ดวงอาทิตย์ลอยสูงเหนือทะเลทราย แผดเผาผืนดินให้ร้อนระอุ สายลมพัดผ่านหุบเขาหินสีแดง ทิ้งร่องรอยของกาลเวลาไว้บนหน้าผาสูงตระหง่าน ท่ามกลางดินแดนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากอเมริกาว่า มีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ ระหว่างพุ่มไม้แห้งแล้งและเงาของต้นกระบองเพชร
บนเส้นทางที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด มีร่างหนึ่งก้าวเดินไปอย่างอิสระ จิตใจเต็มไปด้วยแผนการ และรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เส้นขนของเขาถูกลูบไล้ด้วยสายลม ดวงตาสุกใสเป็นประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ เขาเดินทางไปเรื่อย ๆ มองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่จะทดสอบปัญญาของตนเอง และแน่นอน ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน ย่อมมีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงเสมอ กับนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานโคโยทีจอมเจ้าเล่ห์

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานโคโยทีจอมเจ้าเล่ห์
นานมาแล้ว ก่อนที่โลกจะเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน มีเหล่าวิญญาณแห่งธรรมชาติที่คอยปั้นแต่งและเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นไปตามวิถีของมัน บางตนเป็นผู้สร้าง บางตนเป็นผู้ทำลาย และบางตนก็เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองสิ่งนี้
ไคโยที (Coyote) คือหนึ่งในนั้น เขาไม่ใช่เทพที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว แต่เขาคือ นักเล่นกล ผู้หลอกลวง และผู้เปลี่ยนแปลง เขามีรูปร่างคล้ายหมาป่าหรือสุนัขจิ้งจอก แต่ตัวเล็กกว่าและมีท่าทางเจ้าเล่ห์กว่ามาก หมอบต่ำ และเคลื่อนไหวปราดเปรียว หูแหลมและตั้งตรงตลอดเวลา แสดงถึงความขี้สงสัยและความเฉียบแหลม
บางครั้งเขาก็ช่วยเหลือ บางครั้งเขาก็ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย และบางครั้งเขาก็สร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจเลย “โลกนี้ช่างน่าเบื่อเสียจริง!” ไคโยทีเคยพูดกับตัวเอง “ถ้าข้าไม่เล่นสนุกเสียบ้าง โลกก็คงจะเงียบเหงาเกินไป!”
ดังนั้น ไคโยทีจึงเดินทางไปทั่วโลก ปล่อยให้สติปัญญาและความเจ้าเล่ห์ของเขาพลิกผันเหตุการณ์ไปในทางที่คาดไม่ถึงเสมอ
เขาเป็นผู้ขโมยไฟจากดวงอาทิตย์มาให้มนุษย์ เขาเป็นผู้สอนนกให้ร้องเพลง เขาเป็นผู้หลอกให้แม่น้ำไหลไปในทิศทางใหม่ และเขาเป็นผู้ทำให้ก้อนหินหัวเราะได้ (แม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วครู่)
แต่ไคโยทีก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นดังที่เขาเป็น นั่นคือความหิวโหยที่ไม่มีวันหมดสิ้น
เขาหิวเสมอหิวอาหาร หิวอำนาจ หิวความสนุก และทุกครั้งที่เขาต้องการบางสิ่ง เขาก็จะใช้ปัญญาของเขาเพื่อให้ได้มันมา…
ดวงอาทิตย์แผดเผาผืนทะเลทราย ลมร้อนพัดผ่านหุบเขาหินสีแดง ไคโยทีเดินลากเท้าไปตามเส้นทางที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด เขาหิวโหยและกระหายน้ำอย่างที่สุด
“โอ้… ข้าช่างเป็นสัตว์ที่โชคร้ายจริง ๆ!” ไคโยทีคร่ำครวญ “ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในผืนป่าแท้ ๆ แต่กลับต้องเดินตากแดดเช่นนี้ ข้าไม่สมควรลำบากขนาดนี้เลย!”
