ยามค่ำคืนเมื่อดวงจันทร์ส่องแสง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากเยอรมนีถึงพระราชวังทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน เปลวเทียนในโถงทางเดินค่อย ๆ มอดดับ เหลือเพียงเงาที่ทอดยาวไปตามกำแพงหินเย็นเฉียบ ทุกสิ่งดูสงบ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวใต้หลังคาแห่งนี้ แต่หากเงี่ยหูฟังให้ดี จะได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาเบา ๆ ราวกับเสียงผ้าไหมเสียดสีกันและเสียงฝีเท้าแผ่วเบา ราวกับมีใครบางคนกำลังเคลื่อนผ่านในเงามืด มันเป็นเพียงสายลมพัดผ่านม่านหน้าต่าง หรือบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น?
ทุกเช้า ปริศนาเดิมยังคงอยู่ รองเท้าสิบสองคู่ถูกทิ้งไว้ในสภาพขาดวิ่น ทั้งที่ประตูห้องถูกล็อกแน่นหนาตลอดคืน พระราชาเฝ้าครุ่นคิด ไม่มีใครเข้า ไม่มีใครออก แต่รองเท้าของพระธิดากลับสึกหรอราวกับถูกใช้เต้นรำมาตลอดทั้งคืน พวกนางไปที่ไหน? และที่ปลายทางของค่ำคืน มีสิ่งใดรออยู่? กับนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ อาณาจักรหนึ่ง พระราชามีพระธิดาสิบสององค์ พวกนางงดงาม อ่อนหวาน และเพียบพร้อม แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นทุกคืน ทุกเช้า รองเท้าของพวกนางขาดจนแทบไม่เหลือสภาพ ทั้งที่พระราชาสั่งล็อกประตูห้องของพวกนางอย่างแน่นหนาทุกคืน
พระองค์ครุ่นคิดด้วยความสงสัย “พวกนางไปที่ไหนในยามค่ำคืน? เหตุใดรองเท้าจึงสึกหรอราวกับถูกใช้เต้นรำตลอดคืน?”
พระราชาทรงตรัสถามพระธิดา แต่เจ้าหญิงเพียงแต่ยิ้มและตอบว่า
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่รู้เลยเพคะ รองเท้าคงเสื่อมไปเองตามกาลเวลา”
พระราชาไม่เชื่อ หากเป็นเพียงหนึ่งหรือสองคู่ที่ขาดก็คงไม่แปลก แต่ทุกคู่ ทุกคืนมันเป็นไปไม่ได้
ด้วยความสงสัย พระองค์จึงประกาศว่า “ชายใดที่สามารถไขปริศนาได้ภายในสามวันสามคืน จะได้รับรางวัลเป็นการแต่งงานกับหนึ่งในพระธิดาและได้รับสิทธิ์เป็นรัชทายาท แต่หากล้มเหลว จะต้องถูกประหาร”
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร เจ้าชายและขุนนางจากแดนไกลมาท้าทาย พวกเขาพยายามจับตามองเจ้าหญิงในยามค่ำคืน แต่ทุกคนกลับหลับใหลโดยไม่รู้ตัว และเมื่อตื่นขึ้น รองเท้าของเจ้าหญิงก็ยังคงขาดเช่นเดิม
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และชายทุกคนที่ล้มเหลว ถูกนำตัวไปประหาร
ไม่นานนัก ไม่มีใครกล้าเข้ามาท้าทายอีก
วันหนึ่งทหารผ่านศึกผู้หนึ่งเดินทางมายังวัง เขาไม่ได้เป็นเจ้าชาย ไม่มีอำนาจหรือสมบัติ มีเพียงประสบการณ์จากสนามรบและหัวใจที่ไม่เคยหวั่นเกรง
ระหว่างทาง เขาพบหญิงชราผู้ลึกลับ นางมองเขาด้วยแววตาฉลาดล้ำ แล้วกล่าวว่า
“เจ้ากำลังมุ่งหน้าไปไขปริศนาในวังใช่หรือไม่?”
