นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

ในดินแดนแห่งเกาะลังกาวี มีเรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทย ณ ภาคใต้ ที่เล่าขานถึงหญิงสาวที่ชื่อมะสุหรี ซึ่งความงามของเธอเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้คน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชมเธอ บางคนกลับมองเธอเป็นภัยและต้องการทำลายเธอไปตลอดกาล

ความงามของมะสุหรีจะนำพาเธอไปสู่การทดสอบที่ยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องราวของเธอจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องติดตามกันต่อไป กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว

กาลครั้งหรึ่งนานมาแล้ว ณ เกาะลังกาวียังสงบสุขและอุดมสมบูรณ์ ท้องฟ้าปลอดโปร่งและลมพัดผ่านมาทำให้บรรยากาศดูสดชื่น การเดินทางจากภูเก็ตของ “มะสุหรี” สาวงามชาวไทยเชื้อสายมุสลิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

เธอทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อลงหลักปักฐานใหม่บนเกาะนี้ บนเกาะลังกาวีที่เธอจะได้พบกับโชคชะตาใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด

“โอ้ย! แท้จริงแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรบ้างหนอ?” มะสุหรียืนมองออกไปยังทะเลอันกว้างใหญ่ มือของเธอยังสัมผัสผ้าคลุมหัวที่เย็นราวกับจะช่วยบรรเทาความรู้สึกในใจที่ยังคงเต็มไปด้วยความสงสัย

เธอเดินลงจากเรือที่พึ่งทอดสมอเข้ามาที่ชายฝั่งของเกาะลังกาวีด้วยความสงบ แม้ว่าในใจจะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคต แต่ทว่า… สิ่งที่มะสุหรีไม่รู้ก็คือ ความงามและเสน่ห์ของเธอจะทำให้เกาะแห่งนี้ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป

“เจ้าเอ๋ย…ผู้นี้น่ะ ดูแลตัวเองดีแล้วหรือยัง?” เสียงของหญิงสาวสูงวัยดังขึ้นจากมุมหนึ่งของชายหาด เมื่อมะสุหรีหันไปมองก็พบกับหญิงชราผิวเข้มที่มีลักษณะคล้ายจะเป็นแม่หม้ายประจำหมู่บ้าน

“ข้าคือมะสุหรี… ยังใหม่อยู่บนเกาะนี้เจ้าค่ะ ข้ามิรู้ว่าจะเริ่มต้นจากที่ใด” มะสุหรีตอบด้วยเสียงที่สุภาพ ท่ามกลางสายตาที่วางแฝงความสงสัยของหญิงชรา

“เจ้า… ผู้นี้ยังไม่รู้เลยหรือว่า บนเกาะนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นสิ่งที่เห็น…ราวกับคำลวงนั้นเป็นแค่เงาในห้วงมืด” หญิงชราพูดคำแนะนำอย่างลึกลับ เธอจ้องมาที่มะสุหรีด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

มะสุหรีเบิกตากว้าง สงสัยว่าอะไรคือคำทำนายนั้น แต่หญิงชราก็หันหลังแล้วเดินจากไป

วันเวลาผ่านไปไม่นาน ความงามของมะสุหรีก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเกาะลังกาวี ทั้งชายหนุ่มและบุรุษใหญ่หลายนับพันเริ่มมองหาเธอ บางคนหวังจะได้เห็นหน้าต่างตำนานที่โด่งดังในหมู่บ้าน แต่บางคนก็หวังจะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความต้องการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

เจ้าเมืองลังกาวี “ดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา” หนึ่งในชายที่ได้ยินชื่อเสียงของมะสุหรี ก็ตัดสินใจที่จะไปพบกับนางด้วยตัวเอง วันหนึ่งเมื่อเขาเดินทางมาถึงบ้านของมะสุหรี เขาได้พบกับความงามที่ทำให้เขาหัวใจเต้นแรง

“เจ้าคือมะสุหรีงามสง่าใช่หรือไม่?” ดะโต๊ะเสรีเกอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ขณะที่เขาก้าวข้ามประตูบ้านของมะสุหรี

“ข้าเองเจ้าค่ะ…ท่านคือใคร?” มะสุหรีตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความสงสัย

“ข้าคือดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา… เจ้าเมืองแห่งลังกาวี ข้าชื่นชมในความงามและบารมีของเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ข้าหวังว่าเจ้าจะยอมรับคำเชิญให้มาเป็นภรรยาของข้า…” ดะโต๊ะเสรีเกอร์พูดด้วยท่าทางมั่นใจ ในใจของเขารู้ดีว่าไม่มีหญิงใดสามารถต้านทานเสน่ห์ของเขาได้

มะสุหรีได้แต่เงียบครู่หนึ่ง เธอรู้สึกถึงความกดดันจากคำพูดนั้น แต่ทว่า…ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในใจเธอก็ยังคงไม่เปลี่ยน

