ปกนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า

นิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า

ในโลกที่ทางแยกสายหนึ่งอาจเปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรู ความมืดมิดในป่าลึกกลับเป็นบททดสอบว่าหัวใจที่เมตตาจะนำทางเราไปได้ไกลเพียงใด

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงสองนักเดินทางที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว คนหนึ่งร่าเริง อีกคนริษยา นำไปสู่บทพิสูจน์ที่ว่าสิ่งที่ติดตัวเราไปทุกที่ ไม่ใช่เสบียงในกระเป๋า แต่คือเงาแห่งการกระทำที่ไม่มีใครหนีพ้น กับนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 7

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกที่กว้างใหญ่ เส้นทางสายหนึ่งได้นำพาชายสองคนมาพบกัน คนแรกคือช่างเย็บผ้า ร่างเล็กผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มและร้องเพลงฮัมเพลงอยู่ตลอดเวลา เขามองโลกในแง่ดีจนน่าประหลาด ส่วนอีกคนคือช่างทำรองเท้า ผู้มีใบหน้าบูดเบี้ยวเหมือนเพิ่งดื่มน้ำส้มสายชูมาหยก ๆ เขาจริงจัง ขี้หงุดหงิด และไม่ชอบมุขตลกใด ๆ

เมื่อแรกพบ ช่างเย็บผ้าแกล้งร้องเพลงล้อเลียนงานเย็บรองเท้าจนเกือบจะวางมวยกัน แต่ด้วยนิสัยประนีประนอม ช่างเย็บผ้าก็ยื่นขวดน้ำให้เพื่อนใหม่ดื่มดับโมโห ทั้งคู่จึงตกลงเดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ

ระหว่างทางช่างเย็บผ้าผู้ร่าเริงมักได้รับความเอ็นดูจากชาวบ้านและลูกสาวเจ้าของร้านจนได้งานและเงินติดมือมาเสมอ

ในขณะที่ช่างทำรองเท้าผู้บูดบึ้งกลับไม่ค่อยมีใครจ้าง ถึงอย่างนั้น ช่างเย็บผ้าผู้ใจกว้างก็มักจะแบ่งปันเงินและอาหารเลี้ยงเพื่อนร่วมทางของเขาเสมอ โดยไม่รู้เลยว่าลึก ๆ แล้วช่างทำรองเท้ากำลังสะสมความริษยาไว้ในใจ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า

ทั้งคู่เดินทางมาถึงป่าทึบที่เป็นทางผ่านไปสู่เมืองหลวง ที่นั่นมีทางแยกสองสาย สายหนึ่งใช้เวลาเดิน 2 วัน ส่วนอีกสายใช้เวลา 7 วัน แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสายไหนคือทางลัด ช่างทำรองเท้าผู้ระแวดระวังจึงเตรียมขนมปังไว้เผื่อ 7 วันเต็ม ๆ จนกระเป๋าหนักอึ้ง ส่วนช่างเย็บผ้าผู้เชื่อมั่นในโชคชะตาเตรียมไปเพียง 2 วันเพราะไม่อยากแบกของหนักให้เหนื่อยแรง

ทว่าความโชคร้ายมาเยือน เมื่อเข้าสู่ป่าไปได้ 3 วัน ป่าก็ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด ขนมปังของช่างเย็บผ้าหมดเกลี้ยง เขาเริ่มอ่อนแรงและหิวโหยจนเดินไม่ไหว เมื่อเขาขอร้องให้ช่างทำรองเท้าแบ่งขนมปังให้บ้าง ช่างทำรองเท้าผู้มีใจเป็นหินกลับหัวเราะเยาะและยื่นข้อเสนอสุดสยอง “ข้าจะให้ขนมปังเจ้าหนึ่งชิ้น แต่แลกกับการที่ข้าต้องควักดวงตาข้างขวาของเจ้าออก!”