“ใช่ ข้าอยากลองเสี่ยงดู” ทหารตอบ
หญิงชราพยักหน้า แล้วกล่าวเตือน “ถ้าเช่นนั้น จงฟังให้ดี—คืนนี้ เจ้าห้ามดื่มสิ่งที่เจ้าหญิงมอบให้เด็ดขาด และจงใช้สิ่งนี้เพื่อค้นหาความลับของพวกนาง”
นางยื่นเสื้อคลุมล่องหน ให้เขา ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ทหารเดินทางไปยังวัง และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระราชาตรัสเตือนว่า “เจ้ามีเวลาเพียงสามคืน หากเจ้าล้มเหลว เจ้าจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีก”
คืนนั้น เจ้าหญิงองค์โตมาหาเขาพร้อมถ้วยไวน์ นางยิ้มหวานและกล่าว “เชิญดื่มเถิดเพคะ ท่านจะได้นอนหลับฝันดี”
แต่ทหารจำคำเตือนของหญิงชราได้เขาแอบเทไวน์ลงบนฟองน้ำที่ซ่อนไว้ใต้คาง จากนั้นแสร้งทำเป็นง่วง และล้มตัวลงนอน
เจ้าหญิงทั้งสิบสองรอจนแน่ใจว่าเขาหลับสนิท ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง “เหมือนคนก่อน ๆ ไม่มีผิด” เจ้าหญิงองค์เล็กกระซิบ
เจ้าหญิงองค์โตเดินไปที่เตียงของตนเคาะสามครั้งบนพื้นไม้ ทันใดนั้นกับดักลับก็เปิดออก เผยให้เห็นบันไดลับที่ทอดลงไปสู่ความมืด
เจ้าหญิงทั้งสิบสองจับมือกัน หัวเราะเบา ๆ แล้วค่อย ๆ เดินลงไปทีละคน
ทหารกระพริบตาเขาเห็นทุกอย่าง เขาค่อยๆ สวมเสื้อคลุมล่องหน แล้วก้าวลงไปตามพวกนางไป
เบื้องหน้าของเขาอาณาจักรลับใต้ดินกำลังรออยู่

ทหารก้าวตามเจ้าหญิงทั้งสิบสองลงไปยังอุโมงค์ใต้ดิน อากาศเย็นลงทุกย่างก้าว และเมื่อพวกเขาเดินไปถึงจุดสิ้นสุด โลกอีกใบก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
ป่ามหัศจรรย์ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้ทุกต้นส่องประกายระยิบระยับ ต้นแรกมีใบเป็นเงิน ต้นที่สองมีใบเป็นทอง และต้นที่สามมีใบเป็นเพชร
ทหารล่องหนมองไปรอบๆ อย่างตื่นตะลึง เขาค่อย ๆ หักกิ่งไม้จากแต่ละต้นใส่กระเป๋าไว้เป็นหลักฐาน
“ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักไหม?” เจ้าหญิงองค์เล็กหยุดเดิน มองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง
“อย่าคิดมากเลย นั่นอาจเป็นเพียงเสียงปืนใหญ่จากพระราชวังพ่อเรา” เจ้าหญิงองค์โตตอบ พลางพาน้องๆ เดินต่อไป
ทหารล่องหนเดินตามพวกนางไปจนถึงทะเลสาบสีเงินกลางน้ำมีเรือสิบสองลำจอดรออยู่ บนเรือมี เจ้าชายลึกลับสิบสองคน กำลังรอเจ้าหญิงของตน
“เจ้ามาสายอีกแล้ว” เจ้าชายองค์โตกล่าวพลางยื่นมือให้เจ้าหญิง
เจ้าหญิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนก้าวขึ้นเรือ ทหารกระโดดขึ้นเรือลำสุดท้ายโดยไม่มีใครเห็น แต่ทันใดนั้น เรือเริ่มหนักผิดปกติ
