ในยุคเมื่อบ้านเมืองยังร่มเย็น ธรรมชาติยังเงียบงาม ป่าพงยังเปล่งเสียงใบไม้แทนเสียงศึก ผู้คนยังถือคุณธรรมยิ่งกว่ายศศักดิ์ และสายใยระหว่างแม่ลูกยังมั่นยิ่งกว่าสายเลือด
เรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งจากพื้นถิ่นอีสาน ได้ขับขานผ่านเสียงกลอนหมอลำมานับร้อยปี เป็นตำนานของหัวใจที่ให้โดยไม่หวังตอบแทน และบทเรียนของผู้ที่ลืมต้น ลืมตน ลืมคุณ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านจันทคาม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจี อันสงบเงียบไกลห่างผู้คน ยังมีสามีภริยาคู่หนึ่งอยู่กินกันด้วยความรักใคร่ มีชีวิตเรียบง่ายกลางธรรมชาติ บัดนั้น ภริยาตั้งครรภ์ใกล้ประสูติ ความยินดีแผ่ซ่านทั่วบ้านน้อยของเขา
แต่เคราะห์กรรมมิได้รอให้คลอดสุข ราวฟ้าจะประหารชีวิต โรคระบาดร้ายแรงได้แพร่กระจายเข้ามายังหมู่บ้าน บ่มีตัวยา บ่มีหมอรักษา ผู้คนต่างล้มตายราวใบไม้ร่วง ห่าลงกลางบ้าน ตายทั้งบ้าน เหลือบ้านเปล่า
สามีภริยาทั้งสองเห็นว่าบ้านเมืองอยู่ต่อมิได้ จึงพากันอพยพหนีเข้าไปในป่าลึก หวังให้ไกลโรคร้าย ได้ตายอย่างช้า ไม่ต้องเห็นกันล้มตรงหน้า
ภริยาคลอดลูกกลางป่าลึก เมื่อคลอดได้สองคนเป็นหญิงฝาแฝด ภริยานั้นก็หมดแรง ดับสังขารไปตรงนั้น ส่วนสามีเมื่อเห็นเมียอันเป็นที่รักด่วนจาก ก็ตรอมใจอาลัยรัก บ่นคำสุดท้ายว่า
“ลูกเอ๋ย…ข้าขอวอนฟ้าดิน หากข้ามิอาจอยู่ต่อได้ ขอให้ลูกมีผู้เมตตาเลี้ยงดูแทนข้าด้วยเถิด”
แล้วก็สิ้นใจตามไป กลางป่าที่ไร้บ้านคน ทิ้งไว้เพียงสองทารกน้อยร้องไห้อยู่เคียงศพพ่อแม่ เสียงทารกร่ำไห้นั้น คล้ายจักฉีกหัวใจสรรพสัตว์ให้สั่นคลอน
วันหนึ่ง… ในยามเช้าที่ป่ายังชื้นเย็น ยายหมาขาวตัวหนึ่ง อันเป็นหมาเฒ่าที่ออกหากินอยู่ตามดง มีกายสีขาวดั่งสำลี ปากยานเพราะอายุมาก หูตกเพราะผ่านเรื่องราวมานัก ยายหมาขาวได้ยินเสียงร้องของทารกน้อยดังมาแต่ไกล
ยายจึงหันหน้าหาเสียง แล้วเดินไปตามเสียงนั้น จนพบเด็กน้อยทั้งสองนอนร้องไห้ตาแดงอยู่เคียงศพของพ่อแม่ ซึ่งมอดม้วยอยู่ใต้มะค่าแก่ลำต้นใหญ่
ยายหมาขาวทอดตาจ้องพลางถอนลมหายใจ แล้วกล่าวด้วยเสียงในใจอันแหบแห้ง “เฮ้อ… เด็กน้อยเกิดมาแต่ปฐมชาติ ยังมิทันลืมตาดี พ่อแม่ก็ทิ้งไปเสียแล้ว โลกหนอโลก…”
ยายมิอาจละสายตาได้ ใจสั่นระรัว แม้ตนเป็นสัตว์ แต่จิตวิญญาณแห่งแม่มันไม่จำแนกเผ่าพันธุ์ ยายจึงนั่งลง เอาหน้าไปดุนตัวทารกเบา ๆ แล้วเลียมือเลียหน้าด้วยความเอ็นดู
