ในโลกที่หยาดเหงื่อและการลงแรงมักถูกยกย่องว่าเป็นคุณธรรม แต่ท่ามกลางเงามืดของความเกียจคร้าน ยังมีกลุ่มคนผู้เปลี่ยนความเฉื่อยชาให้กลายเป็นสมรภูมิแห่งการโอ้อวดอันน่าเหลือเชื่อ
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงวงสนทนาของเหล่าคนใช้สิบสองคนผู้แข่งขันกันขิงความคร้านระดับสุดโต่ง โดยแต่ละคนต่างพยายามพิสูจน์ว่าตนเองนั้นยอมสละได้แม้กระทั่งความปลอดภัยและหน้าที่ เพียงเพื่อที่จะไม่ต้องขยับร่างกายแม้เพียงปลายนิ้ว กับนิทานกริมม์เรื่องสิบสองคนใช้จอมเกียจคร้าน

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสิบสองคนใช้จอมเกียจคร้าน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในวันหนึ่งที่แสงแดดสาดส่อง หลังจากที่คนใช้ทั้งสิบสองคนใช้เวลาทั้งวันไปกับการ “ไม่ทำอะไรเลย” แทนที่พวกเขาจะรู้สึกละอายใจหรือรีบกลับไปพักผ่อนยามค่ำคืนเหมือนคนขยันทั่วไป พวกเขากลับพากันไปทิ้งตัวลงบนผืนหญ้าอันนุ่มสบาย และเริ่มโอ้อวดถึงวีรกรรมความคร้านของตนราวกับเป็นเหรียญตราแห่งเกียรติยศ
คนใช้คนที่หนึ่ง เริ่มต้นเปิดประเด็นด้วยความถือดีว่า “ความขี้เกียจของพวกเจ้าน่ะเหรอจะมาสู้ของข้าได้? งานหลักของข้าคือการดูแลปรนนิบัติตัวเอง ข้ากินไม่ใช่น้อยและดื่มยิ่งกว่านั้นเสียอีก เมื่อข้ากินครบสี่มื้อ ข้าจะหยุดพักเพียงช่วงสั้นๆ พอให้รู้สึกหิวใหม่แล้วค่อยกินต่อ นั่นแหละคือสิ่งที่เหมาะกับข้าที่สุด ส่วนเรื่องการตื่นแต่เช้าน่ะไม่ใช่ทางของข้าหรอก พอใกล้เที่ยงข้าก็เริ่มหาที่เอนหลังนอนแล้ว หากเจ้านายเรียก ข้าจะทำเหมือนไม่ได้ยิน และถ้าเขาเรียกซ้ำเป็นครั้งที่สอง ข้าจะรอสักพักใหญ่ๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกไปหาเขาอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ ชีวิตแบบนี้แหละที่ข้าพอจะทนอยู่ได้”
คนใช้คนที่สอง ขยับตัวแล้วอวดบ้าง “ข้ามีม้าต้องดูแล แต่ข้าทิ้งบังเหียนไว้ในปากมันอย่างนั้นแหละ ถ้าข้าไม่อยากทำ ข้าก็จะไม่ให้อาหารมัน แล้วบอกเจ้านายว่ามันกินอิ่มแล้ว ส่วนตัวข้าน่ะเหรอ… ข้าจะลงไปนอนในถังเก็บข้าวโอ๊ตแล้วหลับปุ๋ยไปสักสี่ชั่วโมง จากนั้นข้าแค่เหยียดเท้าออกมาข้างหนึ่ง แล้วถูไปมาบนตัวม้าสักสองสามครั้ง เท่านี้มันก็เหมือนได้รับการแปรงขนจนสะอาดเอี่ยมแล้ว ใครจะไปขยันทำงานให้เป็นเรื่องเป็นราวกันล่ะ? ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังรู้สึกว่าการเป็นคนใช้นี่มันงานหนักเกินไปสำหรับข้าจริงๆ”

