ในโลกที่ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของกษัตริย์อาจมอดดับลงได้ทุกเมื่อ ความหวังสุดท้ายที่เหลืออยู่กลับซ่อนตัวอยู่ในตำนานไกลโพ้นที่มีเพียงผู้กล้าหัวใจบริสุทธิ์เท่านั้นจะเข้าถึง
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการออกตามหาน้ำวิเศษของเจ้าชายสามพี่น้อง ที่ต้องเผชิญกับการทดสอบระหว่างความโอหังกับความอ่อนน้อม ท่ามกลางเส้นทางที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์และการทรยศที่เดิมพันด้วยบัลลังก์และชีวิต กับนิทานกริมม์เรื่องน้ำแห่งชีวิต

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องน้ำแห่งชีวิต
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระประชวรหนักจนไม่มีผู้ใดเชื่อว่าพระองค์จะทรงมีชีวิตรอดต่อไปได้ พระโอรสทั้งสามพระองค์ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาพากันลงไปในสวนของพระราชวังและนั่งร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า
ขณะนั้นเองพวกเขาได้พบกับชายชรา คนหนึ่งเข้ามาถามถึงสาเหตุแห่งความทุกข์ เมื่อชายชราได้รับรู้ว่ากษัตริย์กำลังจะสิ้นใจเพราะไม่มีสิ่งใดรักษาได้ เขาจึงบอกความลับว่า “ข้ารู้จักวิธีรักษาเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ น้ำแห่งชีวิต หากพระองค์ได้ดื่มจะทรงกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ทว่าน้ำนี้ยากยิ่งนักที่จะหาพบ”
เจ้าชายคนโตได้ยินดังนั้นก็คิดในใจว่า “ถ้าข้าเป็นผู้นำน้ำนี้มาได้ ข้าจะเป็นที่รักที่สุดของท่านพ่อและจะได้สืบทอดราชอาณาจักร” เขาจึงรีบไปเข้าเฝ้ากษัตริย์เพื่อขออนุญาตออกตามหา แม้กษัตริย์จะทรงท้วงด้วยความห่วงใยว่าอันตรายเกินไปและยอมตายเสียดีกว่า แต่เจ้าชายก็อ้อนวอนจนพระองค์ยอมตกลง
หลังจากเจ้าชายคนโตขี่ม้าออกไปได้ไม่นาน เขาได้พบกับคนแคระ ตนหนึ่งยืนอยู่กลางถนนและร้องทักว่า “ท่านจะรีบไปไหนรึ?”
ด้วยความหยิ่งยโสเจ้าชายจึงตอบกลับอย่างดูถูกว่า “ไอ้กุ้งฝอยตัวจิ๋ว มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า!” แล้วควบม้าจากไป ทว่าคนแคระโกรธมากจึงสาปแช่งเขา เมื่อเจ้าชายเข้าสู่หุบเขา ยิ่งเขาขี่ไปลึกเท่าไหร่ ภูเขาก็ยิ่งบีบตัวเข้าหากันจนถนนแคบลงเรื่อย ๆ
ในที่สุดเขาก็ติดอยู่ในซอกเขาจนไม่สามารถขยับไปข้างหน้า ถอยหลัง หรือแม้แต่ลงจากหลังม้าได้ เขาถูกขังอยู่ที่นั่นราวกับอยู่ในคุก
เมื่อเวลาผ่านไปกษัตริย์ทรงเฝ้ารอแต่ลูกคนโตไม่กลับมาเจ้าชายคนรอง จึงขออาสาไปบ้าง โดยแอบหวังว่า “ถ้าพี่ชายข้าตาย ราชอาณาจักรจะต้องตกเป็นของข้า” เขาออกเดินทางไปตามเส้นทางเดิมและพบคนแคระตนเดิมที่ถามคำถามเดิม