“เหตุใดเรือลำนี้หนักขึ้น?” เจ้าชายองค์สุดท้องเอ่ยขึ้น พลางขมวดคิ้ว
“เจ้าเพ้อเจ้อไปเอง!” เจ้าหญิงองค์เล็กตอบ แม้จะรู้สึกแปลกใจเช่นกัน
พวกเขาพายเรือไปถึงฝั่งที่นั่นมีปราสาทเวทมนตร์ตั้งตระหง่าน ไฟระยิบระยับจากโคมระย้าเปล่งประกาย ดนตรีบรรเลงก้องทั่วทั้งห้องโถง เจ้าหญิงทั้งสิบสองเดินเข้าไปอย่างรื่นเริง
การเต้นรำเริ่มต้นขึ้น พวกนางหมุนตัวไปตามจังหวะเพลงราวกับต้องมนตร์ ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตีสาม จนกระทั่งรองเท้าของพวกนางสึกหรอ
ทหารนั่งซุ่มดูอยู่เงียบๆ และเมื่อถึงเวลาจะต้องกลับ เขาหยิบถ้วยเงินจากโต๊ะมาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนตามพวกนางกลับไปยังอุโมงค์ลับ
เขาทำเช่นนี้อยู่สามคืน
เช้าวันที่สาม พระราชาเรียกทหารเข้าพบถึงเวลาที่เขาจะต้องเปิดเผยความจริง
“คืนที่ผ่านมา เจ้าได้เห็นอะไรบ้าง?” พระราชาตรัสถาม
ทหารหยิบกิ่งไม้จากต้นไม้เงิน ทอง และเพชร รวมถึงถ้วยเงินจากปราสาทเวทมนตร์ ออกมาวางบนโต๊ะ
“ฝ่าบาท นี่คือหลักฐานว่าพระธิดาทั้งสิบสองของพระองค์ลงไปยังอาณาจักรใต้ดินทุกคืน” ทหารกล่าว “พวกนางเต้นรำกับเจ้าชายลึกลับจนรองเท้าสึกหรอ”
เจ้าหญิงทั้งสิบสองยืนตัวแข็งทื่อพวกนางรู้ดีว่าไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้ว
“เป็นความจริงหรือไม่?” พระราชาถามเสียงเข้ม
เจ้าหญิงองค์โตถอนหายใจ ก่อนคุกเข่าลง “หม่อมฉันขอสารภาพเพคะ”
ปราสาทแห่งการเต้นรำล่มสลายไปในพริบตา และเจ้าชายลึกลับทั้งสิบสองก็หายไป พวกเขาถูกสาปให้จมอยู่ในเงามืดตลอดกาล เป็นจำนวนคืนเท่ากับวันที่พวกเขาเต้นรำกับเจ้าหญิง
พระราชาหันมาหาทหาร “เจ้าพิสูจน์ตัวเองแล้ว จงเลือกเจ้าหญิงองค์ใดก็ได้เป็นภรรยา และเจ้าจะได้เป็นรัชทายาทของอาณาจักรนี้”
ทหารครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนกล่าว “ข้าไม่ใช่ชายหนุ่มอีกต่อไป ข้าขอเลือกเจ้าหญิงองค์โต นางมีสติปัญญาและความรับผิดชอบที่จะช่วยข้าปกครองแผ่นดิน”
งานอภิเษกถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และแม้ว่าเจ้าหญิงทั้งสิบสองจะต้องลาจากเวทมนตร์แห่งราตรีไปตลอดกาล แต่พวกนางก็ได้พบกับแสงสว่างของชีวิตใหม่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความลับไม่มีวันถูกเก็บซ่อนไว้ตลอดไป ไม่ว่าความจริงจะถูกปกปิดแน่นหนาเพียงใด สักวันหนึ่งมันก็จะถูกเปิดเผย
ปัญญาและความไหวพริบมีค่ามากกว่ากำลัง ทหารผ่านศึกไม่ได้เป็นเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ แต่เขาใช้ไหวพริบ ความอดทน และความกล้าหาญเพื่อไขปริศนาที่ไม่มีใครสามารถแก้ได้
