ในโลกที่ความดื้อรั้นอาจกลายเป็นพันธนาการที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจพรากไป เมื่อทิฐิในใจรุนแรงจนท้าทายกฎแห่งธรรมชาติและผืนดิน
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเด็กน้อยผู้ไม่ยอมสยบต่อคำสอนใดๆ จนนำไปสู่เหตุการณ์ประหลาดเหนือคาดหมายที่หลุมศพ ซึ่งบีบให้ผู้เป็นแม่ต้องมอบบทเรียนสุดท้ายเพื่อให้ดวงวิญญาณได้พบความสงบที่แท้จริง กับนิทานกริมม์เรื่องเด็กดื้อ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเด็กดื้อ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านอันเงียบสงบ มีเด็กหญิงคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับรูปโฉมที่น่ารัก ทว่าภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความพยศและดื้อรั้นอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้ นางไม่เคยยอมรับฟังคำสั่งสอน หรือทำตามความปรารถนาของมารดาเลยแม้แต่เรื่องเดียว เมื่อแม่บอกให้ไปทางซ้าย นางจะไปทางขวา เมื่อแม่บอกให้หยุดพัก นางจะดื้อดึงทำต่อ
ความดื้อรั้นนี้ไม่ใช่เพียงการเล่นซนตามประสาเด็ก แต่เป็นความตั้งใจที่จะเอาชนะและฝ่าฝืนคำสอนของผู้มีพระคุณอยู่เสมอ นางแสดงกิริยากระด้างกระเดื่องและปิดหูปิดตาต่อความหวังดี จนความเย่อหยิ่งนั้นเริ่มปกคลุมจิตใจ ทำให้ความเมตตาจากเบื้องบนเริ่มถดถอยหายไปจากตัวนาง เพราะความกตัญญูและความอ่อนน้อมนั้นเป็นรากฐานของชีวิตที่นางปฏิเสธที่จะยอมรับ

ด้วยเหตุแห่งความดื้อรั้นที่เกินเยียวยา สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงยอมปล่อยให้นางได้รับบทเรียนผ่านร่างกาย เด็กหญิงล้มป่วยลงอย่างไม่มีสาเหตุ ร่างกายที่เคยกระปรี้กระเปร่ากลับทรุดโทรมลงในชั่วข้ามคืน ใบหน้าที่เคยแจ่มใสกลายเป็นซีดเผือดราวกับกระดาษ ผู้เป็นแม่หัวใจแทบแตกสลาย นางพยายามอ้อนวอนต่อฟ้าดินและจ้างวานหมอที่เก่งที่สุดมารักษา
แต่ทว่า… ไม่ว่าจะเป็นยารสขมหม้อใด หรือคำอธิษฐานที่เปี่ยมไปด้วยน้ำตาของแม่ ก็ไม่สามารถดึงรั้งจิตวิญญาณที่ดื้อรั้นนั้นไว้ได้ ในเวลาเพียงไม่นาน เด็กหญิงที่เคยพยศต่อโลกก็ต้องนอนทอดร่างอยู่บนเตียงมรณะ ลมหายใจที่ขัดขืนต่อคำสอนมาตลอดชีวิตได้สิ้นสุดลง ทิ้งให้ผู้เป็นแม่ต้องจมอยู่กับกองทุกข์และคำถามที่ไม่มีคำตอบ ว่าเหตุใดลูกน้อยถึงเลือกที่จะจากไปพร้อมกับความรั้นในหัวใจเช่นนี้

ร่างของเด็กหญิงถูกนำไปฝังตามประเพณี ณ สุสานอันเงียบสงบ สัปเหร่อช่วยกันขุดหลุมลึกและกลบดินทับร่างของนางไว้อย่างหนาแน่นเพื่อให้วิญญาณได้พักผ่อน
แต่ทว่าเมื่อทุกคนกำลังจะเดินจากไป เรื่องที่น่าอัศจรรย์และชวนขนลุกก็เกิดขึ้น เมื่อแขนข้างหนึ่งของเด็กหญิงโผล่พ้นดินขึ้นมา และชูเหยียดตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนคนกำลังดื้อแพ่งไม่ยอมรับความตาย
สัปเหร่อรีบวิ่งกลับมาและพยายามโกยดินกลบทับแขนนั้นลงไปใหม่ แต่เพียงครู่เดียวแขนเล็ก ๆ นั้นก็แทรกผ่านดินหนาออกมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพิ่มก้อนหินหรือดินกี่กองทับลงไป แขนข้างเดิมก็ยังคงชูขึ้นมาอย่างดื้อรั้นราวกับจะประกาศว่าความพยศของนางนั้นรุนแรงจนแม้แต่ความตายหรือผืนดินก็ไม่อาจพันธนาการไว้ได้ เรื่องนี้ลือไปทั่วหมู่บ้านจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้หลุมศพนั้นอีก