ขณะที่เขาพึมพำบ่นกับตัวเอง เสียงหัวเราะและเสียงเพลงลอยมาตามสายลม ไคโยทีหรี่ตาลงและมองไปยังขอบฟ้า ที่นั่น มีหมู่บ้านของสัตว์ป่าตั้งอยู่
รอบกองไฟกลางหมู่บ้าน หมี กระต่าย เต่า และสุนัขจิ้งจอก กำลังนั่งล้อมวงกัน พวกมันกำลังกินอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ มีทั้งผลไม้สด ข้าวโพดปิ้ง และน้ำใสเย็นที่ไหลมาจากลำธาร
ไคโยทีเลียริมฝีปาก “ฮึ่ม! ดูเหมือนข้าจะพบโชคดีเสียแล้ว…”
แต่เขารู้ดีว่าไม่มีใครยอมแบ่งอาหารให้เขาฟรี ๆ ไคโยทีมีชื่อเสียงเรื่องความเจ้าเล่ห์ และไม่มีสัตว์ตัวไหนไว้ใจเขาอีกต่อไป
“ข้าต้องใช้สมองมากกว่ากำลัง… และแน่นอน ข้าเก่งเรื่องนี้ที่สุด!”
ไคโยทียืดตัวขึ้น จัดขนให้เรียบร้อย แล้วเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมรอยยิ้มกว้าง
เมื่อไคโยทีเดินเข้าไป สัตว์ทุกตัวหันมามองด้วยสายตาระแวง
“ดูนั่นสิ!” กระต่ายกระซิบกับเต่า “หมอนี่มาอีกแล้ว คงคิดจะก่อเรื่องแน่ ๆ!”
แต่ไคโยทีทำเป็นไม่สนใจ เขาเดินเข้ามากลางวงและแหงนหน้ามองท้องฟ้าอย่างเคร่งขรึม ก่อนจะถอนหายใจยาว
“พวกเจ้าช่างโชคดีเสียจริง…” เขาพูดขึ้นเสียงดัง ทำให้ทุกตัวหยุดกินและหันมาฟัง
“พวกเจ้าได้นั่งกินกันอย่างสบายใจ ขณะที่บางสิ่งอันตรายกำลังจะเกิดขึ้น…”
“อะไรกัน?” หมีถามอย่างสงสัย
ไคโยทีส่ายหน้า “ข้าไม่แน่ใจนัก… แต่ข้ามีความฝัน ฝันที่ยิ่งใหญ่มาก…”
สัตว์ทั้งหลายเริ่มสนใจ พวกมันขยับเข้ามาใกล้ขึ้น
“ในความฝัน ข้าเห็นดวงจันทร์กำลังร้องไห้ และดวงอาทิตย์กำลังโกรธ พวกมันบอกข้าว่าหมู่บ้านนี้กำลังจะพบเคราะห์ร้าย… “
“อะไรนะ!?” เต่าร้องขึ้น “เคราะห์ร้ายอะไร?”
ไคโยทีทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะพูดด้วยเสียงเคร่งขรึม “พวกเจ้ากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย… แต่พวกเจ้าไม่เคยถวายมันแก่ทวยเทพ! ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์โกรธมาก พวกมันกำลังจะทำให้ฝนไม่ตกและลำธารแห้งขอด!”
สัตว์ทุกตัวเริ่มมองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก “แล้วเราจะทำยังไงดี?” สุนัขจิ้งจอกถามด้วยน้ำเสียงกังวล
ไคโยทีแสร้งทำเป็นลังเล ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “เคราะห์ดีที่ข้ามีพลังวิเศษ ข้าสามารถช่วยพวกเจ้าได้…”
“จริงหรือ!?” หมีถามตาเป็นประกาย
“แน่นอน!” ไคโยทีพูดพร้อมยืดอก “ข้าสามารถทำพิธีขอพรจากทวยเทพได้ แต่ข้าต้องการบางสิ่งเพื่อทำให้พิธีสำเร็จ…”
“เจ้าต้องการอะไร?” กระต่ายถามอย่างระแวง
ไคโยทีหัวเราะเบา ๆ “ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น… อาหาร… น้ำ… และที่นอนนุ่ม ๆ สำหรับพักผ่อนระหว่างทำพิธี!”