เมื่อได้ยินดังนั้น คนใช้คนที่สามก็หัวเราะเยาะ “จะไปเหนื่อยกับงานทำไม? ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา! ข้านอนตากแดดจนเผลอหลับไป พอฝนเริ่มตกปรอยๆ ข้าก็คิดว่าทำไมต้องลุกด้วยล่ะ? ข้าเลยปล่อยให้ฝนตกใส่ในนามของพระเจ้า จนสุดท้ายฝนก็เทลงมาอย่างหนักจนน้ำฝนซัดเส้นผมข้าหลุดหายไปแแถมยังเจาะหัวข้าจนเป็นรู! ข้าแค่เอาพลาสเตอร์มาปิดแผลไว้ก็เรียบร้อย ข้าเคยโดนอะไรทำนองนี้มาหลายครั้งแล้วล่ะ ไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลย”
คนใช้คนที่สี่รีบขิงต่อ “ถ้าข้าต้องรับงานสักชิ้น ข้าจะขอเถลไถลไปสักชั่วโมงก่อนเพื่อออมแรง จากนั้นข้าจะเริ่มทำอย่างช้าๆ แล้วถามหาใครสักคนมาช่วย พอมีคนมาช่วย ข้าก็จะปล่อยให้เขาทำงานหลักไป ส่วนข้าน่ะนั่งดูเฉย ๆ แต่ก็นะ… แค่นั่งดูข้ายังรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไปเลย”
คนใช้คนที่ห้าไม่ยอมน้อยหน้า “เรื่องแค่นั้นเองเหรอ? ฟังนะ ข้ามีหน้าที่ต้องตักปุ๋ยคอกออกจากคอกม้าขึ้นรถบรรทุก ข้าทำมันอย่างช้าที่สุด และถ้าข้าตักอะไรขึ้นมาได้ด้วยง่าม ข้าจะยกมันขึ้นแค่ครึ่งเดียว แล้วหยุดพักสักสิบห้านาทีก่อนจะโยนมันลงรถไปจริงๆ แค่ข้าเข็นปุ๋ยออกไปได้สักรถเดียวในหนึ่งวันก็นับว่าเหลือเฟือแล้ว ข้าไม่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายด้วยการทำงานหนักหรอกนะ”
คนใช้คนที่หกปิดท้ายครึ่งแรกด้วยความสมเพชเพื่อนๆ “น่าไม่อายจริงๆ พวกเจ้าเนี่ย… สำหรับข้าน่ะ ข้าไม่กลัวงานหรอกนะ แต่ข้าจะนอนนิ่งๆ ติดต่อกันสามสัปดาห์โดยไม่ยอมถอดเสื้อผ้าเลยสักครั้งเดียว จะผูกเชือกรองเท้าไปทำไมล่ะ? มันจะหลุดออกจากเท้าข้าไปก็ช่างมัน ข้าไม่สนใจหรอก แม้แต่ตอนจะขึ้นบันได ข้าจะค่อยๆ ลากเท้าขึ้นไปทีละขั้นอย่างช้าๆ แล้วข้าจะหยุดนับขั้นที่เหลือ เพื่อที่ข้าจะได้รู้ว่าควรจะหยุดพักตรงไหนดี”

