ลมหนาวพัดกระโชกแรง กวาดเอาหิมะปลิวว่อนราวกับม่านขาวปกคลุมทุกสิ่ง ผืนป่าสนสูงตระหง่านเงียบงัน มีเพียงเสียงกิ่งไม้เสียดสีกันและเสียงหิมะยุบตัวใต้ฝ่าเท้าที่ดังขึ้นเป็นระยะ
ท้องฟ้ามืดสนิท ไร้แสงดาวและจันทร์ โลกทั้งใบดูราวกับกำลังกลั้นหายใจ ท่ามกลางความเงียบงันนี้ มีตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแคนาดาเล่าขานถึงบางสิ่งแฝงตัวอยู่ในเงามืด เฝ้ามอง รอคอย บางสิ่งที่เคลื่อนไหวไปพร้อมสายลมหนาว และกระซิบแผ่วเบาไปกับความเงียบของราตรี กับนิทานพื้นบ้านแคนาดาเรื่องตำนานปีศาจเวนดิโก

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านแคนาดาเรื่องตำนานปีศาจเวนดิโก ปีศาจแห่งความหนาวและความโลภ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าใหญ่ทางตอนเหนือของแคนาดา ค่ำคืนในฤดูหนาวของแคนาดาช่างโหดร้าย ลมหนาวพัดผ่านป่าสน เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังก้องไปทั่วหุบเขา ภายใต้เงามืดของพระจันทร์เดอฟอร์เรสต์ นักล่าแห่งเผ่าพื้นเมือง ยืนอยู่ริมป่าด้วยท่าทีแน่วแน่ เขาต้องออกล่าสัตว์เพื่อนำอาหารกลับไปให้ครอบครัว
ในหมู่บ้าน ไม่มีใครอยากออกไปล่าในช่วงเวลานี้ เพราะพายุหิมะกำลังมา และที่สำคัญมันเป็นดินแดนของเวนดิโก
ผู้เฒ่าของเผ่ามองเขาด้วยสายตาหนักใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังจะไปที่ไหน…”
“ป่าแห่งนั้นมีบางสิ่งที่ไม่ควรถูกปลุกขึ้นมา…” ผู้เฒ่ากล่าว
เดอฟอร์เรสต์หัวเราะเบา ๆ พลางสะพายธนูไว้บนหลัง “ข้าเป็นนักล่า ข้ารู้จักป่าดีกว่าใคร ข้าไม่กลัวเรื่องเล่าเหล่านั้น”
หญิงชราผู้หนึ่งกระซิบขึ้นมาจากข้างกองไฟ “เจ้าพวกหนุ่มน่ะประมาทกันนัก… เวนดิโกไม่ใช่เรื่องเล่าหรอก…”
“เวนดิโกคืออะไร?” เด็กชายคนหนึ่งเอ่ยถามตาเบิกกว้าง
ผู้เฒ่าถอนหายใจ ก่อนจะเล่าเสียงแผ่วเบา “มันคือปีศาจแห่งความหิวโหย… มันเป็นเงาของผู้ที่เคยเป็นมนุษย์ แต่ถูกความโลภและความหนาวกลืนกิน พวกมันออกล่าในคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำ และกระซิบเสียงเบา ๆ ให้ผู้หลงทางยอมแพ้ต่อความหิว…”
“เงาของมันสูงกว่าต้นไม้ ตาของมันแดงก่ำ และซี่โครงของมันโผล่พ้นผิวหนังราวกับร่างที่ไม่มีวันอิ่ม…”
“และเมื่อมันเลือกเจ้าเป็นเหยื่อแล้ว… มันจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป…”
ไฟในกองไฟแตกเปรี๊ยะ เสียงลมพัดผ่านหมู่บ้าน เด็กชายคนนั้นรีบซุกตัวใกล้แม่ของเขา แต่เดอฟอร์เรสต์เพียงแค่ยิ้มจาง ๆ “เรื่องพวกนี้อาจทำให้เด็กกลัว แต่ไม่ใช่ข้า”
เขาหันหลังให้ผู้เฒ่า ก่อนจะเดินหายเข้าไปในป่ามืด
หิมะเริ่มตกหนักขึ้นทุกก้าวที่เดอฟอร์เรสต์เดินเข้าไปในป่า ร่องรอยสัตว์เริ่มเลือนหายไปในหิมะ ทำให้การล่าของเขายากขึ้นทุกที “แค่ข้าหากวางหรือกวางมูสได้สักตัว ครอบครัวข้าก็จะมีอาหารพอไปอีกหลายสัปดาห์”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สัตว์ป่ากลับเงียบหายไปจากรอบตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งน่ากลัวยิ่งกว่ามนุษย์กำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
จากนั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นระหว่างต้นไม้ “เจ้าหิวหรือไม่…”
เดอฟอร์เรสต์ชะงัก ขนบนต้นคอของเขาลุกชัน เขากวาดตามองไปรอบ ๆ “เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้…” เขาพยายามปลอบใจตัวเอง แต่เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้ขึ้น