เมื่อเรื่องราวทราบถึงหูผู้เป็นแม่ นางจึงเดินทางมาที่สุสานด้วยความอาลัยและเข้าใจในสัญลักษณ์นั้นดี นางรู้ว่าลูกสาวยังติดอยู่ในบ่วงแห่งความดื้อรั้นและยังไม่ได้รับความสงบ แม่ผู้ช้ำรักจึงหยิบไม้เรียวเส้นเล็ก ๆ ขึ้นมา ยืนอยู่หน้าหลุมศพแล้วกล่าวคำสอนครั้งสุดท้ายด้วยน้ำตา “ลูกเอ๋ย แม้แต่ในอ้อมกอดของพระเจ้า เจ้าก็ยังจะรั้นอยู่อีกหรือ? หากคำสอนด้วยคำพูดของแม่มันเข้าไม่ถึงใจเจ้า ก็จงรับบทเรียนสุดท้ายจากไม้เรียวนี้เถิด เพื่อที่เจ้าจะได้ไปสู่สุขคติเสียที”
ก่อนจะตีลงไปที่แขนที่ชูชันนั้นเบา ๆ เหมือนตอนที่นางเคยอบรมสั่งสอนลูกยามมีชีวิต
ทันทีที่ไม้เรียวสัมผัสโดนผิว แขนที่เคยแข็งขืนและตั้งตรงกลับค่อย ๆ อ่อนนุ่มลงและหดกลับลงไปใต้พื้นดินอย่างนอบน้อม ราวกับว่าดวงวิญญาณได้รับคำสอนสุดท้ายที่ขาดหายไปและยอมละทิ้งความดื้อรั้นในที่สุด ดินบนหลุมศพกลับมาราบเรียบและสงบนิ่งอีกครั้ง เด็กหญิงจอมรั้นจึงได้พักผ่อนอย่างแท้จริงภายใต้อ้อมกอดของผืนดิน โดยไม่มีสิ่งใดโผล่ออกมาขัดขืนต่อธรรมชาติอีกเลย
“หลับให้สบายนะลูกรัก… เจ้าได้รับอิสระจากความรั้นแล้ว” ตั้งแต่นั้นมา หลุมศพนั้นก็กลับมาเงียบสงบ ไม่มีสิ่งใดโผล่ขึ้นมาท้าทายโลกอีกเลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความดื้อรั้นอย่างไร้เหตุผลและการปฏิเสธคำอบรมสั่งสอนของผู้มีพระคุณนั้น เป็นบ่วงกรรมที่พันธนาการดวงวิญญาณให้ติดอยู่กับความทุกข์ระทม
แม้แต่ความตายก็ไม่อาจมอบความสงบสุขให้แก่ผู้ที่มีทิฐิแรงกล้าได้ จนกว่าจะได้รับการอบรมสั่งสอนหรือการยอมจำนนต่อความถูกต้องอย่างแท้จริง อีกทั้งยังสะท้อนถึงอานุภาพแห่งความรักของมารดาที่ไม่ได้มีเพียงความเมตตา แต่ยังรวมถึงความเด็ดขาดในการขัดเกลาลูกให้พ้นจากความหลงผิด เพื่อให้ดวงวิญญาณได้พบกับความพักผ่อนที่แท้จริงในที่สุด
อ่านต่อ: นิทานกริมม์นิทานโด่งดังจากยุโรปอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องเด็กดื้อ (อังกฤษ: The Willful Child) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากการรวบรวมของพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 117 KHM ในคอลเลกชันของพวกเขา ซึ่งพวกเขาได้รับฟังมาจากครอบครัวฮักซ์เธาเซิน (Haxthausen) นิทานเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่สั้นที่สุดและมีความเป็นตำนานพื้นบ้าน (Legend) สูงมาก โดยเน้นการสื่อสารผ่านภาพลักษณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเพื่อสร้างความจดจำแก่ผู้ฟัง
ในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงคตินิยมของชาวเยอรมันในสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความกตัญญูและการเชื่อฟังพ่อแม่ โดยใช้ “แขนที่ชูชัน” เป็นสัญลักษณ์แทนทิฐิที่ยังไม่ดับสูญ และเป็นการเตือนใจว่าการทำผิดต่อบุพการีถือเป็นบาปหนักที่แม้แต่ผืนดินศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ยอมโอบรับร่างให้พักผ่อนอย่างสงบ
นอกจากนี้ นักวิชาการด้านคติชนวิทยายังมองว่า นิทานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าประเภท “ซากศพที่ไม่ยอมสงบ” (The Restless Dead) ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณว่าผู้ที่ตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดหรือนิสัยที่เลวร้ายจะแสดงหมายสำคัญออกมา พี่น้องกริมม์จึงใช้เรื่องนี้เป็นเสมือนนิทานสอนใจเชิงศีลธรรมที่เข้มงวด เพื่อให้เด็ก ๆ เกรงกลัวต่อผลลัพธ์ของการเป็นเด็กดื้อรั้นนั่นเองครับ
คติธรรม: “ไม้เรียวของมารดาสามารถดับทิฐิที่แข็งขืนได้ยิ่งกว่ากองดินอันหนักอึ้ง เพราะความสงบที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการกลบฝังร่างกาย แต่เกิดจากการวางลงซึ่งความดื้อรั้นในดวงวิญญาณ”