ช่างเย็บผ้าผู้สิ้นหวังไม่มีทางเลือกจำต้องยอมเสียตาเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อ แต่ความใจดำของช่างทำรองเท้ายังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อถึงวันที่ห้าที่ความหิวเข้าครอบงำอีกครั้ง

ช่างทำรองเท้าก็ขอดวงตาข้างที่เหลือของเขาเพื่อแลกกับเศษขนมปังสุดท้าย ช่างเย็บผ้าร้องไห้สะอึกสะอื้นก่อนตาจะมืดบอดสนิททั้งสองข้าง เขาถูกช่างทำรองเท้าจูงไปทิ้งไว้ใต้ตะแลงแกงกลางป่าอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางเสียงขู่ขวัญของฝูงอีกาที่บินวนอยู่เหนือหัว

โดยช่างทำรองเท้าคิดว่า “เท่านี้เจ้าก็ร่าเริงต่อไปไม่ได้แล้ว” ก่อนจะเดินจากไปทิ้งเพื่อนไว้กับความมืดมิด

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 2

ช่างเย็บผ้าผู้น่าสงสารนอนสลบไสลด้วยความเหนื่อยอ่อนและเจ็บปวดอยู่ใต้เสาตะแลงแกงกลางป่าทึบ โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามีนักโทษสองคนถูกแขวนคออยู่เหนือหัว และบนศีรษะของศพเหล่านั้นมี “อีกา” สองตัวเกาะอยู่ ในความเงียบสงัดของยามรุ่งสาง เขาแว่วเสียงอีกาสองตัวคุยกันเป็นภาษามนุษย์

“พี่ชาย ตื่นอยู่ไหม?” อีกาตัวแรกถาม “ข้าตื่นอยู่” อีกาตัวที่สองตอบ “เจ้ารู้ไหมว่าหยาดน้ำค้างที่ตกพราวลงมาจากตะแลงแกงในคืนนี้มีพลังวิเศษ ใครก็ตามที่เอามาล้างตาจะกลับมามองเห็นได้สว่างไสวกว่าเดิมหลายเท่าตัวนัก น่าเสียดายที่มนุษย์ตาบอดไม่มีวันล่วงรู้ความลับนี้”

ช่างเย็บผ้าได้ยินดังนั้นจึงรวบรวมแรงกายที่เหลือ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยาดน้ำค้างจากยอดหญ้าใต้ตะแลงแกงที่ชุ่มโชก แล้วนำมาลูบที่เบ้าตาที่มืดมิด ทันใดนั้น ความเจ็บปวดก็มลายหายไป เขารู้สึกถึงแสงสว่างที่พุ่งวาบเข้ามา

เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตนเองมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าเก่า เขาสามารถร้อยเข็มได้แม่นยำแม้ในที่สลัว และมองเห็นความงามของป่าไม้ที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน เขาคุกเข่าขอบคุณพระเจ้าและไม่ลืมที่จะสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่คนบาปที่ล่วงลับบนตะแลงแกงนั้น ก่อนจะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยหัวใจที่พองโต

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 3

ระหว่างทางมุ่งสู่เมืองหลวง ความหิวโหยยังคงตามหลอกหลอนช่างเย็บผ้า เขาไม่มีขนมปังติดตัวเลยแม้แต่เศษเดียว ทันใดนั้นเขาเหลือบไปเห็น “ลูกม้า” สีน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอยู่ เขาคิดจะจับมันกินเพื่อประทังชีวิต แต่ลูกม้ากลับอ้อนวอนว่า “ปล่อยข้าไปเถิด ข้ายังเล็กเกินกว่าจะรับน้ำหนักเจ้าได้ แต่ถ้าเจ้าไว้ชีวิตข้า วันหนึ่งข้าจะตอบแทนเจ้า” ช่างเย็บผ้าใจอ่อนจึงปล่อยมันไป

เดินต่อไปเขาพบ “นกกระสา” ที่เดินต้วมเตี้ยม เขาตั้งท่าจะจับมันเด็ดหัวมาย่างกิน แต่นกกระสากล่าวว่า “ข้าเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ที่นำโชคดีมาให้มนุษย์ อย่าทำร้ายข้าเลย แล้วข้าจะช่วยเหลือเจ้าในภายหลัง” ช่างเย็บผ้าก็ยอมใจอ่อนอีกครั้ง

แม้กระทั่งเมื่อเขาพบ “ลูกเป็ด” ในสระน้ำ และ “ผึ้งตัวโต” ในโพรงไม้ที่เขากำลังจะขโมยน้ำผึ้งกิน ความเมตตาก็ชนะความหิวเสมอ เขายอมอดทนต่อเสียงท้องร้องที่กึกก้อง เพื่อให้ชีวิตแก่สัตว์เหล่านั้น สัตว์ทุกตัวต่างให้คำมั่นสัญญาเดียวกันว่า “ความดีของเจ้าจะไม่สูญเปล่า”

