตัวสั่นและร้องตะโกนตามหลังว่า “เจ้าหมี แกต้องชดใช้คำพูดนี้!”

เมื่อพ่อแม่นกกระจิบใบไม้กลับมาถึงรัง ลูกนกทั้งหลายต่างพากันประท้วงและร้องไห้ “พวกเราจะไม่ยอมกินแมลงแม้แต่ขาเดียว แม้จะต้องหิวตายก็ตาม! จนกว่าท่านพ่อจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราคือลูกที่สมเกียรติ เจ้าหมีมันมาดูถูกพวกเราถึงที่รัง!”
พ่อของพวกมันหรือราชาแห่งนกกระจิบจึงประกาศด้วยความโกรธว่า “วางใจเถอะลูกรัก มันจะต้องถูกลงโทษ!”
จากนั้น พ่อและแม่นกก็บินตรงไปที่ถ้ำของหมีแล้วตะโกนเรียก “เจ้าหมีหน้าขน! บังอาจมาดูถูกลูก ๆ ของข้า สงครามจะต้องเกิดขึ้น และเราจะตัดสินกันด้วยเลือด!”
การประกาศสงครามครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น หมีเกณฑ์สัตว์สี่เท้าทุกชนิดบนโลก ไม่ว่าจะเป็นวัว, ลา, กวาง, และเสือ มาเป็นกองทัพบก
ส่วนนกกระจิบใบไม้ก็ระดมพลสัตว์ปีกทั้งหมด ไม่ใช่แค่นกตัวใหญ่หรือเล็ก แต่รวมไปถึงยุง, ตัวต่อ, ผึ้ง และแมลงวัน ทุกชนิดมาเป็นกองทัพอากาศ บรรยากาศในป่าจึงเต็มไปด้วยเสียงคำรามและการกระพือปีกที่เตรียมจะเข้าห้ำหั่นกัน

ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นราชาพ่อนกกระจิบใบไม้ได้ส่ง “เจ้ายุง” สายลับที่ฉลาดและเงียบเชียบที่สุด บินแอบเข้าไปในป่าเพื่อสืบข่าวว่าฝ่ายหมีใครเป็นแม่ทัพ ยุงแอบอยู่ใต้ใบไม้ใกล้ ๆ กับที่ประชุมของพวกสัตว์บก จนได้ยินหมีประกาศตั้งให้สุนัขจิ้งจอก เป็นแม่ทัพเพราะมันฉลาดที่สุด
จิ้งจอกได้วางแผนการรบและนัดแนะสัญญาณลับว่า “ข้ามีหางที่ยาวฟูเหมือนพู่ขนสัตว์สีแดง ถ้าข้าชูหางขึ้นสูงเป็นธงแปลว่าสถานการณ์ดี ให้ทุกคนบุกเข้าใส่! แต่ถ้าข้าเอาหางตกลงเมื่อไหร่ ให้ทุกคนวิ่งหนีสุดชีวิต!” ยุงได้ยินดังนั้นก็รีบบินกลับไปรายงานพ่อนกกระจิบใบไม้ทันที
เมื่อวันรบมาถึง กองทัพสัตว์สี่เท้าดาหน้าเข้ามาจนแผ่นดินสะเทือน ส่วนกองทัพอากาศของนกกระจิบใบไม้ก็บินว่อนจนท้องฟ้ามืดมิด พ่อนกกระจิบใบไม้สั่งการด่วนให้ “ตัวต่อ” หน่วยกล้าตาย บินมุ่งตรงไปที่แม่ทัพจิ้งจอกแล้วสั่งว่า “จงบินไปต่อยใต้โคนหางของมันด้วยแรงทั้งหมดที่มี!”
ครั้งแรกที่ตัวต่อต่อย จิ้งจอกสะดุ้งสุดตัวและยกขาขึ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ยังแข็งใจชูหางไว้ ครั้งที่สองตัวต่อต่อยซ้ำที่เดิม คราวนี้จิ้งจอกเริ่มหน้าเขียวหน้าเหลืองแต่ก็ยังไม่ยอมลดหางลง จนกระทั่งครั้งที่สาม ตัวต่อใส่แรงทั้งหมดฝังเข็มพิษลงไปใต้โคนหาง จิ้งจอกทนไม่ไหวอีกต่อไป มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและรีบเอาหางจุกตูดทันที!

เมื่อเหล่าสัตว์สี่เท้าเห็นแม่ทัพจิ้งจอกเอาหางลงและวิ่งหนีไป พวกมันต่างพากันเข้าใจว่าสงครามพ่ายแพ้แล้ว กองทัพบกที่เคยน่าเกรงขามแตกพ่ายระเนระนาด ทุกตัวต่างวิ่งหนีกลับเข้าถ้ำและรูของตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต กองทัพอากาศของนกกระจิบใบไม้จึงโห่ร้องด้วยชัยชนะ
ราชาพ่อนกกระจิบใบไม้บินกลับไปที่รังแล้วบอกลูก ๆ ว่า “ดีใจเถอะลูกรัก กินให้อิ่มและเฉลิมฉลองกันได้เลย เพราะเราชนะสงครามแล้ว!”
แต่ลูกนกทั้ง 5-6 ตัวกลับยืนกรานอย่างแข็งขันว่า “พวกเรายังไม่กิน! เจ้าหมีต้องมาที่รังนี้ มาขอโทษพวกเรา และยอมรับว่าพวกเราเป็นลูกกษัตริย์ที่สง่างามเสียก่อน”
พ่อนกจึงบินกลับไปที่ถ้ำของหมีแล้วขู่ว่า “เจ้าหมีหน้าขน ถ้าแกไม่มาขอโทษลูก ๆ ข้าที่รัง ข้าจะสั่งให้กองทัพแมลงรุมต่อยแกจนกระดูกหักทุกซี่!” หมีที่ขวัญเสียจากสงครามรีบคลานต้วมเตี้ยมมาที่รังนกด้วยความหวาดกลัว
มันก้มหัวขอโทษลูกนกกระจิบใบไม้และยอมรับว่าพวกเขาคือลูกกษัตริย์ที่แท้จริง เมื่อได้รับความยุติธรรมแล้ว ลูกนกทั้งหมดจึงยอมกินอาหารและร้องเพลงเต้นรำอย่างมีความสุขไปตลอดทั้งคืน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
คนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความยิ่งใหญ่ไม่ได้ตัดสินกันที่พละกำลังหรือขนาดของร่างกาย เพราะแม้แต่ผู้ที่ดูต่ำต้อยหรืออ่อนแอที่สุดก็สามารถปกป้องเกียรติยศของตนเองได้หากมีความสามัคคีและใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา
ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนเตือนใจที่สำคัญว่าคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นเพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอกอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและหายนะที่คาดไม่ถึง ซึ่งสุดท้ายแล้วความอ่อนน้อมถ่อมตนและการรู้จักให้เกียรติผู้อื่นคือคุณธรรมที่สำคัญที่สุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัยที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องนกกระจิบใบไม้กับหมี (อังกฤษ: The Willow-Wren and the Bear) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านเยอรมันโบราณที่รวบรวมโดยพี่น้องกริมม์ โดยจัดเป็นนิทานประเภท “นิทานเกี่ยวกับสัตว์” (Animal Fable) ที่ใช้สัตว์เป็นตัวแทนในการล้อเลียนพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะโครงเรื่องการทำสงครามระหว่างสัตว์สี่เท้าและสัตว์ปีกนั้น เป็นพล็อตเรื่องเก่าแก่ที่มีปรากฏในวรรณกรรมหลายวัฒนธรรมเพื่อแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของสติปัญญาและความคล่องตัวเหนือพละกำลังที่มหาศาล
ในเชิงสัญลักษณ์ นกกระจิบใบไม้ (Willow Warbler) หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า “Zaunkönig” ซึ่งแปลว่า “ราชาแห่งรั้ว” ถูกเลือกมาเป็นตัวเอกเพื่อสร้างความขัดแย้งที่ขบขันระหว่างนกตัวเล็กที่สุดในป่ากับพี่หมีที่เป็นสัตว์ใหญ่ที่สุด การเปรียบเทียบนี้แฝงนัยยะถึงชนชั้นทางสังคมในสมัยก่อนที่เตือนใจผู้มีอำนาจว่าอย่าได้ดูแคลนผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เพราะแม้แต่กองทัพแมลงตัวจ้อยก็สามารถเอาชนะกองทัพสัตว์ใหญ่ได้หากมีการวางแผนที่ดี
นอกจากนี้ นิทานยังสะท้อนถึงค่านิยมครอบครัวและการปกป้องเกียรติยศของวงศ์ตระกูล โดยการที่ลูกนกยืนกรานไม่ยอมกินอาหารจนกว่าจะได้รับคำขอโทษ เป็นการเน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้แต่มีความสำคัญยิ่งในวัฒนธรรมยุโรปสมัยกลาง ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้ปรับปรุงเนื้อหาให้มีความขบขันสอดแทรกเพื่อให้นิทานเรื่องนี้เข้าถึงง่ายสำหรับเด็กและเยาวชนจนถึงปัจจุบัน
คติธรรม: “พละกำลังที่มหาศาลอาจทำลายได้เพียงร่างกาย แต่สติปัญญาและความสามัคคีของหัวใจที่เด็ดเดี่ยว สามารถสยบกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้”

