ในโลกที่ความมั่งคั่งมักทำให้คนลืมเลือนรากเหง้า น้ำใจที่ควรมีให้บุพการีกลับถูกแทนที่ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว โดยหารู้ไม่ว่าการหันหลังให้ผู้มีพระคุณอาจเป็นการเปิดประตูรับคำสาปที่ไม่มีวันสลัดหลุด
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงลูกชายผู้มั่งมีที่จงใจซ่อนอาหารเลิศรสไว้เพราะไม่ต้องการแบ่งปันให้พ่อที่ชราภาพ ทว่าความเห็นแก่ตัวในมื้ออาหารนั้นกลับนำมาซึ่งปาฏิหาริย์แห่งกรรมอันน่าสยดสยองที่จะติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง กับนิทานกริมม์เรื่องลูกอกตัญญู

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องลูกอกตัญญู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับภรรยาในบ้านที่แสนอบอุ่นและมั่งคั่ง ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายและมีอาหารดี ๆ กินอยู่เสมอ
วันหนึ่งพวกเขาได้รับไก่ตัวอ้วนพีมาตัวหนึ่ง ภรรยาจึงนำไปอบจนหนังกรอบเป็นสีเหลืองทองอร่าม กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและเนื้อไก่โชยไปทั่วบ้าน ชวนให้คนพ้นผ่านต้องน้ำลายสอ
เมื่อถึงเวลาอาหาร ทั้งสองก็นำจานไก่อบมาวางไว้บนโต๊ะหน้าบ้านเพื่อรับลมเย็น ๆ พวกเขากำลังจะลงมือฉีกเนื้อไก่คำแรกเข้าปากด้วยความสำราญใจ
แต่ทันใดนั้น ชายหนุ่มเหลือบไปเห็นร่างตะคุ่ม ๆ ของชายชราคนหนึ่งกำลังเดินหลังค่อมตรงมายังบ้านของเขา ชายชราคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “พ่อบังเกิดเกล้า” ของเขาเองที่แก่ชราจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะเดิน
แทนที่ลูกชายจะดีใจที่เห็นพ่อ หรือกวักมือเรียกให้มากินอาหารดีๆ ร่วมกัน เขากลับมีความคิดที่ชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัว “ถ้าพ่อเห็นไก่ตัวนี้ พ่อต้องอยากกินแน่ ๆ และข้าก็ต้องแบ่งไก่เลิศรสนี้ให้เขาไป” ด้วยความขี้เหนียวและเห็นแก่กิน เขารีบคว้าจานไก่อบตัวนั้นแล้วซ่อนไว้ใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับส่งสัญญาณให้ภรรยาเงียบเสียงไว้ เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้พ่อของตนได้รับประทานไก่แม้แต่คำเดียว

ชายชราผู้โชกโชนด้วยกาลเวลาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้าน เขาหายใจหอบเหนื่อยจากการเดินทางด้วยเท้ามาไกล สายตาที่พร่ามัวจ้องมองลูกชายด้วยความรักและความคิดถึง
ชายชราไม่ได้เอ่ยปากขอเงินทองหรืออาหารมื้อใหญ่ เขาเพียงแค่อยากมาเยี่ยมเยียนลูกชายที่เขาเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่เท่านั้น
“สวัสดีลูกรัก พ่อแวะมาเยี่ยมเจ้า… ลูกรัก” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อเดินทางมาไกลเหลือเกิน รู้สึกกระหายน้ำยิ่งนัก พ่อขอน้ำดื่มสักนิดได้ไหม?”