ครึ่งหลังต่อมา คนใช้คนที่เจ็ดเอ่ยขัดขึ้นมาว่า “วิธีของพวกเจ้าใช้กับข้าไม่ได้หรอก เจ้านายข้าคอยจ้องงานข้าตลอด เพียงแต่เขาไม่อยู่บ้านทั้งวัน แต่ข้าก็ไม่เคยละเลยนะ ข้าจะวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่คน ‘คลาน’ จะทำได้ และถ้าข้าจะเดินหน้าไปได้จริงๆ ต้องใช้ชายฉกรรจ์สี่คนมาช่วยกันผลักข้าอย่างสุดแรง ครั้งหนึ่งข้าไปเจอคนหกคนนอนเรียงกันอยู่บนเตียง ข้าก็เลยลงไปนอนข้างๆ แล้วหลับไปกับเขาด้วย ใครก็ปลุกข้าไม่ตื่นหรอก ตอนที่เขาจะพาข้ากลับบ้าน เขาถึงกับต้องแบกข้ากลับไปเลยทีเดียว”
คนใช้คนที่แปดกล่าวเสริม “ข้าเห็นชัดเลยว่าในที่นี้มีข้าคนเดียวที่ขยันที่สุด เพราะถ้ามีก้อนหินมาขวางหน้าข้า ข้าจะไม่ยอมเสียเวลาออกแรงยกขาเพื่อก้าวข้ามมันไปเด็ดขาด ข้าจะล้มตัวลงนอนบนพื้นตรงนั้นแหละ และแม้ตัวข้าจะเปียกโชกหรือเปื้อนไปด้วยโคลนตมข้าก็จะนอนอยู่อย่างนั้นจนกว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงมาทำให้ตัวข้าแห้งเอง อย่างมากที่สุดข้าก็แค่พลิกตัวนิดหน่อยเพื่อให้แดดส่องถึงก็พอ”
คนใช้คนที่เก้าหัวเราะ “นั่นแหละวิธีที่ถูกต้อง! วันนี้มีขนมปังวางอยู่ตรงหน้าข้าแท้ๆ แต่ข้าขี้เกียจเกินกว่าจะหยิบมันมากินจนเกือบจะอดตายอยู่แล้ว! แถมยังมีเหยือกน้ำวางอยู่ข้างๆ ด้วยนะ แต่มันทั้งใหญ่และหนักเกินไปข้าเลยไม่อยากจะยกมันขึ้นมา ข้ายอมทนหิวน้ำตายเสียดีกว่า แค่จะให้ข้าพลิกตัวข้ายังรู้สึกว่ามันหนักหนาเกินไป ข้าเลยนอนนิ่งเป็นท่อนไม้มาตลอดทั้งวัน”
คนใช้คนที่สิบเล่าถึงโศกนาฏกรรมของตนบ้าง “ความขี้เกียจนี่แหละที่นำโชคร้ายมาให้ข้า จนขาหักและน่องบวมเป่งแบบนี้ เรื่องของเรื่องคือพวกข้าสามคนนอนขวางอยู่บนถนน แล้วข้าก็เหยียดขาออกไปพอดี มีคนขับรถม้าผ่านมาและล้อรถก็ทับลงบนขาข้า จริงๆ ข้าจะชักขาหลบก็ได้นะ แต่ข้าไม่ได้ยินเสียงรถม้าที่กำลังมาหรอก เพราะมัวแต่ฟังเสียงพวกแมลงหวี่ที่บินหึ่งๆ รอบหูข้า แถมยังมุดเข้าจมูกออกทางปากข้าไปมา ใครจะไปยอมเสียเวลาออกแรงไล่พวกสัตว์รำคาญพวกนั้นกันล่ะ?”

คนใช้คนที่สิบเอ็ดยืดอกเล่าอย่างภูมิใจ “ข้าเพิ่งลาออกจากงานเมื่อวานนี้เอง ข้าไม่มีกะจิตกะใจจะแบกหนังสือหนักๆ ไปให้เจ้านาย หรือไปรับคืนมาอีกแล้ว มันไม่มีที่สิ้นสุดตลอดทั้งวันเลย แต่จะพูดความจริงให้ฟังก็ได้ เจ้านายข้านั่นแหละที่ไล่ข้าออกและไม่ยอมเก็บข้าไว้ทำงานต่อ เพราะเสื้อผ้าของเขาที่ข้าทิ้งไว้ในฝุ่นถูกมอดกินจนหมดเกลี้ยงเลย ซึ่งข้าขอบอกเลยว่าข้าดีใจมากที่ตกงาน!”