“ข้ารู้ว่าเจ้าหิว… ข้าช่วยเจ้าได้นะ…” เดอฟอร์เรสต์ขมวดคิ้วแน่น มือกำด้ามมีดแน่นขึ้น เขามองไปรอบตัว แต่มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่และเงาสะท้อนบนหิมะเท่านั้น
แต่แล้ว… เงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างต้นไม้
มันสูงผิดมนุษย์ ผอมแห้งเหมือนซากศพ ตาแดงวาบราวกับเปลวไฟ “…เวนดิโก”
มันยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมองเขา และแสยะยิ้มกว้างเกินกว่าที่มนุษย์จะทำได้ “หนาวนักใช่ไหม…”
เสียงนั้นก้องอยู่ในหัวของเขา แม้ริมฝีปากของมันจะไม่ขยับ เสียงนั้นเย็นยะเยือกและกดดันราวกับกำลังแทรกซึมเข้าไปในจิตใจ
เดอฟอร์เรสต์พยายามก้าวถอยหลัง แต่ร่างกายของเขาหนักขึ้น หิมะรอบตัวดูเหมือนจะสูงขึ้น และแรงในร่างของเขากำลังถูกดึงออกไปทีละน้อย “ข้าจะทำให้เจ้าหยุดหิว… เจ้าก็แค่ต้องยอมรับสิ่งที่เจ้ากลัวที่สุดเท่านั้น…”
ความมืดเริ่มเข้าครอบงำจิตใจเขา เวนดิโกก้าวเข้าใกล้ ร่างของมันดูสูงขึ้น ใหญ่ขึ้น เสียงกระซิบรอบตัวดังขึ้นเรื่อย ๆ
“กินสิ… กินเนื้อของพวกเดียวกัน แล้วเจ้าจะไม่หิวอีกต่อไป…” หัวใจของเดอฟอร์เรสต์เต้นแรงเขาจะต้องสู้กับมันให้ได้
แต่แล้ว… ภาพเบื้องหน้าของเขาก็เริ่มพร่ามัว และเงาของปีศาจก็กลืนกินทุกสิ่งรอบตัวเขาไป

ลมหายใจของเดอฟอร์เรสต์หนักขึ้น หัวใจเต้นแรงราวกับจะกระแทกออกจากอก ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก แต่สิ่งที่ทำให้เขาหวาดหวั่นยิ่งกว่าความหนาว คือเสียงกระซิบที่ยังดังอยู่ในหัวของเขา “เจ้าหิวใช่ไหม… เจ้าหนาว… เจ้าต้องกิน…”
เงาของเวนดิโกเคลื่อนตัวเข้าใกล้ ตาของมันเรืองแสงสีแดง ลึกลงไปในเบ้าตาที่ไร้ชีวิต เสียงหิมะกรอบแกรบดังขึ้นเมื่อมันก้าวผ่านพื้นป่าที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง
เดอฟอร์เรสต์พยายามก้าวถอยหลัง แต่ขาของเขาหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนถูกบางสิ่งตรึงเอาไว้
“กินเสียเถอะ… แล้วเจ้าจะรอด…”
ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเขาภาพของครอบครัว ภรรยาและลูก ๆ ของเขากำลังรอคอยเขากลับบ้านพร้อมอาหารที่เขาสัญญาว่าจะหาให้
“ไม่… ข้าจะไม่ยอมเป็นเหยื่อของเจ้า” เดอฟอร์เรสต์กัดฟันสุดแรง มือของเขาสั่น แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขาหยิบมีดล่าสัตว์ขึ้นมา แล้วแทงลงไปที่แขนของตัวเอง! ฉึก!
ความเจ็บแล่นไปทั่วร่าง เลือดอุ่น ๆ ไหลลงบนหิมะสีขาว ความเจ็บปวดนั้นทำให้เขาตื่นจากภวังค์ เสียงกระซิบของเวนดิโกสะดุดไปชั่วครู่ “ไม่… ข้าไม่ใช่เจ้าสัตว์เดรัจฉาน ข้าเป็นมนุษย์!”
เวนดิโกคำรามเสียงต่ำ ความมืดรอบตัวเหมือนจะบีบเข้าหาเดอฟอร์เรสต์ เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนของความหิวโหย “งั้นเจ้าก็ต้องตาย!”
เวนดิโกพุ่งเข้าหาเดอฟอร์เรสต์ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เงาของมันแผ่ขยายราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง แต่เดอฟอร์เรสต์รวบรวมเรี่ยวแรงสุดท้าย คว้าไฟแช็กที่เหน็บไว้ในเสื้อขนสัตว์ของเขา แล้วจุดขึ้นมาทันที!
เปลวไฟลุกโชนขึ้นกลางความมืด
เวนดิโกกรีดร้องดวงตาของมันลุกเป็นไฟราวกับถูกเผาไหม้ ร่างของมันสะบัดไปมาเมื่อเปลวไฟสะท้อนเข้าตา มันถอยหลังด้วยความโกรธและความหวาดกลัว
เดอฟอร์เรสต์ไม่รอช้า เขาเผาอาหารที่เหลือของเขาทิ้งลงบนหิมะ! “ถ้าข้าไม่มีอาหาร เจ้าก็ไม่มีสิ่งล่อข้าอีก!”