แต่เขาก็ยังตอบอย่างโอหังว่า “ไอ้กุ้งฝอยตัวน้อย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า” และควบม้าไปโดยไม่ชายตามอง ผลสุดท้ายเขาจึงถูกคนแคระร่ายมนตร์ใส่จนเข้าไปติดอยู่ในซอกเขาที่เคลื่อนไปไหนไม่ได้เช่นเดียวกับพี่ชายของเขา นี่คือจุดจบของผู้ที่ลำพองตน

เมื่อลูกชายคนที่สองก็เงียบหายไปเจ้าชายองค์เล็ก จึงขออาสาออกตามหาน้ำแห่งชีวิตบ้าง จนในที่สุดกษัตริย์ก็ทรงยอมปล่อยเขาไป เมื่อเขาพบกับคนแคระและถูกถามว่าเหตุใดจึงรีบเร่งเพียงนี้
เขาหยุดม้าและตอบด้วยความนอบน้อมว่า “ข้ากำลังตามหาน้ำแห่งชีวิตเพื่อมารักษาท่านพ่อที่ป่วยใกล้สิ้นใจ” เมื่อคนแคระเห็นว่าเขาไม่มีความหยิ่งยโสเหมือนพี่ ๆ จึงบอกทางให้ว่าน้ำนั้นพุ่งมาจากน้ำพุในลานกลาง ปราสาทต้องมนตร์
คนแคระมอบ “คทาเหล็ก” และ “ขนมปังก้อนเล็ก 2 ก้อน” ให้พร้อมคำแนะนำ “จงใช้คทาเคาะประตูเหล็กของปราสาท 3 ครั้ง ประตูจะเปิดออก ข้างในจะมีสิงโตสองตัวอ้าปากค้างอยู่ ให้โยนขนมปังให้ตัวละก้อนพวกมันจะสงบลง จากนั้นเจ้าต้องรีบไปตักน้ำแห่งชีวิตและออกมาก่อนที่นาฬิกาจะตีสิบสองครั้ง มิฉะนั้นประตูจะปิดตายและเจ้าจะถูกขังไว้”
เจ้าชายคนเล็กกล่าวขอบคุณและเดินทางไปจนถึงปราสาท ทุกอย่างเป็นไปตามที่คนแคระบอก เขาใช้คทาเคาะประตูจนเปิดออกและป้อนขนมปังให้สิงโตจนเข้าไปด้านในได้ เขาเดินเข้าสู่ห้องโถงใหญ่อันหรูหรา พบเจ้าชายหลายพระองค์ที่ถูกสาปจึงถอดแหวนจากนิ้วพวกเขามา และเก็บดาบกับขนมปังหนึ่งก้อน ที่วางอยู่ติดตัวไปด้วย
จากนั้นเขาพบห้องที่มีหญิงสาวผู้งดงาม เธอดีใจอย่างยิ่งและจูบเขาพร้อมบอกว่าเขาได้ช่วยเธอพ้นจากคำสาป เธอสัญญาว่าจะยกอาณาจักรให้และจะจัดงานแต่งงานหากเขากลับมาหาในอีกหนึ่งปี พร้อมบอกทางไปน้ำพุและย้ำให้เขารีบตักน้ำก่อนเที่ยงคืน
เจ้าชายเดินต่อไปจนพบห้องที่เตียงนุ่มและสะอาด ด้วยความเหนื่อยล้าเขาจึงนอนลงและเผลอหลับไป เมื่อตื่นขึ้นนาฬิกากำลังตีเวลาสิบเอ็ดโมงสี่สิบห้านาที (ขาดอีก 15 นาทีเที่ยงคืน)
เขาตกใจสุดขีด รีบวิ่งไปที่น้ำพุ ตักน้ำใส่จอกที่วางอยู่ใกล้ ๆ แล้วพุ่งออกไปที่ประตูเหล็กทันที ขณะที่เขากำลังก้าวพ้นประตู นาฬิกาก็ตีสิบสองครั้งพอดี ประตูเหล็กงับลงอย่างรุนแรงจนส้นเท้าของเขาหลุดติดไปกับประตูเล็กน้อย แต่เขาก็ยังดีใจที่ได้น้ำแห่งชีวิตมาครองและเตรียมเดินทางกลับบ้านเพื่อช่วยท่านพ่อ

หลังจากหนีออกจากปราสาทมาได้ เจ้าชายคนเล็กได้พบกับคนแคระอีกครั้ง เมื่อคนแคระเห็นดาบและก้อนขนมปัง ที่เขานำมา ก็บอกว่า “ด้วยดาบนี้เจ้าจะสามารถสังหารกองทัพได้ทั้งกองทัพ และขนมปังนี้จะไม่มีวันหมด” แต่เจ้าชายไม่อาจกลับบ้านไปหาพ่อโดยทิ้งพี่ชายไว้ได้
เขาจึงอ้อนวอนขอให้คนแคระปล่อยพี่ชายทั้งสอง คนแคระยอมทำตามแต่เอ่ยเตือนว่า “จงระวังพวกเขาให้ดี เพราะพวกเขามีหัวใจที่ชั่วร้าย”