“ข้าขอโทษท่าน…ข้าคงมิสามารถตอบรับคำเชิญของท่านได้ เพราะข้ามีพันธะกับผู้อื่นแล้วเจ้าค่ะ” มะสุหรีตอบเสียงเบา แต่หนักแน่น

ถึงแม้ว่า “ดะโต๊ะเสรีเกอร์ มรายา” จะต้องผิดหวังกับการปฏิเสธจากมะสุหรี แต่เขาก็ไม่ได้ยอมแพ้ในความรักที่มีต่อนาง เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกในการครอบครองมะสุหรี เขาจึงตัดสินใจที่จะขอให้ “ดารุส” น้องชายของเขาแต่งงานกับมะสุหรีแทน

“ดารุส” ก็เป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาและมีบุคลิกที่สง่างามไม่แพ้พี่ชายของเขา ทั้งสองจึงตกลงกันว่า “มะสุหรี” จะกลายมาเป็นภรรยาของ “ดารุส”

“ดารุส… ข้าต้องขอฝากตัวกับเจ้า ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด” ดะโต๊ะเสรีเกอร์กล่าวในห้องโถงที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากตะเกียง

“พี่ขอให้เจ้าเชื่อใจข้า… ข้าจะดูแลมะสุหรีเช่นเดียวกับที่พี่ต้องการ” ดารุสตอบกลับ ขณะที่เขายิ้มให้กับพี่ชาย

แต่ภายในใจของมะสุหรี… เธอยังคงมีคำถามมากมายว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างไรในลังกาวีที่แปลกตาและเต็มไปด้วยความตึงเครียดนี้

“เจ้าพูดได้เพียงเท่านี้หรือ? ข้าไม่รู้จักชีวิตที่เจ้าจะพาไปข้างหน้า… ท่านเจ้าเมืองและน้องชายท่านก็ไม่อาจทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นได้” มะสุหรีบอกกับตัวเอง ขณะนั่งอยู่ในห้องนอนที่เงียบสงัด

แม้ว่าเธอจะรู้ว่าโชคชะตาได้กำหนดเส้นทางใหม่ให้กับชีวิตของเธอแล้ว แต่ในลึก ๆ มะสุหรีก็ยังไม่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกบางอย่างในใจเธอออกไปได้…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว 2

ในช่วงที่ “ดารุส” ออกไปศึกทำให้มะสุหรีต้องใช้ชีวิตอยู่บนเกาะลังกาวีเพียงลำพัง วันหนึ่ง ขณะที่มะสุหรีเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน เธอได้พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “ดาเร็มบาง” นักท่องเที่ยวจากสุมาตราที่มาเยือนเกาะลังกาวีหลังจากเดินทางจากประเทศอื่น ๆ

ดาเร็มบางเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์และท่าทางดึงดูด เขาเดินทางไปทั่วแถบหมู่เกาะ และเมื่อมาพบกับมะสุหรีก็ไม่สามารถละสายตาจากเธอได้

เขาเข้าไปพูดคุยกับมะสุหรีและทั้งสองก็มีการสนทนากันอย่างดี ราวกับว่าพวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน แม้ว่าทั้งสองจะคุยกันอย่างเป็นมิตรเพียงแค่เพื่อน แต่คำพูดและท่าทางของดาเร็มบางกลับทำให้เกิดข่าวลือที่ไม่ดีขึ้นมา

“ท่านหญิง…ช่างงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นหญิงใดที่มีเสน่ห์ดังนี้” ดาเร็มบางพูดขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ยังคงสัมผัสถึงความรู้สึกชื่นชม

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ท่านเองก็เป็นชายที่มีความกล้าแสดงออก และดูมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน” มะสุหรีตอบด้วยรอยยิ้ม

ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นเพียงแค่เพื่อนที่ได้พูดคุยกัน แต่ข่าวลือก็เริ่มแพร่สะพัดไปในหมู่บ้าน ความริษยาจาก “มะโฮรา” ภรรยาหลวงของ “ดะโต๊ะเสรีเกอร์” ได้โอกาสสร้างเรื่องใส่ร้ายมะสุหรีว่าเธอกำลังมีความสัมพันธ์ลับกับดาเร็มบาง

“ท่านดะโต๊ะเสรีเกอร์ ข้าพบว่าเจ้าหญิงมะสุหรีนั้น… มีชู้กับชายต่างแดน” มะโฮราพูดเสียงเย้ยหยัน ขณะที่เธอกำลังตั้งแผนที่จะให้คำพูดของเธอเป็นจริง

ความริษยาของ “มะโฮรา” สร้างความตึงเครียดให้กับมะสุหรีอย่างหนักจนทำให้ความเป็นอยู่ของเธอกลับตกอยู่ในความเสี่ยง

เธอถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับดาเร็มบาง และคำสั่งประหารก็ถูกออกมาโดยเจ้าเมืองลังกาวี แม้ว่ามะสุหรีจะยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประหารได้

ในวันที่เธอถูกนำตัวไปประหาร เครื่องมือประหารสารพัดถูกนำมาใช้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับไม่สามารถทำให้ชีวิตของมะสุหรีสิ้นสุดลงได้ เธอทนความเจ็บปวดอย่างเงียบ ๆ และในที่สุดเธอก็พูดขึ้น

“เพียงแค่กริชของบิดาข้าจะทำให้ชีวิตข้าหมดสิ้น… ไม่มีสิ่งใดที่จะปลิดชีวิตข้าได้หากมันไม่ใช่สิ่งนี้” มะสุหรีพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะยิ้มอย่างเศร้า

ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต มะสุหรีได้อธิษฐานและยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง “หากสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง ขอให้เลือดข้าปรากฏเป็นสีขาว และขอสาปแช่งให้เกาะนี้ตกอยู่ในความทุกข์ยากตลอดไป”

เมื่อลมหายใจสุดท้ายของมะสุหรีหลุดออกมา เลือดที่ไหลออกจากร่างของเธอกลับปรากฏเป็นสีขาวเหมือนคำอธิษฐานที่เธอได้พูดออกไป พร้อมกับคำสาปแช่งที่ทำให้เกาะลังกาวีถูกครอบงำด้วยความทุกข์ยาก

ภายหลังจากนั้น หมู่บ้านมาวัตและหมู่บ้านใกล้เคียงถูกกองทัพสยามโจมตีทำลายไปจนสิ้น แม้กระทั่งหาดทรายก็กลายเป็นสีดำจนถึงปัจจุบัน

คำสาปแช่งของมะสุหรียังคงเป็นที่กล่าวขานไปทั่วเกาะลังกาวีและพื้นที่ใกล้เคียง จนเมื่อหลายสิบปีผ่านไป ตำนานของ “พระนางเลือดขาว” ยังคงมีชีวิตอยู่ในทุก ๆ เรื่องเล่าของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การกระทำที่ไม่ยุติธรรมจะต้องได้รับผลลัพธ์ที่ตามมา

แม้ว่า “มะสุหรี” จะถูกใส่ร้ายและต้องเสียชีวิตอย่างโหดร้าย แต่ความจริงและความบริสุทธิ์ของเธอไม่อาจถูกทำลายได้ คำสาปที่เธอทิ้งไว้ทำให้เกาะลังกาวีต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก

และสะท้อนให้เห็นว่าความยุติธรรมจะได้รับการชำระล้างในที่สุด แม้ในเวลาที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือกก็ตาม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องพระนางเลือดขาว เป็นตำนานท้องถิ่นทางภาคใต้ของประเทศไทย ในแถบจังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร สงขลา ตรัง และภูเก็ต โดยสำนวนจังหวัดพัทลุงนับเป็นสำนวนหลักที่แพร่หลายกว้างขวางมานาน ส่วนตำนานแม่เลือดขาวในเกาะลังกาวี เรียกว่ามะห์สุหรี

ยังคงเป็นที่เล่าขานในพื้นที่เกาะลังกาวีและแถบภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในนครศรีธรรมราชและพัทลุง ตำนานนี้เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการกระทำที่ไม่ยุติธรรม การต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ และผลของการกระทำที่ไม่ดี ที่สุดท้ายความจริงก็จะเปิดเผยออกมา พร้อมกับผลที่ต้องรับจากการกระทำที่ไม่ยุติธรรม

นิทานนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ยังคงสอนให้เห็นถึงผลของความริษยาและการใส่ร้าย ว่าผลลัพธ์จากการกระทำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาผู้ที่กระทำไปในที่สุด นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการยืนยันในความจริง ที่สุดท้ายจะได้รับการพิสูจน์ แม้จะต้องผ่านความยากลำบากและการทดสอบที่หนักหน่วงก็ตาม

ตำนานพระนางเลือดขาวมีทั้งการบอกเล่าแบบมุขปาฐะและการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยในส่วนการบันทึก เรียกชื่อหลายอย่าง เช่น เพลา, ตำรา หรือ พระตำรา ซึ่งรวบรวมไว้ในชื่ออย่างเป็นทางการว่า พระตำราบรมราชูทิศเพื่อกัลปนา มีการคัดลอกต่อ ๆ กันมาทำให้สำนวนแตกต่างกัน แล้วเก็บรักษาไว้ในชุมชนต่าง ๆ และตำนานยังเล่าว่าทรงปฏิสังขรณ์และสร้างวัดมากมายทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชถึง 54 วัด กับในจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ภูเก็ต ชุมพรอีกถึง 23 วัด