ในโลกที่ความรักอาจเป็นทั้งของขวัญและกับดัก บางคนเกิดมาเพื่อเลือก บางคนเกิดมาเพื่อถูกเลือก และบางคน…ไม่มีโอกาสเลือกอะไรเลย นิทานพื้นบ้านไทยโด่งดังเรื่องหนึ่งเล่าถึง…
สิบสองชีวิตที่ถูกทอดทิ้งกลางป่า มิได้หลงทางเพียงในพงไม้ หากแต่ในความมืดของน้ำใจมนุษย์ และในเส้นทางที่ไม่มีใครอยากเดิน บางครั้ง…สิ่งที่เราเรียกว่า “ครอบครัว” ก็อาจเป็นทั้งที่พักและเขาวงกตในเวลาเดียวกัน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องนางสิบสอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องนางสิบสอง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวยากจนคู่หนึ่งอาศัยอยู่ชายป่า ทั้งสองมีลูกสาวมากถึงสิบสองคน แม้จะเป็นที่น่ายินดีที่บ้านมีเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เต็มบ้าน แต่ความยากจนกลับเป็นเงาใหญ่ที่ตามหลอกหลอน พ่อแม่พยายามทำงานเท่าไรก็ไม่พอเลี้ยงลูกทั้งสิบสองคนให้อิ่มท้อง
เมื่อความจนเกินจะทนไหว ทั้งคู่จึงตัดสินใจพาลูกสาวทั้งหมดเข้าไปในป่าลึก บอกว่าจะพาไปเก็บผลไม้ แต่แท้จริงแล้วกลับทิ้งพวกเธอไว้ในป่าโดยลำพัง สิบสองพี่น้องต้องรออยู่นานนับวัน พี่คนโตเริ่มรู้ว่าไม่มีใครจะกลับมารับพวกเธออีกแล้ว
“ท่านพ่อ… ท่านแม่จะกลับมาไหม?” น้องคนเล็กถามเสียงสั่น
“เรา… เราอาจถูกทิ้งไว้ที่นี่จริง ๆ” พี่คนโตพูดเบา ๆ ราวกับกลัวคำพูดของตนจะกลายเป็นจริง
ในคืนที่หิวโหยและหวาดกลัว พวกเธอได้พบหญิงงามลึกลับนามว่า “สารตรา” ซึ่งอาสาจะเลี้ยงดูพวกเธอและพาไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ในป่า บ้านของนางเต็มไปด้วยอาหาร เสื้อผ้า และความอบอุ่น สารตราเลี้ยงดูพวกเธอเหมือนลูกแท้ ๆ แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียว
“แม่รักพวกเจ้าทุกคน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด” สารตรากล่าว “ห้ามเข้าไปในห้องใต้ดิน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเปิด”
เมื่อเวลาผ่านไป ความสงสัยก็เพิ่มขึ้น พี่สาวคนโตอดใจไม่ไหว แอบเปิดห้องใต้ดินและพบความลับอันน่าสะพรึง กลิ่นคาวเลือด เศษกระดูก และคราบเก่าของสิ่งมีชีวิตที่เคยถูกขังไว้ พวกเธอเริ่มตระหนักว่า สารตราไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นนางยักษ์ที่เคยกินเด็กมาแล้วนับไม่ถ้วน
“ข้าเห็นแล้ว… ในห้องนั้นมีเศษผ้าและกองกระดูก” พี่คนโตกระซิบ
“พวกเราต้องหนี ถ้าไม่อยากเป็นรายต่อไป” น้องคนรองตอบทันที
เมื่อความจริงถูกเปิดเผย สิบสองพี่น้องจึงรวบรวมความกล้าหนีออกจากบ้านหลังนั้น วิ่งฝ่าความมืดออกจากป่าโดยไม่หันกลับไปมอง แม้จะยังไม่รู้ปลายทาง แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่ใต้เงาของความน่าสะพรึงอีกต่อไป
หลังจากหลบหนีออกมาจากป่า สิบสองพี่น้องเดินทางจนถึงเมืองหลวง ด้วยความงามอันบริสุทธิ์ของพวกเธอ ทำให้เป็นที่สะดุดตาของพระราชา เมื่อพระราชาได้พบพวกเธอในเทศกาลแห่งหนึ่ง ก็ตรัสขอรับพวกเธอเป็นมเหสีทั้งสิบสององค์