ครู่หนึ่ง ยายหมาขาวตัดสินใจว่า “ข้าจักเอาเด็กไปเลี้ยงเป็นลูกแท้เถิด ต่อให้เกิดจากคน แต่หากไม่มีใครเหลียวแล ข้าจักเป็นแม่ให้เอง”
นับแต่นั้นมา ยายหมาขาวก็แบกสองทารกไปยังโพรงไม้ที่ตนอาศัย ให้นมจากเต้าของตน ป้อนผลไม้ รากไม้ และเลี้ยงดูด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เยี่ยงแม่แท้ ๆ
กาลเวลาผ่านไป เด็กทั้งสองเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณดั่งแก้วสลัก เส้นผมดกดำ รอยยิ้มแจ่มใส ทั้งสองเรียกยายหมาขาวว่า “แม่” โดยไม่เคยเอ่ยคำว่า “หมา”
ทุกวัน ยายหมาขาวจะพาลูกทั้งสองออกหากินในป่า เดินลัดดงตามหาผลไม้ ปูปลาเห็ดเผาะ เสาะหาแต่สิ่งดีเลี้ยงลูก ไม่ยอมให้ลำบากแม้เพียงมื้อเดียว
แม้ไม่มีคำพูดเป็นถ้อยเป็นคำ แต่ความรักของยายหมาขาวนั้นชัดเจนยิ่งกว่าแสงเดือนแสงตะวัน…

ฤดูแล้งปีนั้น ลมตะวันออกพัดแรงราวโกรธโลก ดินแห้งแล้ง เถาวัลย์กรอบเกรียม ฝูงสัตว์พากันหลบแดดใต้เงาไม้ เคราะห์กลับมาอีกครา…
กลางวันหนึ่ง เมื่อยายหมาขาวพาลูกสาวทั้งสองเข้าไปหากินในไพรพง บังเกิดลมพายุพัดแรงกล้า ใบไม้ปลิวว่อน ฟ้าฟาดคำราม ฝนหลั่งลงมาดังสายธารฟ้าแตก ทั้งสามวิ่งหาที่หลบ แต่คลื่นลมพัดแรงนัก จนยายหมาขาวพลัดหลงจากลูกทั้งสอง
หญิงสาวสองนางนั้นถูกลมพัดพาไปไกล จนหลงเข้าไปในเขตบ้านนายพรานซึ่งตั้งกระต๊อบอยู่ชายป่า ครั้นนายพรานเห็นหญิงทั้งสอง งามประหนึ่งนางเทพอัปสร ก็ถึงกับตะลึง แล้วคิดในใจว่า “หญิงงามเช่นนี้ หากเรานำไปถวายพระราชา เห็นจักได้รางวัลใหญ่หลวง”
เขาจึงพาทั้งสองขึ้นวังถวายพระราชา ครานั้น พระราชายังทรงโสดอยู่ แลพระอนุชาก็มิมีชายาเช่นกัน เมื่อได้พบสองหญิงสาวรูปงาม ก็เกิดชอบพอในทันที พระราชาทรงรับนางผู้พี่ไว้เป็นมเหสี ส่วนพระอนุชาก็รับน้องนางเป็นชายา
อีกฟากหนึ่ง… ยายหมาขาวเมื่อฟื้นจากการพัดหลงด้วยพายุ ก็เที่ยวหาลูกตามลำพังทั้งคืนทั้งวัน ข้ามดงลึก ฝ่าหนามแหลม ปีนเขา ลุยห้วย ด้วยใจแม่อันเด็ดเดี่ยว ในที่สุดก็ได้ยินข่าวเล่าลือจากคนเดินทางว่า มีนายพรานพาหญิงสองนางเข้าไปในวัง
ยายหมาขาวมิต่อรอ รีบไปหานายพรานทันที ครั้นพบหน้าก็กล่าวว่า “ท่านผู้เป็นพราน ข้าขอถามด้วยใจแม่เฒ่า หญิงสาวที่ท่านพบในป่านั้น เป็นบุตรสาวของข้า หาใช่คนอื่นไกลเลย ท่านนำพวกเธอไปวังใช่หรือไม่?”