เมื่อพี่ชายทั้งสองถูกปล่อยออกมา เจ้าชายคนเล็กก็ดีใจและเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ทั้งเรื่องน้ำแห่งชีวิต เจ้าหญิงผู้งดงามที่รอแต่งงาน และอาณาจักรที่เขาจะได้รับ
ระหว่างทางกลับบ้าน พวกเขาเดินทางผ่านเมือง 3 เมืองที่กำลังเกิดสงครามและข้าวยากหมากแพงจนกษัตริย์เมืองนั้นท้อแท้ เจ้าชายคนเล็กจึงมอบขนมปังวิเศษเลี้ยงคนทั้งเมือง และมอบดาบวิเศษให้ใช้ปราบศัตรูจนทั้ง 3 เมืองกลับมาสงบสุข
ต่อมาทั้งสามพี่น้องได้ลงเรือล่องข้ามทะเล ในระหว่างทาง พี่ชายสองคนแอบคุยกันด้วยความริษยาว่า “น้องเล็กเป็นคนพบน้ำแห่งชีวิต ท่านพ่อต้องยกอาณาจักรที่ควรเป็นของเราให้มันแน่ ๆ” พวกเขาจึงวางแผนชั่วร้าย โดยรอจนน้องชายหลับลึก แล้วแอบเทน้ำแห่งชีวิตออกจากถ้วยไปเป็นของตนและเติมน้ำทะเลรสเค็ม ลงไปในถ้วยของน้องชายแทน
เมื่อถึงบ้าน น้องชายคนเล็กนำถ้วยไปถวายกษัตริย์ แต่ทันทีที่กษัตริย์ดื่มน้ำทะเลรสเค็มเข้าไป พระองค์ก็ประชวรหนักยิ่งกว่าเดิม ขณะที่กษัตริย์กำลังคร่ำครวญ
พี่ชายทั้งสองก็เข้ามาใส่ร้ายน้องชายว่า “มันตั้งใจจะวางยาพิษท่านพ่อ!” แล้วพวกเขาก็ส่งน้ำแห่งชีวิตของจริงให้กษัตริย์ดื่ม เพียงแค่จิบเดียว กษัตริย์ก็ทรงรู้สึกว่าความเจ็บป่วยมลายหายไป และกลับมาแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าเหมือนสมัยหนุ่มๆ อีกครั้ง
หลังจากนั้น พี่ชายทั้งสองได้ไปเยาะเย้ยน้องชายว่า “แกเป็นคนหามาแท้ๆ แต่พวกข้ากลับเป็นคนได้ผลประโยชน์ แกน่าจะตาไวมากกว่านี้นะ พวกข้าขโมยมันมาตอนแกหลับกลางทะเลเองแหละ”
พร้อมทั้งขู่เข็ญว่า “ห้ามบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อเด็ดขาด เพราะตอนนี้ท่านไม่เชื่อใจแกแล้ว ถ้าแกพูดแม้แต่คำเดียว แกจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”

กษัตริย์ทรงกริ้วลูกชายคนเล็กมาก เพราะเชื่อว่าเขาคิดปองร้าย จึงเรียกประชุมสภาและตัดสินโทษให้ประหารชีวิตเขาอย่างลับ ๆ วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายออกไปล่าสัตว์โดยไม่ระแวง นายพรานที่ตามไปด้วยมีสีหน้าเศร้าหมองมากจนเจ้าชายถามความจริง
นายพรานจึงสารภาพทั้งน้ำตาว่า “กษัตริย์สั่งให้ข้าสังหารท่าน” เจ้าชายคนเล็กตกใจแต่ก็มีสติและขอชีวิตโดยการ ขอสลับชุดราชวงศ์กับชุดธรรมดาของนายพราน นายพรานยอมตกลงและปล่อยเจ้าชายหนีเข้าป่าไป ส่วนตนเองก็กลับไปรายงานกษัตริย์
เวลาผ่านไป มีขบวนรถบรรทุกทองคำและอัญมณีส่งมาให้กษัตริย์ถึง 3 ขบวน เพื่อขอบคุณเจ้าชายคนเล็กที่เคยช่วยเมืองทั้ง 3 ไว้ด้วยดาบและขนมปังวิเศษ กษัตริย์เริ่มตระหนักว่า “หรือลูกข้าจะเป็นผู้บริสุทธิ์?”