ในที่สุด ช่างเย็บผ้าผู้ซูบผอมแต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ก็เดินมาถึงประตูเมืองใหญ่ เขาเข้าพิธีทำความสะอาดและไปสมัครงานกับช่างเย็บผ้าในเมือง ด้วยฝีมืออันประณีตที่ได้มาจากดวงตาใหม่ ไม่นานนักเขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วจนได้ตำแหน่ง “ช่างเย็บผ้าหลวง” ในวังวนที่ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 4

แต่ในวังหลวงที่โอ่อ่า ช่างทำรองเท้าผู้ใจดำก็ได้รับตำแหน่งช่างทำรองเท้าหลวงเช่นกัน เมื่อเขาเห็นช่างเย็บผ้ายังมีชีวิตอยู่ แถมยังมีดวงตาคู่สวยและรุ่งเรืองกว่าเดิม ความอิจฉาก็เผาไหม้ในใจ เขาจึงเข้าเฝ้าพระราชาแล้วกุเรื่องโกหกว่า “ฝ่าบาท ช่างเย็บผ้าผู้นี้คุยโม้ว่าเขาสามารถตามหามงกุฎทองคำที่สาบสูญไปในสระน้ำลึกมาคืนให้พระองค์ได้!”

พระราชาผู้โลภโมโทสันจึงสั่งให้ช่างเย็บผ้าไปเอามงกุฎมา มิเช่นนั้นจะถูกเนรเทศ ช่างเย็บผ้าเดินร้องไห้ออกมาที่สระน้ำ ทันใดนั้น แม่เป็ดและลูกเป็ดที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ก็ว่ายเข้ามาหา เมื่อรู้เรื่องพวกมันก็ดำดิ่งลงไปใต้ก้นสระและคาบมงกุฎทองคำที่ส่องประกายระยิบระยับขึ้นมาวางบนผ้าเช็ดหน้าของเขาได้สำเร็จ!

ไม่จบเพียงเท่านั้น ช่างทำรองเท้ายังเป่าหูให้พระราชาสั่งให้เขา “สร้างปราสาทจำลองจากขี้ผึ้งที่มีรายละเอียดครบทุกจุด” และ “บันดาลให้น้ำพุพุ่งสูงเท่าตัวคนกลางวัง”

ช่างเย็บผ้าที่สิ้นหวังได้รับความช่วยเหลือจากฝูงผึ้งตัวโตที่ช่วยกันปั้นปราสาทขี้ผึ้งจนสวยงามราวกับของจริงในชั่วข้ามคืน และม้าหนุ่มที่เติบโตจนแข็งแรงได้กลับมาวิ่งวนรอบลานวังจนเกิดฟ้าร้องกึกก้องและน้ำพุก็พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินตามคำสัญญา ความดีที่เขาทำไว้กับเหล่าสัตว์วิเศษได้ย้อนกลับมาช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 5

แผนร้ายสุดท้ายของช่างทำรองเท้าคือการยุให้พระราชาสั่งว่า “หากช่างเย็บผ้าสามารถนำเจ้าชายน้อยมาให้พระองค์ผ่านทางอากาศได้ภายใน 9 วัน เขาจะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงองค์โต” ช่างเย็บผ้ากลับบ้านด้วยความกังวลใจ เพราะนี่เป็นสิ่งที่เกินกำลังมนุษย์ แต่แล้วนกกระสา เพื่อนเก่าผู้เฒ่าที่เขาเคยไว้ชีวิตก็บินมาเคาะหน้าต่าง “อย่ากังวลไปเลย ข้ามีหน้าที่ส่งเด็กทารกไปตามบ้านเรือนอยู่แล้ว ข้าจะไปคาบเจ้าชายน้อยที่น่ารักที่สุดมาให้เอง”

ในวันที่เก้า นกกระสาบินร่อนลงจากฟ้าพร้อมทารกน้อยที่สวยงามราวกับเทวดามาวางบนตักพระราชินี พระราชาทรงดีพระทัยมากและจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างช่างเย็บผ้ากับเจ้าหญิง ส่วนช่างทำรองเท้าผู้ชั่วร้ายถูกสั่งให้เย็บรองเท้าสำหรับงานแต่งงานครั้งนี้ และถูกขับไล่ออกจากเมืองไปตลอดกาล