นายพรานได้ฟัง ก็รู้สึกสงสารและสำนึกในความรักของแม่ จึงตอบว่า “ใช่แล้วแม่เฒ่า ข้านำพวกเขาขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัว หากเจ้ามีใจปรารถนาพบ ข้ายินดีนำท่านไป”
ยายหมาขาวจึงขอร้องให้นายพรานพาไปวัง ครั้นถึงพระราชวัง นายพรานก็เข้าเฝ้ากราบทูลว่า “พระเจ้าข้า หญิงทั้งสองที่พระองค์ทรงรับไว้ในวังนั้น มีมารดาคือหมาขาวเฒ่าผู้นี้ ซึ่งได้เลี้ยงดูนางด้วยน้ำนมของตนมาตั้งแต่ทารก”
มเหสีผู้นั้นเมื่อได้ฟัง ก็หน้าซีดเผือด ดวงตาสั่นระริก ความอายแลความกลัวจะถูกเปิดเผยเข้าครอบงำหัวใจ นางจึงรีบทูลเท็จว่า “หามิได้เพคะ หม่อมฉันมิมีมารดาเป็นสัตว์อย่างนี้เลย แม่นางหมาขาวนี้คงมาแอบอ้าง หม่อมฉันขอพระราชาทรงขับไล่นางไปเสียเถิด เพื่อเกียรติแห่งพระวังจะมิได้แปดเปื้อน”
พระราชาผู้ยังไม่รู้อะไรนัก ก็หลงเชื่อ จึงรับสั่งให้นายพรานและยายหมาขาวออกไปจากพระราชวัง
ทว่า… ยายหมาขาวนั้นมิค่อยฟังคำไล่ นางทรุดกายคุกเข่าลงหน้าประตูวัง น้ำตาไหลรินอาบขน กล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า “แม่เฒ่าเลี้ยงเจ้ามาด้วยชีวิต หยาดน้ำนมทุกหยดคือความรัก หาได้ต้องการเกียรติยศใด ขอเพียงได้พบนางผู้เป็นลูกก็สุขใจนักแล้ว…”
แต่มเหสีผู้ใจแข็งกลับมิสะทกสะท้าน นางให้คนไปต้มน้ำเดือด แล้วให้บ่าวเทสาดลงกลางหลังยายหมาขาวทันที เสียงร้องโหยหวนของยายหมาขาวดังสะเทือนสวรรค์
ยายหมาขาวบาดเจ็บหนัก นางหนีออกจากวัง ซัดเซเซซังตามถนนดินจนมาถึงหน้าพระตำหนักของนางสาวน้อง
ณ ยามสนธยา ลูกสาวผู้น้องออกมาเดินชมสวน เห็นสุนัขขาวตัวหนึ่งนอนหายใจรวยรินที่บันไดตำหนัก พอเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นบาดแผลเต็มแผ่นหลัง หยาดเลือดปนขนขาวยังไหลรินไม่หยุด ครั้นเพ่งมองดี ๆ ก็จำได้
“แม่! ยายหมาขาวของข้า!” นางร้องเสียงหลง น้ำตาไหลด้วยความตกใจและสะเทือนใจสุดประมาณ รีบอุ้มยายเข้าห้อง
ยายหมาขาวเอื้อมเท้าอันสั่นไหวแตะมือนาง แล้วกล่าวด้วยเสียงเบาหวิว “ลูก…อย่าเศร้าไปเลย แม่เฒ่ารู้ดีว่าเวรกรรมย่อมย้อนคืน แต่ก่อนที่ข้าจักลาจาก ขอเพียงเจ้าทำตามคำแม่เถิด…”
“เมื่อข้าตายไป อย่าได้ฝังหรือเผา เก็บกระดูกข้าไว้ในวัง บูชาด้วยใจรัก ความซื่อสัตย์แห่งเจ้าจักเป็นมงคลแก่ราชวงศ์” แล้วยายหมาขาวก็ดับใจในอ้อมแขนของลูก
สาวน้อยผู้น้องจัดการเก็บรักษากระดูกแม่เฒ่าไว้ในกล่องศักดิ์สิทธิ์ เก็บไว้ในพระตำหนักตามคำสั่ง มหัศจรรย์ก็อุบัติขึ้น กระดูกนั้นกลับกลายเป็นทองคำบริสุทธิ์ เปล่งรัศมีเรืองรองทั่วห้อง
ข่าวแพร่ไปทั่วถึงหูพี่สาว มเหสีผู้ปฏิเสธบุญคุณ นางจึงรีบมาเรียกร้องขอแบ่งทองคำ แต่ผู้น้องไม่ยอม จึงทะเลาะกันเสียงลั่น
พระราชาทรงทราบก็รับสั่งเรียกทั้งสองมาสอบสวน จนความจริงทุกสิ่งถูกเปิดเผยสิ้น
