ในโลกที่ผืนน้ำไม่ได้มีเพียงความเย็นฉ่ำ แต่ยังเป็นที่สิงสถิตของสิ่งเร้นลับที่คอยลักพาตัวผู้เคราะห์ร้ายลงสู่ก้นบ่อลึกที่ไร้แสงตะวัน
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงสองพี่น้องที่ตกเป็นทาสของภูติน้ำใจร้าย และต้องใช้ไหวพริบหนีตายจากเงื้อมมืออสูรกายที่ไล่กวดตามหลังมาอย่างไม่ลดละ กับนิทานกริมม์เรื่องภูติน้ำ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องภูติน้ำ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในชายป่าที่เงียบสงัด มีบ่อน้ำเก่าแก่ที่มีตะไคร่น้ำเกาะหนาแน่นจนดูเหมือนปากทางสู่โลกอีกใบ สองพี่น้องคู่หนึ่งกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนานรอบขอบบ่อนั้น
โดยหารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผิวน้ำมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องอยู่ ด้วยความซุกซนและไม่ทันระวัง ทั้งคู่ก้าวพลาดและลื่นไถลตกลงไปในบ่อพร้อมกัน เสียงกรีดร้องถูกกลืนหายไปกับสายน้ำที่เย็นเฉียบ
แทนที่จะจมน้ำตาย ทั้งคู่กลับหล่นลงมาบนพื้นดินที่ชุ่มฉ่ำในเมืองบาดาลลึกลับ ทันใดนั้น “ภูติน้ำ” ตนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ผิวของนางซีดเผือด ผมยาวรุงรังเหมือนสาหร่าย
นางแสยะยิ้มจนเห็นฟันแหลมคมแล้วประกาศด้วยเสียงแหบพร่าว่า “ในที่สุดข้าก็ได้ทาสมาเพิ่ม! ต่อไปนี้พวกเจ้าคือสมบัติของข้า และต้องทำงานหนักให้ข้าไปจนชั่วกัลปาวสาน!” ก่อนจะลากตัวเด็กน้อยทั้งสองเข้าสู่กระท่อมโคลนใต้น้ำของนาง
เสียงหัวเราะของสองพี่น้องเงียบกริบลงทันทีที่ร่างของพวกเขามุดพ้นผิวน้ำที่เย็นจัดลงมาสู่ก้นบ่ออันมืดมิด ท่ามกลางความสลัว ภูติน้ำร่างมหึมานัยน์ตาสีเหลืองขุ่นจ้องมองมาที่พวกเขาพลางหัวเราะเสียงแหลมราวกับเข็มทิ่มแก้วหู
“ยินดีต้อนรับสู่กรงขังใต้น้ำของข้า!” ภูติน้ำตวาดพลางใช้มือที่ยาวเก้งก้างคว้าคอเสื้อเด็กทั้งสอง “พวกเจ้าคิดว่าบ่อน้ำนี้มีไว้แค่ให้เด็กซนๆ มาวิ่งเล่นงั้นรึ? นับจากนี้ไป ลมหายใจของพวกเจ้าเป็นของข้า พลังงานของพวกเจ้าเป็นของข้า… จนกว่าข้าจะเบื่อ หรือจนกว่าพวกเจ้าจะแตกสลายไปเอง!”
เด็กหญิงตัวสั่นพยายามอ้อนวอน “ปล่อยเราไปเถอะท่าน เราแค่เผลอตกลงมา”
ภูติน้ำแสยะยิ้มจนเห็นเหงือกสีม่วง “ปล่อยรึ? ทาสที่ตกลงมาถึงนี่ไม่เคยมีคำว่าปล่อย! ไปทำงานซะ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจกินพวกเจ้าเป็นอาหารมื้อค่ำ!”
งานที่ภูติน้ำมอบหมายไม่ใช่แค่ยาก แต่มันคือการทรมานทางจิตใจ ภูติน้ำโยนตะกร้าป่านที่เต็มไปด้วยโคลนและเศษสาหร่ายเน่าให้เด็กหญิง “ปั่นมันให้เป็นไหมเส้นละเอียดที่สุด ถ้าข้ากลับมาแล้วยังมีรอยเปื้อน ข้าจะขังเจ้าไว้ในถังน้ำรูรั่วนี้ให้ขาดใจตาย!”