เปลวไฟลุกขึ้น หิมะรอบตัวสะท้อนแสงสีส้มเข้ม เงาของเวนดิโกดูเหมือนจะหดตัวลงราวกับมันกำลังสูญเสียพลังอำนาจ
มันกรีดร้อง “เจ้าไม่อาจหนีข้าไปได้! ข้าจะรอ… ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะอ่อนแอลงอีกครั้ง…”
เดอฟอร์เรสต์พุ่งตัวออกจากจุดนั้น วิ่งผ่านต้นไม้ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งโดยไม่หันหลังกลับ เสียงของเวนดิโกยังดังอยู่ไกล ๆ แต่ยิ่งเขาวิ่งออกจากป่า เสียงนั้นก็เริ่มแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็พ้นจากป่าแห่งเงามืด
แสงแรกของรุ่งอรุณสาดลงบนใบหน้าของเขา เดอฟอร์เรสต์ล้มลงกับพื้นหิมะ ร่างของเขาสั่นสะท้าน แต่เขายังมีชีวิตอยู่
แต่บางอย่างเปลี่ยนไป เขาไม่เคยเป็นคนเดิมอีกเลย
คืนไหนที่ลมพัดแรง หรือหิมะตกหนัก เขาจะได้ยินเสียงกระซิบจากป่า… “เจ้าหนาวไหม… เจ้าหิวหรือเปล่า…”
แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น เขาจะกำหมัดแน่น และกระซิบตอบกลับไปเบา ๆ “ข้าไม่ใช่เจ้า… และข้าจะไม่มีวันเป็นเจ้า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความหิวโหยและความสิ้นหวังอาจทำให้มนุษย์กลายเป็นปีศาจได้ แต่ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงคือผู้ที่ไม่ยอมให้ความมืดครอบงำจิตใจ”
เวนดิโกเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ ความหิวไม่รู้จบ และด้านมืดของมนุษย์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกคนที่อ่อนแอ หากจิตใจไม่มั่นคง เราอาจตกเป็นเหยื่อของมันโดยไม่รู้ตัว แต่เดอฟอร์เรสต์พิสูจน์ให้เห็นว่า จิตใจที่แข็งแกร่งสามารถเอาชนะความมืดได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับมันโดยตรงก็ตาม
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านแคนาดาเรื่องตำนานปีศาจเวนดิโก (อังกฤษ: Wendigo) ตำนานมีต้นกำเนิดจากความเชื่อของชนเผ่าพื้นเมืองในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าแอลกอนเควียน (Algonquian) ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตป่าทางตอนเหนือของแคนาดาและสหรัฐฯ ตำนานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องกับความหิวโหย ความโลภ และผลลัพธ์ของการกินเนื้อมนุษย์
เวนดิโกถูกกล่าวขานว่าเป็นปีศาจแห่งความหิวโหย ซึ่งเกิดขึ้นจากมนุษย์ที่ละเมิดข้อห้ามสูงสุดของเผ่าพื้นเมืองการกินเนื้อมนุษย์ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนอาหาร โดยเชื่อกันว่าเมื่อมนุษย์กินเนื้อพวกเดียวกันจิตวิญญาณของพวกเขาจะถูกสาปให้กลายเป็นเวนดิโก ร่างของพวกมันจะผอมแห้งแต่กลับมีพลังมหาศาล ดวงตาสีแดงลุกโชน และไม่เคยอิ่มท้องอีกเลย
ตำนานนี้ถูกเล่าต่อกันมาเพื่อเตือนผู้คนในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้าย ไม่ให้ยอมแพ้ต่อความหิวจนกระทำในสิ่งที่ผิด เวนดิโกยังเป็นสัญลักษณ์ของความโลภและการไม่รู้จักพอ บางเผ่าเชื่อว่าเวนดิโกไม่ได้เกิดจากการกินเนื้อมนุษย์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้จากจิตใจที่เต็มไปด้วยความโลภและการแสวงหาสิ่งต่าง ๆ โดยไม่สนใจผู้อื่น
ในยุคปัจจุบัน ตำนานเวนดิโกยังคงมีอิทธิพลในวัฒนธรรมป๊อป เช่น วรรณกรรม ภาพยนตร์ และเกมต่าง ๆ เรื่องราวของมันยังคงถูกใช้เป็นเครื่องเตือนใจว่าหากมนุษย์ปล่อยให้ความหิวไม่ว่าจะเป็นความหิวทางร่างกายหรือความหิวกระหายในอำนาจเข้าครอบงำ เราอาจกลายเป็นปีศาจได้โดยไม่รู้ตัว
“ความหิวโหยอาจฆ่าร่างกาย แต่ความโลภจะกัดกินจิตวิญญาณตลอดกาล”