คนใช้คนที่สิบสองปิดท้ายเป็นคนสุดท้ายว่า “วันนี้ข้าต้องขับรถม้าเข้าไปในชนบท ข้าเลยทำที่นอนฟางบนรถแล้วก็นอนหลับอย่างมีความสุข จนบังเหียนหลุดมือไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอข้าตื่นมา ม้าก็เกือบจะหลุดจากรถไปแล้ว เครื่องเทียมม้าหายเกลี้ยง สายรัดม้ากับเพลารถก็หายไป ปลอกคอ บังเหียน และเหล็กปากม้าก็โดนใครไม่รู้ที่เดินผ่านมาขโมยไปหมดเลย นอกจากนี้รถม้ายังตกลงไปในหล่มโคลนจนติดแน่น ข้าก็เลยทิ้งมันไว้อย่างนั้นแล้วกลับลงไปนอนแผ่บนกองฟางต่อ จนสุดท้ายเจ้านายต้องมาเองและเป็นคนช่วยเข็นรถม้าออกไป ถ้าเขาไม่มาข้าก็คงไม่ได้มานอนคุยอยู่ตรงนี้หรอก ข้าคงจะนอนหลับปุ๋ยอยู่ที่นั่นอย่างสงบสุขตลอดกาลไปแล้ว”
เมื่อการประชันความคร้านสิ้นสุดลง เหล่าคนใช้จอมเกียจคร้านต่างก็นิ่งเงียบไป บ้างก็เคลิ้มหลับไปกลางคันขณะที่เพื่อนยังพูดไม่จบ ทิ้งให้เรื่องราวของพวกเขาเป็นเพียงเสียงละเมอท่ามกลางสายลม
และหากไม่มีใครลุกขึ้นมาปลุกพวกเขา หรือลากตัวพวกเขาไปทำงานเสียใหม่ ป่านนี้พวกเขาก็คงยังนอนเอกเขนก อวดอ้างความเกียจคร้านกันอยู่ในที่เดิมนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.. ความเกียจคร้านที่หยั่งรากลึกจนกลายเป็นความภาคภูมิใจนั้น คือบ่อเกิดแห่งความเสื่อมถอยที่น่าเวทนาที่สุด เพราะมันทำให้มนุษย์ละทิ้งแม้กระทั่งสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความรับผิดชอบพื้นฐานต่อตนเองและผู้อื่น
การที่เหล่าคนใช้มองว่าการปล่อยให้ร่างกายบาดเจ็บหรือทรัพย์สินพินาศเป็นชัยชนะของการได้อยู่เฉยๆ สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตที่ปราศจากความกระตือรือร้นนั้นย่อมไร้ซึ่งคุณค่าและจุดหมาย เปรียบเสมือนคนที่ยังมีลมหายใจแต่กลับทำตัวไม่ต่างจากท่อนไม้ที่ไร้ชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความคร้านที่เกินพอดีเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้เพียงเพื่อแลกกับความสบายชั่วขณะ
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสิบสองคนใช้จอมเกียจคร้าน (อังกฤษ: The Twelve Idle Servants) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากการรวบรวมเรื่องเล่าตลกขบขัน (Jests) ในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ซึ่งพี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจากกวีนิพนธ์ของฮันส์ ซัคส์ (Hans Sachs) โดยต้นฉบับดั้งเดิมมักถูกใช้เป็นบทพูดในละครเร่หรือการแสดงพื้นบ้านเพื่อสร้างเสียงหัวเราะผ่านการเสียดสีพฤติกรรมมนุษย์ที่ดูหมิ่นการทำงานหนัก และมักจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของเหล่าคนใช้จอมขี้เกียจเพื่อเป็นบทเรียนเชิงล้อเลียนสังคม
ในเชิงวรรณกรรม โครงสร้างของเรื่องเป็นรูปแบบการเล่าแบบ “รายการ” (List Tale) ที่เน้นการเกทับ (One-upping) กันไปมา ซึ่งเป็นเทคนิคที่พบได้บ่อยในนิทานพื้นบ้านเยอรมันเพื่อสร้างความสนุกสนานจากการพูดจาโอ้อวดที่เกินจริง (Tall Tales) โดยพี่น้องกริมม์เลือกที่จะรักษารายละเอียดความพิลึกพิลั่นของแต่ละคนไว้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการของผู้คนในอดีตที่นำเอาเรื่องความคร้านมาขยายความจนถึงขั้นอัศจรรย์และน่าขันในเวลาเดียวกัน
ความตั้งใจของพี่น้องกริมม์ที่จะเก็บรวบรวมแง่มุมของ “ความบกพร่องทางศีลธรรม” มานำเสนอในรูปแบบที่เบาสมองมากขึ้น ในคอลเลกชันนิทานกริมม์ลำดับที่ 151a KHM มีความหลากหลายทางอารมณ์ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความศักดิ์สิทธิ์หรืออาถรรพ์ แต่เน้นการสะท้อนภาพลักษณ์ของคนใช้ในยุคกลางที่มักถูกล้อเลียนว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์และขี้เกียจ เป็นการใช้เสียงหัวเราะเป็นเครื่องมือในการสั่งสอนจริยธรรมให้แก่ผู้ฟังทุกวัย
คติธรรม: “ชีวิตที่รุ่งโรจน์ย่อมเกิดจากหยาดเหงื่อแห่งความพยายาม แต่ชีวิตที่พังทลายมักเกิดจากความภูมิใจในความพ่ายแพ้ของคนที่เอาแต่รอให้โชคชะตาขยับแทนตนเอง”