และทรงคร่ำครวญว่าเสียดายที่สั่งฆ่าลูกไป นายพรานจึงรีบบอกความจริงว่าเจ้าชายยังมีชีวิตอยู่ กษัตริย์ทรงดีใจมากราวกับยกภูเขาออกจากอก และประกาศไปทั่วทุกแผ่นดินให้ลูกชายกลับมารับความโปรดปราน
ทางด้านเจ้าหญิงในปราสาทต้องมนตร์ ได้สั่งให้สร้างถนนสีทองสว่างไสว ทอดตรงสู่ปราสาท และสั่งทหารว่า “ใครที่ขี่ม้าตรงมาบนกึ่งกลางถนนทองคำคือเนื้อคู่ที่แท้จริงให้เปิดประตูรับทันที แต่ใครที่ขี่เลี่ยงไปข้างทางคือตัวปลอม ห้ามรับเด็ดขาด”
พี่ชายคนโตมาถึงก่อน เห็นถนนทองคำก็คิดว่า “น่าเสียดายถ้าจะขี่ม้าย่ำลงไปบนทอง” เขาจึงขี่ม้าเลี่ยงไปทางด้านขวา ทหารจึงไล่เขาไป
พี่ชายคนรองตามมา เห็นถนนทองคำก็คิดแบบเดียวกันว่าไม่ควรเหยียบทองให้พัง จึงขี่ม้าเลี่ยงไปทางด้านซ้ายทหารก็ไล่เขาไปเช่นกัน
น้องชายคนเล็กเมื่อครบกำหนด 1 ปี เขาควบม้ามาด้วยความคิดถึงเจ้าหญิงอย่างที่สุดจนไม่ทันได้สังเกตเห็นถนนทองคำเลย เขาควบม้าตรงรี่ขึ้นไปบนกึ่งกลางถนนทองคำจนถึงประตู
เจ้าหญิงต้อนรับเขาด้วยความยินดีปรีดา และประกาศว่าเขาคือผู้ช่วยชีวิตและเป็นเจ้าของอาณาจักร หลังจากแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ เจ้าชายได้กลับไปหาพระบิดาและเล่าความจริงทั้งหมดว่าโดนพี่ชายทรยศอย่างไร แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเงียบมาตลอด
กษัตริย์ทรงต้องการจะลงโทษพี่ชายทั้งสอง แต่พวกเขาก็ชิงหนีลงเรือออกทะเลไปและไม่เคยกลับมาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยตลอดกาล

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความอ่อนน้อมถ่อมตนและการมีจิตใจที่สัตย์ซื่อคือขุมทรัพย์ที่แท้จริงของชีวิต เพราะในขณะที่ความโลภและความทะเยอทะยานอาจนำมาซึ่งอำนาจเพียงชั่วคราว
เหมือนดั่งพี่ชายทั้งสอง แต่สุดท้ายความหยิ่งยโสกลับกลายเป็นกรงขังที่กักขังตนเองไว้ในหุบเขาแห่งความโดดเดี่ยว ผิดกับเจ้าชายคนเล็กที่ใช้ความเมตตาและหยิบยื่นไมตรีให้แก่ผู้อื่น แม้จะถูกทรยศหักหลังหรือต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงใด ความดีที่เขาได้หว่านไว้ผ่านการช่วยเหลือผู้คนที่ยากไร้และการซื่อตรงต่อความรัก ก็จะกลายเป็นถนนทองคำที่ทอดยาวกลับมานำทางให้เขาได้รับความยุติธรรมและพบกับความสุขที่ยั่งยืนในที่สุด
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องน้ำแห่งชีวิต (อังกฤษ: The Water of Life) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านที่แพร่หลายในแถบยุโรปและเอเชียกลาง โดยถูกรวบรวมและตีพิมพ์ครั้งแรกโดยพี่น้องกริมม์ในหนังสือ Children’s and Household Tales ลำดับที่ 097 KHM ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างนิทานแบบดั้งเดิมที่เน้นเรื่องการทดสอบคุณธรรมของพี่น้องสามคน
ในเชิงสัญลักษณ์ “น้ำแห่งชีวิต” เปรียบเสมือนเป้าหมายสูงสุดที่มนุษย์ปรารถนา ซึ่งมักจะถูกเฝ้าโดยสัตว์ร้ายหรืออยู่ในปราสาทต้องมนตร์ที่เข้าถึงยาก โดยผู้ที่จะพิชิตมันได้ไม่ใช่ผู้ที่มีพละกำลังหรือความโลภ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความเมตตาและความอ่อนน้อมต่อผู้ที่ด้อยกว่า ดังเช่นตัวละครคนแคระที่เป็นผู้ทดสอบจิตใจ
นอกจากนี้ เรื่องราวยังมีความคล้ายคลึงกับตำนานในวัฒนธรรมอื่น เช่น เรื่อง “นกวิเศษ” หรือ “น้ำพุแห่งความเยาว์วัย” ซึ่งล้วนใช้การผจญภัยเป็นบทเรียนสอนใจให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์อาจนำมาซึ่งความลำบากในเบื้องต้น แต่ในท้ายที่สุดความจริงจะปรากฏและนำพาผู้ชนะที่แท้จริงไปสู่ความสำเร็จ
คติธรรม: “ความอ่อนน้อมถ่อมตนเปิดประตูสู่ปาฏิหาริย์ แต่ความหยิ่งยโสจะปิดตายหนทางของตนเอง”