พระราชากริ้วนัก รับสั่งประหารชีวิตมเหสีผู้อกตัญญู แล้วโปรดให้บูชากระดูกทองคำของยายหมาขาวไว้ในวัง บรรจุในหีบทอง ตั้งไว้บนบุษบก แซ่ซ้องเกียรติยศของแม่เฒ่าสุนัขผู้มีจิตสูงส่งกว่ามนุษย์ทั้งปวง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ผู้ใดได้รับความเมตตา แม้จากผู้ต่ำต้อย ก็จงอย่าลืมบุญคุณนั้นเป็นอันขาด เพราะบุญคุณมิได้วัดกันที่ฐานะ ชาติกำเนิด หรือรูปลักษณ์ แต่ชั่งกันที่หัวใจ
ลูกสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูจากหมาเฒ่า กลับลืมต้น ลืมสาย เลือกปฏิเสธและปัดแขนแม่แท้ ๆ ของตนเพียงเพราะอับอายต่อชาติกำเนิด มิใช่เพียงไม่กตัญญู หากยังลงมือกระทำร้ายต่อผู้มีพระคุณด้วยน้ำเดือดจนถึงขั้นสิ้นใจ
ขณะเดียวกันลูกสาวผู้น้องแม้มีฐานะเช่นเดียวกัน กลับแสดงความอ่อนน้อม รู้จักตอบแทนความรักของแม่ แม้จะไม่ใช่แม่เกิดจากครรภ์ แต่เป็นผู้เลี้ยงด้วยเลือดใจ
บุญคุณไม่ใช่สิ่งที่เลือกจำเฉพาะเมื่อสบายใจ หากคือสิ่งที่ต้องสำนึกแม้ในยามที่มันไม่น่าภูมิใจ
และหากใครทอดทิ้งคนที่เคยยื่นมือให้ในวันที่ไม่มีใคร แล้วสิ่งที่เขาจะได้รับกลับคือความพินาศจากกรรมของตนเอง
แต่สำหรับผู้มีใจซื่อสัตย์ รู้คุณ รู้ราก ย่อมได้เห็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในชีวิต แม้ไม่ใช่ทองคำ ก็จักเป็นความเจริญที่สูงค่าไม่แพ้กัน
ที่มาที่ไปของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องยายหมาขาว เป็นนิทานพื้นบ้านของชาวภาคอีสานที่สืบทอดกันมาช้านาน โดยเฉพาะในจังหวัดแถบร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และพื้นที่ใกล้เคียง นิทานเรื่องนี้มักถูกเล่าในหมอลำกลอน ลำพื้น หรือบทละครชาวบ้านที่แสดงในงานบุญ งานเทศน์มหาชาติ และพิธีกรรมสำคัญของหมู่บ้าน
ตัวนิทานมีรากอยู่ในวัฒนธรรมแห่งความกตัญญูรู้คุณ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่สังคมไทยยึดถือ โดยเฉพาะในสังคมชนบทที่เชื่อมั่นในสายใยระหว่างแม่ลูก ความเมตตา และการตอบแทนบุญคุณ แม้ผู้ให้จะต่ำต้อย หรือเป็นสัตว์ก็ตาม
“ยายหมาขาว” จึงมิใช่เพียงเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิง หากเป็นนิทานคุณธรรมที่ถูกใช้ปลูกฝังเด็กและเยาวชน ว่า ไม่ว่าผู้มีพระคุณจะเป็นผู้ใด รูปใด เผ่าพันธุ์ใด ก็สมควรได้รับความเคารพและตอบแทน มิใช่ลบหลู่หรือทอดทิ้งเมื่อยามเจริญ
และด้วยความที่เรื่องมีทั้งความสะเทือนใจ ดราม่าเข้มข้น สัตว์มีจิตเหนือมนุษย์ อีกทั้งลงท้ายด้วยผลกรรมอันยุติธรรม นิทานเรื่องนี้จึงกลายเป็นนิทานหมอลำยอดนิยม ที่ยังคงถูกเล่าขานบนเวทีพื้นบ้านจนถึงปัจจุบัน
“คนที่อับอายผู้มีพระคุณ… คือคนที่ควรอับอายตนเองที่สุดในชีวิต”