นางสำรอกคำขู่แถมยังต้องแบกถังไม้ที่ “มีรูรั่ว” เดินไปตักน้ำจากน้ำตกใต้ดินมาเติมในโอ่งใหญ่ที่ไม่มีวันเต็ม
ขณะเดียวกัน นางลากเด็กชายไปที่ป่าหินใต้น้ำแล้วยื่นขวานที่บิ่นและสนิมเขรอะให้ “จามต้นไม้หินพวกนี้ให้ล้ม! ถ้าขวานหัก หรือเจ้าอู้งาน ข้าจะให้เจ้ากินแต่ก้อนแป้งผสมทรายนี่ไปตลอดชีวิต!”

เด็กชายกัดฟันสับขวานลงบนไม้หินจนมือแตกเลือดซิบ เขาหันไปกระซิบกับพี่สาวในความมืด “พี่ครับ เราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ภูติน้ำนี่มันไม่เห็นเราเป็นคนเลย มันเห็นเราเป็นแค่ตุ๊กตาไม้ที่ไม่มีชีวิต”
พี่สาวปาดน้ำตาแล้วตอบเบาๆ “รอจังหวะก่อนน้องรัก วันอาทิตย์นี้เมื่อนางไปที่โบสถ์ผีสางของนาง… นั่นคือโอกาสเดียวที่เราจะรอด”
มื่อวันอาทิตย์เวียนมาถึง ภูติน้ำแต่งกายด้วยชุดสีคล้ำแลดูน่าขนลุก นางหันมาขู่สำทับเป็นครั้งสุดท้าย “พวกเจ้าจงทำงานไป อย่าได้คิดตลบแตลง ข้าจะไปสวดภาวนาต่อเจ้าแห่งสายน้ำ หากข้ากลับมาแล้วงานไม่เสร็จ… ข้าจะถลกหนังพวกเจ้ามาทำเป็นผ้าปูโต๊ะ!”
ทันทีที่นางลับสายตาไป สองพี่น้องก็ไม่รอช้า พวกเขาคว้าของสามอย่างที่แอบซ่อนไว้ใต้วิหารโคลน แล้ววิ่งทะยานขึ้นสู่ปากบ่ออย่างไม่คิดชีวิต
“เร็วเข้า! ข้าได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อม นางรู้ตัวแล้ว!” เด็กชายตะโกน ภูติน้ำที่เพิ่งถึงโบสถ์สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของน้ำที่ผิดปกติ
นางคำรามลั่นจนผิวน้ำด้านบนเป็นฟองเดือด “ไอ้พวกหนอนบ่อนไส้! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร!” ภูติน้ำพุ่งตัวตามล่าด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ ก้าวยาวๆ ของนางใกล้เข้ามาจนเห็นเงาสีเขียวทาบทับหลังเด็กๆ เด็กหญิงตัดสินใจโยน “แปรงผม” ข้ามไหล่ไปทันที!
พริบตาเดียว ขนแปรงแต่ละเส้นพุ่งทะลุพื้นดินกลายเป็น “ขุนเขาขวากหนาม” นับแสนเล่ม ภูติน้ำแผดเสียงด้วยความเจ็บปวดเมื่อหนามแหลมทิ่มแทงผิวหนังของนาง
“ไอ้เด็กแสบ! หนามพวกนี้หยุดข้าไม่ได้หรอก!” นางใช้กรงเล็บตะกุยและเหยียบย่ำภูเขาหนามจนเลือดสีเขียวคล้ำนองพื้น แต่ก็ยังกัดฟันข้ามมาได้ในที่สุด
“มันข้ามมาได้แล้วพี่!” เด็กชายร้องเสียงหลง เขาจึงขว้าง “หวี” ออกไปสุดแรง หวีเล่มนั้นขยายตัวเป็น “เทือกเขาซี่หยัก” ที่คมกริบราวกับใบมีดเรียงรายกันนับพันชั้น ภูติน้ำต้องใช้พละกำลังทั้งหมดในการปีนป่าย
ซี่หวีบาดลึกเข้าไปในร่างกายแต่นางก็ไม่ยอมแพ้ “ต่อให้ข้าต้องคลานไป ข้าก็จะลากพวกเจ้ากลับลงขุมนรกให้ได้!” นางตะเกียกตะกายจนพ้นเขตภูเขาหวีมาได้ และเหลือระยะห่างเพียงไม่กี่ช่วงตัว
ในวินาทีที่กรงเล็บของภูติน้ำเกือบจะคว้าคอเด็กชายไว้ได้ เด็กหญิงก็โยน “กระจกเงา” ชิ้นสุดท้ายลงไปเบื้องหน้าภูติน้ำ! กระจกนั้นระเบิดตัวออกกลายเป็น “ภูเขาแก้วมณี“ ที่สูงชัน ลื่นไหล และใสกระจ่าง
ภูติน้ำพยายามกระโจนใส่ แต่นางกลับลื่นไถลกลิ้งหล่นลงมาอย่างไม่เป็นท่าหน้าคะมำกับพื้น “บ้าที่สุด! ข้าปีนไม่ได้! มันไม่มีที่ให้ข้ายึดเกาะเลย!”