ผลของการกระทำย่อมย้อนคืนสู่ตน เจ้าหญิงทั้งสิบสองอาจคิดว่าไม่มีใครล่วงรู้ความลับของพวกนาง แต่สุดท้าย พวกนางก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของมัน
บางครั้ง ความหลงใหลในสิ่งที่ไม่จีรัง อาจทำให้เราสูญเสียสิ่งที่แท้จริง อาณาจักรแห่งการเต้นรำอาจเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ แต่สุดท้ายมันก็จางหายไป เหลือไว้เพียงโลกแห่งความจริงที่ต้องเผชิญ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเยอรมันเรื่องเจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง (อังกฤษ: The Twelve Dancing Princesses) เป็นนิทานพื้นบ้านของเยอรมนีที่ได้รับการบันทึกโดย พี่น้องกริมม์ (Jacob and Wilhelm Grimm) และถูกตีพิมพ์ใน Children’s and Household Tales หรือ “นิทานกริมม์” ฉบับปี 1812
แม้ว่าเวอร์ชันของพี่น้องกริมม์จะเป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่นิทานที่มีโครงเรื่องคล้ายกันปรากฏในวัฒนธรรมอื่นๆ ทั่วยุโรป เช่น ฝรั่งเศส รัสเซีย และนอร์เวย์ ต้นแบบของเรื่องอาจมีรากมาจากนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานกันมาหลายศตวรรษเกี่ยวกับโลกใต้ดิน เวทมนตร์ และการเต้นรำในยามราตรี
ในบางเวอร์ชันเจ้าหญิงทั้งสิบสองไม่ได้สมัครใจไปเต้นรำทุกคืน แต่ถูกสาปหรือถูกควบคุมโดยพลังลึกลับ ส่วนเวอร์ชันของกริมม์เน้นไปที่ความลับของเจ้าหญิง และการใช้สติปัญญาของทหารผ่านศึกในการเปิดโปงความจริง
นิทานเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่พบได้บ่อยในนิทานคลาสสิก
- การเต้นรำในโลกเวทมนตร์ เป็นสัญลักษณ์ของ การลุ่มหลงในความสุขชั่วคราว โลกใต้ดินอาจเปรียบได้กับสิ่งยั่วยวนที่ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย
- ทหารผ่านศึก แทนปัญญา ความอดทน และความกล้าหาญ เขาไม่ใช่ชายหนุ่มสูงศักดิ์ แต่กลับสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ด้วยไหวพริบ
- รองเท้าที่สึกหรอ เปรียบเหมือนร่องรอยของความลับที่ไม่มีวันปกปิดได้ตลอดไป
“เจ้าหญิงนักเต้นรำทั้งสิบสอง” ได้รับการดัดแปลงเป็นวรรณกรรม บัลเลต์ และภาพยนตร์แอนิเมชันมากมาย หนึ่งในเวอร์ชันที่มีชื่อเสียงคือ “Barbie in the 12 Dancing Princesses” (2006) ซึ่งเปลี่ยนเนื้อเรื่องให้เจ้าหญิงต้องเผชิญกับการถูกกดขี่แทนที่จะเป็นผู้ปิดบังความลับ
นิทานเรื่องนี้ยังคงได้รับความนิยมเพราะเต็มไปด้วยเสน่ห์ของปริศนา เวทมนตร์ และบทเรียนเกี่ยวกับสติปัญญาและผลของการกระทำ ซึ่งทำให้เป็นหนึ่งในนิทานกริมม์ที่น่าจดจำที่สุดเรื่องหนึ่ง
“ความลับที่งดงาม อาจนำไปสู่จุดจบที่ขมขื่น”