ลูกชายจ้องมองพ่อด้วยสายตาที่เย็นชาและรีบร้อน เขาไม่ได้เชิญให้พ่อนั่งพักบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ แต่กลับรีบไปตักน้ำใส่ถ้วยส่งให้พ่ออย่างลวก ๆ พลางทำท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนคนกำลังทำความผิด
เขาพยายามชวนคุยเพียงไม่กี่คำและมองออกไปนอกถนนบ่อยครั้งเพื่อให้พ่อรู้ตัวว่าเขา “ไม่ว่าง” ที่จะต้อนรับ
เมื่อชายชราดื่มน้ำเสร็จและเห็นท่าทีที่เฉยเมยของลูกชาย เขาจึงถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวอำลา “ขอบใจมากสำหรับน้ำดื่ม พ่อจะไปแล้ว ขอให้เจ้ามีความสุขนะ”
ชายชราเดินจากไปอย่างช้า ๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใต้โต๊ะที่เขานั่งอยู่นั้น มีอาหารเลิศรสที่ลูกชายจงใจซ่อนไว้อย่างใจดำ เมื่อร่างของพ่อลับตาไป
ลูกชายก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งอก “ฮะฮ่า! ในที่สุดข้าก็ได้กินไก่ตัวนี้คนเดียวเสียที” เขาเอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะเพื่อหยิบจานไก่อบกลับคืนมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขากำลังจะสัมผัสนั้น ไม่ใช่ไก่อบแสนอร่อยอีกต่อไป…

เมื่อชายหนุ่มมั่นใจว่าพ่อของเขาเดินพ้นสายตาไปไกลแล้ว เขาจึงหันไปหัวเราะร่ากับภรรยา “เห็นไหมล่ะ? ถ้าข้าไม่ซ่อนไว้ เราก็ต้องแบ่งเนื้อส่วนที่ดีที่สุดให้ตาแก่นั่นไปแล้ว” เขาค่อย ๆ เอื้อมมือลงไปใต้โต๊ะด้วยความย่ามใจ เพื่อจะคว้าจานไก่อบตัวนั้นกลับคืนมาวางบนโต๊ะเพื่อเริ่มต้นงานเลี้ยงที่เขารอคอย
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสลงบนจาน เขาก็รู้สึกถึงความเย็นชืดและผิวสัมผัสที่ขรุขระอย่างประหลาด กลิ่นหอมของไก่อบหายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นกลิ่นสาบสางที่ชวนคลื่นเหียน เมื่อเขาดึงจานออกมาวางบนโต๊ะ ทั้งสองสามีภรรยาก็ต้องกรีดร้องด้วยความสยดสยอง เพราะไก่อบตัวเขื่องสีเหลืองทองได้อันตรธานหายไป สิ่งที่วางอยู่บนจานแทนที่คือ “คางคกยักษ์” ตัวโตเต็มไปด้วยตุ่มหนองน่าเกลียดน่ากลัว
ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้ขยับตัวหนี เจ้าคางคกอัปลักษณ์ตัวนั้นก็ดีดตัวพุ่งพรวดขึ้นจากจาน แปะเข้าที่กลางใบหน้าของเขาอย่างแรง! ขาของมันเกาะเกี่ยวนวดหน้าและดวงตาของเขาไว้อย่างเหนียวแน่น ชายหนุ่มพยายามใช้มือกระชากมันออกจนสุดแรงเกิด แต่มันกลับยึดติดแน่นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา
ภรรยาของเขาพยายามจะเข้ามาช่วยดึง แต่มันกลับถลนตาจ้องมองด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายและทำท่าจะพ่นพิษใส่ จนไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปใกล้อีกเลย

ชีวิตที่เคยสุขสบายของลูกชายอกตัญญูพังทลายลงในชั่วข้ามคืน เขาไม่สามารถแกะคางคกตัวนั้นออกจากใบหน้าได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะใช้ยารักษาหรือพึ่งพาหมอผีคนใดก็ตาม คางคกตัวนั้นกลายเป็น “เงาแห่งกรรม” ที่ประจานความตระหนี่ของเขาให้โลกได้รับรู้
สิ่งที่ทุกข์ทรมานที่สุดคือ ชายหนุ่มถูกบังคับให้ต้อง “เลี้ยงดู” คางคกตัวนี้ทุกวัน เขาต้องคอยป้อนอาหารชั้นเลิศให้มันก่อนตัวเองเสมอ เพราะถ้าหากเขาลืมหรือจงใจที่จะไม่ให้กิน คางคกเจ้ากรรมนายเวรตัวนี้ก็จะเริ่มกัดกินเนื้อบนใบหน้าของเขาเองเพื่อดับความหิวโหย