ภูติน้ำคลุ้มคลั่งพยายามทุบภูเขาแก้วจนมืออาบเลือด แต่มันแข็งแกร่งเกินไป นางจึงตะโกนสาปแช่ง “ฝากไว้ก่อนเถอะ! ข้าจะกลับไปเอาขวานมาจามภูเขานี้ให้พินาศ!”
นางรีบวิ่งกลับไปที่บ่อน้ำ ทว่ากว่านางจะไปเอาขวานและกลับมาทำลายภูเขาแก้วจนเป็นเสี่ยงๆ สองพี่น้องก็วิ่งพ้นชายป่ากลับสู่กระท่อมของพ่อแม่ได้อย่างปลอดภัย ทิ้งให้ภูติน้ำได้แต่ยืนคำรามอย่างเดียวดายท่ามกลางเศษกระจกที่แตกละเอียด
สองพี่น้องก็หนีไปไกลจนถึงบ้านที่ปลอดภัยแล้ว ภูติน้ำผู้พ่ายแพ้จึงได้แต่เดินคอตกกลับลงไปในบ่อน้ำลึกของนางตามเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… สติและไหวพริบคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในยามคับขัน เพราะแม้เด็กๆ จะมีพละกำลังน้อยกว่าอสูรกายอย่างภูติน้ำ แต่การรู้จักสังเกตโอกาส (รอจังหวะวันอาทิตย์) และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว (ของวิเศษ 3 อย่าง) มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา ก็สามารถช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ นอกจากนี้ยังสะท้อนว่าความพยายามที่ปราศจากคุณธรรมและความเมตตา (เหมือนภูติน้ำ) มักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวเสมอ
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องภูติน้ำ (อังกฤษ: The Water-Nix) เป็นผลงานลำดับที่ 79 ในคอลเลกชันของพี่น้องตระกูลกริมม์ โดยมีรากฐานมาจากความเชื่อเรื่อง “ภูติน้ำ” หรือจิตวิญญาณแห่งสายน้ำของชาวเยอรมันโบราณ ซึ่งมักจะถูกพรรณนาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ชอบลักพาตัวมนุษย์ไปเป็นคนรับใช้ใต้น้ำ สะท้อนถึงความหวาดกลัวต่ออันตรายจากแหล่งน้ำลึกในสมัยก่อน
จุดเด่นของเรื่องนี้คือการใช้โครงสร้างแบบ “The Magic Flight” หรือการหลบหนีด้วยของวิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบพล็อตที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนิทาน โดยการนำเอาของใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง แปรง หวี และกระจก มาเปลี่ยนเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติ (ภูเขาหนาม, ภูเขาซี่หวี, ภูเขาแก้ว) เพื่อขัดขวางอสูรกาย ซึ่งแสดงถึงการนำความเจริญหรืออารยธรรมมนุษย์ไปเอาชนะพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ
นอกจากนี้ การที่นิทานระบุว่าภูติน้ำออกไป “โบสถ์” ในวันอาทิตย์ เป็นรายละเอียดที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีพื้นบ้านเข้ากับคริสต์ศาสนาในยุคของพี่น้องกริมม์ เป็นการล้อเลียนพฤติกรรมของภูติน้ำที่พยายามเลียนแบบมนุษย์แต่ก็ยังมีความดุร้ายตามสัญชาตญาณเดิม ทำให้เรื่องราวมีเสน่ห์และแฝงอารมณ์ขันแบบตลกร้ายไว้ได้อย่างน่าสนใจ นิทานเรื่องนี้เล่าเพื่อสอนเด็ก ๆ ให้ห่างกับแหล่งน้ำที่ไม่รู้จักและสอนการใช้สิ่งของรอบตัวให้เกิดประโยชน์
คติธรรม: “แม้ภูตพรายจะมีฤทธิ์เดชเหนือสายน้ำ แต่ก็ไม่อาจกักขังผู้ที่มีสติปัญญาและหัวใจที่ไม่ยอมจำนนได้”