ช่างทำรองเท้าเดินโซซัดโซเซเข้าไปในป่าด้วยความแค้นและเหนื่อยล้าจนเผลอหลับไปใต้เสาตะแลงแกงที่เขาเคยทิ้งเพื่อนไว้ ทันใดนั้นอีกาสองตัวที่ยังเฝ้าอยู่ที่นั่นก็โผลงมาจิกดวงตาของเขาออกทั้งสองข้างเป็นการแก้แค้นแทนช่างเย็บผ้า

เขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างมืดมิดและหลงทางหายไปในป่าลึกโดยไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ส่วนช่างเย็บผ้าก็ได้ปกครองเมืองอย่างมีความสุขสืบไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า 6

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ทัศนคติที่มีต่อโลกและเพื่อนมนุษย์คือเข็มทิศที่จะกำหนดจุดจบของชีวิตอย่างยุติธรรมที่สุด เพราะในขณะที่ความเอื้อเฟื้อและการมองโลกในแง่ดีของช่างเย็บผ้ากลายเป็นขุมทรัพย์ที่เรียกมิตรภาพและปาฏิหาริย์มาช่วยเหลือกู้หน้าในยามวิกฤต

แต่ความริษยาและความใจดำของช่างทำรองเท้ากลับกลายเป็นหลุมพรางที่เขาขุดไว้ดักผู้อื่นแต่สุดท้ายตนเองกลับตกลงไปเสียเอง สะท้อนให้เห็นว่าความฉลาดแกมโกงอาจพาเราชนะในระยะสั้น แต่ความเมตตาและความซื่อตรงต่างหากที่จะนำพาไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนและรอดพ้นจากกงเกวียนกำเกวียนแห่งเวรกรรม

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องการเดินทางของช่างเย็บผ้ากับช่างทำรองเท้า (อังกฤษ: The Two Travellers) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากนิทานพื้นบ้านแถบยุโรปกลางที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตของช่างฝีมือในระบบกิลด์ (Guild) ยุคกลาง ซึ่งต้องออกเดินทางรอนแรมไปตามเมืองต่าง ๆ เพื่อฝึกฝนและหางานทำ พี่น้องกริมม์ได้หยิบยกเอาความแตกต่างระหว่างอาชีพช่างเย็บผ้าที่มักถูกมองว่าร่าเริงและช่างทำรองเท้าที่มักถูกมองว่าจริงจัง มาขยายความจนกลายเป็นบททดสอบทางศีลธรรมที่เข้มข้น โดยเน้นย้ำถึงคติความเชื่อโบราณที่ว่า “ใครขุดหลุมให้ผู้อื่น ตนเองจะตกลงไปในหลุมนั้น” (He who digs a pit for another falls into it himself)

ในเชิงสัญลักษณ์ การสูญเสียดวงตาและการได้กลับคืนมาผ่านหยาดน้ำค้างวิเศษใต้ตะแลงแกง เป็นการเปรียบเปรยถึงการผ่านพ้นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของชีวิตด้วยความศรัทธาและการให้อภัย การที่ช่างเย็บผ้าไม่พยาบาทเพื่อนที่ทำร้ายตน แต่กลับเลือกช่วยเหลือสัตว์ที่ลำบากกว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึง “หัวใจที่มองเห็น” มากกว่า “ดวงตาที่มองเห็น” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของนิทานกริมม์ที่มักจะมอบรางวัลให้แก่ตัวละครที่มีจิตใจบริสุทธิ์และรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังทำหน้าที่เป็นบทเรียนสอนใจเรื่องการวางแผนชีวิตและความประมาท โดยเปรียบเทียบระหว่างการเตรียมตัวแบบขี้ระแวงของช่างทำรองเท้ากับการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันของช่างเย็บผ้า แม้นิทานจะดูเหมือนสนับสนุนการเสี่ยงโชค แต่ใจความสำคัญที่แท้จริงคือการชี้ให้เห็นว่า ความตระหนี่ถี่เหนียวและใจดำจะนำพาไปสู่ความโดดเดี่ยว ในขณะที่ความใจกว้างและการรู้จักแบ่งปันจะเป็นเกราะคุ้มครองที่มองไม่เห็นซึ่งจะคอยเกื้อหนุนเราในยามที่มืดแปดด้านที่สุด

คติธรรม: “ผู้ที่ขุดหลุมให้ผู้อื่น ตนเองย่อมตกลงไปในหลุมนั้นเองเสมอ”