จากชายหนุ่มผู้โอหังที่หวงแม้แต่เศษเนื้อกับพ่อ บัดนี้เขาต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนที่แบกรับความอัปลักษณ์ไว้บนหน้า เขาต้องเดินโซซัดโซเซไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ อย่างไร้จุดหมาย ไม่มีบ้านให้อยู่ ไม่มีเตียงให้นอนหลับอย่างเป็นสุข เพราะหัวใจที่ไร้ความกตัญญูทำให้เขาไม่พบความสงบอีกเลยตลอดชั่วชีวิต
นี่คือบทลงโทษอันสาสมที่เน้นย้ำว่า อาหารที่ถูกแย่งชิงมาจากปากของบุพการีนั้น จะกลายเป็นยาพิษที่กัดกินชีวิตของผู้กระทำไปจนวันตาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความกตัญญูเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ชี้วัดความเป็นมนุษย์ เพราะผู้ที่ลืมรากเหง้าและเลือกที่จะละทิ้งบุพการีเพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์หรือความสุขส่วนตน ย่อมต้องเผชิญกับผลกรรมที่กัดกินทั้งกายและใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โดยคางคกที่เกาะติดใบหน้านั้นเปรียบเสมือนตราบาปแห่งความเห็นแก่ตัวที่ประจานความผิดบาปให้โลกเห็น และสะท้อนว่าสิ่งที่ได้มาจากการเบียดเบียนผู้มีพระคุณนั้นสุดท้ายจะกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งที่คอยหลอกหลอนและทำลายความสงบสุขในชีวิตไปตลอดกาล ดังนั้นการดูแลปรนนิบัติผู้มีพระคุณจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ แต่เป็นเครื่องคุ้มครองใจที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญที่แท้จริง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องลูกอกตัญญู (อังกฤษ: The Ungrateful Son) จากคอลเลกชันนิทานกริมม์ลำดับที่ 145 KHM พี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานคติสอนใจแถบยุโรปตอนกลาง ซึ่งมักใช้ภาพลักษณ์ของสัตว์ที่น่ารังเกียจอย่าง “คางคก” มาเป็นสัญลักษณ์แทนความสกปรกทางจิตใจและความเห็นแก่ตัว โดยเนื้อหาเดิมถูกรวบรวมไว้เพื่อใช้เป็นคำสอนในครอบครัวเพื่อย้ำเตือนลูกหลานถึงสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของพ่อแม่ ซึ่งในสมัยนั้นการละทิ้งบุพการีถือเป็นอาชญากรรมทางศีลธรรมที่ร้ายแรงที่สุดประการหนึ่ง
ในเชิงคติชนวิทยา เรื่อง “ลูกอกตัญญู” จัดอยู่ในประเภทนิทานสอนศีลธรรม (Moral Tale) ที่เน้นการลงโทษทางกายภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม (Physical Manifestation of Sin) การที่ไก่อบกลายเป็นคางคกพุ่งเกาะหน้า เป็นกลวิธีทางวรรณกรรมที่ใช้ความสยดสยอง (Horror) มาสร้างความจดจำ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเกรงกลัวต่อบาปกรรมที่เกิดจากการกระทำผิดต่อสายเลือดของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่การดูแลผู้สูงอายุขึ้นอยู่กับน้ำใจของลูกหลานเพียงอย่างเดียว
ความสั้นกระชับของต้นฉบับดั้งเดิมสะท้อนถึงการเป็น “อุทาหรณ์” ที่ต้องการเน้นหมัดหนักที่จุดจบมากกว่าการปูเรื่องที่ยืดเยื้อ พี่น้องกริมม์จงใจรักษาความดิบและโหดร้ายของฉากจบไว้ เพื่อส่งสารที่ชัดเจนว่าความเห็นแก่ตัวต่อพ่อแม่นั้นไม่มีที่ว่างสำหรับการให้อภัยหรือการเจรจา แต่จะกลายเป็นพันธนาการที่ติดตามตัวผู้กระทำไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าชีวิตจะหาไม่
คติธรรม: “ยามที่คุณผลักไสผู้ให้กำเนิดออกไปจากชีวิตเพียงเพราะความเห็นแก่ตัว คุณได้สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปในพริบตานั้น และเงาแห่งกรรมจะตามจองจำคุณไปทุกแห่งหน เพื่อย้ำเตือนว่าหัวใจที่ไร้ความกตัญญูคือคุกที่กักขังตัวเองอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”