“งามประหนึ่งเทวดาจุติลงมา” พระราชาตรัส “พวกเจ้าทั้งสิบสองจงมาอยู่กับเราเถิด ข้าจะปกป้องและดูแลให้ดีที่สุด”
จากเด็กหญิงกำพร้า พวกเธอกลายเป็นพระสนมในวังหลวง มีชีวิตใหม่ที่ไม่เคยฝันถึง แต่เงามืดจากอดีตกลับตามมาทัน นางยักษ์สารตราไม่อาจทนเห็นพวกเธอมีความสุข นางแปลงกายเป็นหญิงสาวแปลกหน้าผู้งดงาม จนพระราชาทรงหลงใหล และแต่งตั้งนางให้เป็นราชินีคนใหม่
“ข้ามิได้ต้องการอะไรจากท่าน” สารตราแกล้งอ่อนหวานต่อพระราชา “ข้าเพียงอยากอยู่เคียงข้างและดูแลท่านเท่านั้น”
ไม่นานหลังจากนั้น พระสนมทั้งสิบสองเริ่มอ่อนแรง พวกเธอป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ จนไม่มีใครมองเห็นอีกต่อไป สารตราค่อย ๆ เข้ามาหาพวกเธอในห้องส่วนพระองค์ และใช้เล็บยาวลับของนางควักดวงตาทีละคน ก่อนจะขังไว้ในห้องใต้ดิน
“พวกเจ้าชิงความรักไปจากข้า… ข้าจะชิงแสงสว่างไปจากพวกเจ้า” สารตรากระซิบเสียงเย็นเฉียบ
แต่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ พวกเธอกำลังตั้งครรภ์ และเมื่อคลอดลูกออกมา พวกเธอไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ และถูกบีบบังคับให้ฆ่าและกินลูกของตนเองเพราะความหิวโหย
“ข้าทนไม่ได้!” น้องคนสุดท้องร้องไห้ “เขาคือลูกของข้า ไม่ใช่อาหาร”
สิบเอ็ดคนจำยอม กัดฟัน กลืนความทุกข์ แต่พี่น้องคนสุดท้องไม่ยอมแพ้ นางแอบซ่อนลูกไว้ใต้ผ้าเก่า ๆ และเลี้ยงเขาอย่างเงียบ ๆ ตั้งชื่อให้ว่า “พระรถเสน”
ในที่ที่ไม่มีแสง ความหวังดวงเล็ก ๆ ได้ถือกำเนิดขึ้น และมันจะกลายเป็นแสงเดียวที่นำพาทุกอย่างกลับสู่ความยุติธรรม

พระรถเสนเติบโตมาในห้องใต้ดินที่มืดมิด ไม่มีแสงแดด ไม่มีสนามให้วิ่งเล่น มีเพียงอ้อมกอดที่อบอุ่นของแม่ตาบอด และเสียงกระซิบของป้าทั้งสิบเอ็ดที่เล่าเรื่องราวแปลกประหลาดในอดีต
เด็กชายสงสัยว่าเหตุใดแม่และป้าทั้งหมดจึงมืดบอด ไม่มีใครตอบคำถามนั้นตรง ๆ มีเพียงคำสอนซ้ำ ๆ ว่า “เจ้าต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ ห้ามให้ใครรู้ว่าเจ้ามีชีวิต”
วันหนึ่ง ขณะพระรถเสนลอบขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อหาของกิน เขาได้ยินเสียงนกตัวหนึ่งพูดภาษาคน “โอ รถเสน เจ้ามิใช่ลูกของหญิงรับใช้ เจ้าคือเลือดแท้ของมเหสี… ผู้ถูกยักษ์กระทำย่ำยี”
พระรถเสนตกใจ รีบกลับลงไปถามแม่ เมื่อนางเล่าเรื่องทั้งหมด เขาจึงตัดสินใจว่าเขาไม่อาจนิ่งเฉยต่อไป “ข้าจะคืนตาให้พวกท่าน ข้าจะทวงความยุติธรรม” เด็กหนุ่มประกาศเสียงหนักแน่น
เมื่อความเคลื่อนไหวเริ่มเกิดขึ้น สารตราก็รู้ทัน นางจึงแสร้งยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาพระรถเสน “เจ้าหนุ่มรูปงาม เจ้าคงอยากรู้อดีตของเจ้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าไปส่งสารแทนข้า… ฝากถึงนางเมรี ลูกสาวข้าที่อยู่เมืองยักษ์”
แท้จริงแล้ว สารตราหวังให้พระรถเสนตายกลางทาง เพราะเมืองยักษ์นั้นห่างไกล เต็มไปด้วยอันตราย และ “สาร” ที่ให้ฝากคือคำสั่งให้ลูกสาวฆ่าเด็กหนุ่มทันทีที่ได้รับ
แต่พระรถเสนโชคดีที่ระหว่างทาง ได้พบชายชราคนหนึ่งซึ่งอ่านใจออก เขาช่วยแปลงข้อความในสาร จากคำสั่งสังหารกลายเป็นคำสารภาพรัก
เมื่อพระรถเสนเดินทางถึงเมืองยักษ์ และส่งสารให้นางเมรี บุตรสาวของสารตรา เมรีก็หลงรักเขาทันที ทั้งจากข้อความและจากใจจริงของพระรถ
“สารของท่าน… ข้าอ่านแล้วหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ” นางเมรีพูดเบา ๆ
“เพราะมันเขียนด้วยชีวิต ข้าอาจไม่ใช่คนกล้าหาญ แต่ข้าซื่อสัตย์” พระรถเสนตอบ
ไม่นาน ทั้งสองแต่งงานกันที่เมืองยักษ์โดยไม่มีใครคัดค้าน แต่พระรถยังมีภารกิจในใจ เขาแสร้งทำเป็นอยู่สุขสบาย รอเวลาเอาความจริงจากปากเมรี
คืนหนึ่ง เขาแกล้งมอมเหล้าเมรี และเอ่ยถามถึงทางลับ ดวงตาของมเหสีทั้งสิบสอง และของวิเศษของนางยักษ์ “เจ้าเคยเห็นกล่องไม้เล็ก ๆ ที่มารดาเจ้าซ่อนหรือไม่?”
“ข้ารู้… มีตาของหญิงตาบอดเก็บไว้ ข้าไม่เคยเปิด” พระรถเสนรีบนำของทั้งหมดกลับไปยังวังหลวง โดยให้สัญญากับเมรีว่าจะกลับมา
เมื่อพระรถเสนกลับถึงวัง เขารีบปลดปล่อยมารดาและป้าทั้งสิบเอ็ดจากห้องใต้ดิน และคืนดวงตาให้พวกเธอด้วยของวิเศษจากเมืองยักษ์
ทุกคนได้เห็นแสงอีกครั้ง น้ำตาไหลพรากขณะมองหน้าลูกชายที่เลี้ยงดูด้วยมือเปล่าในความมืด “แม่… ตาของท่าน ข้าพาแสงกลับมาแล้ว”
“ลูกแม่… เจ้าคือแสงของชีวิตข้า”
ฝ่ายนางยักษ์สารตรา เมื่อเห็นว่าพระรถยังมีชีวิต และภารกิจของนางล้มเหลว ก็กระอักเลือดด้วยความแค้น แล้วขาดใจตายตรงหน้าทุกคน
เรื่องราวควรจะจบลงตรงนั้น แต่ไม่…
นางเมรีซึ่งรออยู่ที่เมืองยักษ์ กลับไม่เห็นสามีกลับมา นางออกเดินทางตาม จนมาถึงวังหลวง “รถเสน… ท่านสัญญาว่าจะกลับมา”
แต่พระรถไม่กล้าตอบ เขาหันหน้าไปทางแม่และป้าทั้งหมดที่ลำบากเพราะยักษ์ เขาจึงเลือกอยู่กับครอบครัว
นางเมรีใจสลาย ไม่ใช่เพราะคำปฏิเสธ แต่เพราะความเงียบ นางนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้หน้าวัง รอวันแล้ววันเล่า จนสุดท้ายร่างกายอ่อนแรงและลมหายใจหมดลงโดยไม่มีคำลา
ก่อนตาย นางกล่าวเพียงว่า “ชาตินี้น้องตามพี่มา… ชาติหน้า ขอให้พี่ตามน้องไป”
พระรถเสน เมื่อทราบข่าว รีบมาดูศพของเมรี น้ำตาไหลรินด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจอธิบาย
เขาจุดไฟเผาศพเมรีด้วยมือตนเอง และในเช้าวันรุ่งขึ้น พระรถเสนก็กระโดดเข้ากองเพลิงตามไป
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผู้คนในเมืองต่างเศร้าโศก บ้างก็เล่าว่าบนท้องฟ้าในคืนที่พระรถตาย มีดาวสองดวงสว่างเคียงกัน ไม่เคยแยกจาก บ้างก็เชื่อว่า ดวงวิญญาณทั้งสองได้ไปเกิดใหม่ตามคำอธิษฐานสุดท้ายของนางเมรี
และนี่คือสิ่งที่ผู้เฒ่าในเมืองเล่าต่อกันมา…
นางเมรี ได้เกิดใหม่เป็นหญิงสาวในเมืองชายทะเล นางมีเสียงไพเราะและใจอ่อนโยน เป็นที่รักของทั้งมนุษย์และสัตว์ในป่า นางชื่อว่า “นางมโนราห์”
ส่วนพระรถเสน ได้เกิดใหม่เป็นเจ้าชายผู้มีหัวใจกล้าหาญ ซื่อตรง และกล้าฝ่าภูเขาไฟกับคลื่นลมเพื่อคนที่ตนรัก เขามีนามว่า “พระสุธน”
ทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง และแม้ไม่อาจจดจำอดีตได้ครบถ้วน แต่หัวใจกลับจำคำสัญญาเก่าได้อย่างแม่นยำ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักแท้ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่าย ๆ หากแต่ต้องผ่านการเสียสละ ความเจ็บปวด และการให้อภัยอย่างแท้จริง ผู้เป็นแม่ยอมอดเพื่อให้ลูกมีชีวิตรอด ผู้เป็นลูกยอมเสี่ยงตายเพื่อคืนแสงสว่างให้ผู้ให้กำเนิด และแม้ความรักระหว่างพระรถเสนกับนางเมรีจะต้องจบลงด้วยการพลัดพราก แต่ความสัตย์ซื่อในใจกลับผูกพันวิญญาณของทั้งสองให้กลับมาพบกันอีกครั้งในชาติหน้า
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่ยุติธรรม ผู้ที่ยังยืนหยัดในความดี แม้ต้องล้มบ้าง เจ็บบ้าง ก็ยังมีคุณค่ายิ่งกว่าผู้ที่อยู่สูงแต่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และแม้ตอนจบของเรื่องจะไม่ใช่ความสุขโดยสมบูรณ์ แต่มันคือบทเรียนว่าความรัก ความกล้าหาญ และความหวังนั้นไม่มีวันตาย
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องนางสิบสอง (หรือพระรถเมรี หรือพระรถเสน) เป็นนิทานพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ประเทศไทย กัมพูชา พม่า และลาว รวมถึงในมาเลเซียที่เผยแพร่ผ่านชาวมาเลเซียเชื้อสายสยามจนภายหลังได้รับความนิยมในหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน
นิทานเรื่องนี้ถือพื้นบ้าน และวรรณคดีเก่าแก่ของไทยที่มีการเล่าขานกันมาหลายชั่วอายุคน ในทุกภาคของประเทศ เรื่องนี้ผูกโยงทั้งตำนาน ความเชื่อ และคติสอนใจผ่านชีวิตของตัวละครหญิงสิบสองพี่น้องซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบาก การพลัดพราก และอุปสรรคที่เหนือความคาดหมาย
นิทานเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงนิทานโศกนาฏกรรม แต่เป็นเรื่องของความกล้าหาญ ความเสียสละของแม่ที่ยอมซ่อนลูกไว้ทั้งที่เสี่ยงต่อชีวิต และความกตัญญูของลูกที่ยอมสู้เพื่อช่วยเหลือแม่และป้าทั้งหมด เรื่องราวยังสอดแทรกความเชื่อเรื่องเวรกรรม ความรักที่แท้จริง และการเวียนว่ายตายเกิด
ตอนปลายของนิทานเล่าถึงการพลัดพรากระหว่างพระรถเสนและนางเมรี ซึ่งเชื่อกันว่าได้กลับมาเกิดใหม่เป็นพระสุธนและนางมโนราห์ เป็นการเชื่อมโยงตำนานรักอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ทำให้นิทาน “นางสิบสอง” กลายเป็นรากฐานสำคัญของวรรณกรรมพื้นบ้านไทยที่มีอิทธิพลต่อเรื่องอื่น ๆ ในภายหลัง และเนื้อเรื่องต่อจากนิทานเรื่องนี้คือ นิทานพื้นบ้านไทยเรื่องพระสุธน มโนราห์
การเล่าเรื่องในฉบับนี้ได้ดัดแปลงโครงเรื่องให้มีจังหวะนิทานที่เข้มข้น เหมาะกับเด็กโตและเยาวชน เพื่อให้เข้าถึงคุณค่าทางอารมณ์ จริยธรรม และความเป็นมนุษย์ในท่ามกลางตำนานที่ฟังเหมือนเกินจริง แต่สะท้อนความจริงได้อย่างน่าคิด
“แม้ความดีจะถูกขังในความมืด มันก็เลี้ยงชีวิตหนึ่งให้เติบโตพอจะพาแสงสว่างกลับมา”