สัตว์บางตัวเริ่มลังเล แต่เมื่อพวกมันนึกถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“ถ้ามันช่วยให้หมู่บ้านปลอดภัย เราจะทำตามที่เจ้าบอก!” หมีประกาศ ก่อนที่สัตว์ทั้งหลายจะพากันนำอาหารและน้ำมาให้ไคโยที
ไคโยทีซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้ขณะนั่งลง กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และดื่มน้ำเย็นสดชื่น “ชีวิตที่ดี… ข้านี่ช่างฉลาดจริง ๆ!”

ไคโยทีใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในหมู่บ้านสัตว์ป่า เขากินอิ่มทุกมื้อ ดื่มน้ำเย็นจากลำธาร และนอนหลับใต้ร่มไม้โดยไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย สัตว์ทั้งหลายยังคงเชื่อว่าเขามีพลังวิเศษ และไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับเขา
แต่กระต่าย ผู้ฉลาดและรอบคอบ เริ่มสังเกตพฤติกรรมของไคโยทีและสงสัยว่าเขาอาจไม่ได้มีพลังวิเศษอย่างที่อ้าง
คืนหนึ่ง ขณะที่สัตว์ทั้งหลายกำลังหลับใหล กระต่ายแอบไปที่ที่พักของไคโยที เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้และแอบฟัง ไคโยทีเอนตัวพิงต้นไม้ กอดท้องที่อิ่มแน่นของเขาแล้วหัวเราะกับตัวเอง
“โง่จริง ๆ! เจ้าพวกนั้นเชื่อข้าไปหมด!” ไคโยทีพูดกับตัวเอง “ข้ากินของพวกมันมาตั้งหลายวันโดยไม่ต้องทำอะไรเลย!”
กระต่ายเบิกตากว้าง “ข้าคิดไว้แล้วว่าเขาหลอกพวกเรา!”
ทันใดนั้นกระต่ายเกิดความคิดขึ้นมา เขาต้องทำให้สัตว์ตัวอื่นรู้ความจริง แต่จะทำอย่างไรดี? เขาจะใช้ไคโยทีเล่นกับกลลวงของตัวเอง!
เช้าวันรุ่งขึ้น กระต่ายรีบไปแจ้งข่าวให้สัตว์ตัวอื่น ๆ ฟัง “ไคโยทีบอกว่าเขามีพลังวิเศษใช่ไหม?” กระต่ายพูดขึ้นต่อหน้าสัตว์ทุกตัว “แล้วทำไมพวกเราไม่ขอให้เขาแสดงให้เราดูเล่า?”
สัตว์ตัวอื่น ๆ เริ่มมองหน้ากัน และพยักหน้าเห็นด้วย “จริงสิ! ถ้าเขามีพลังจริง เขาควรจะแสดงให้เห็น!” หมีกล่าว
ไม่นาน สัตว์ทั้งหมู่บ้านก็พากันไปรวมตัวรอบไคโยที “ไคโยที! เจ้าบอกว่ามีพลังวิเศษใช่ไหม?” กระต่ายเอ่ยเสียงดัง “งั้นเจ้าต้องแสดงให้เราเห็นเดี๋ยวนี้!”
ไคโยทีสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าพวกมันจะท้าทายเขาแบบนี้ แต่เขายังพยายามเก็บอาการไว้ “พลังวิเศษของข้าไม่ใช่สิ่งที่จะมาเรียกร้องให้ใช้ได้ตามใจหรอก!” ไคโยทีตอบด้วยท่าทีสง่างาม
“โอ้… งั้นเจ้าคงจะโกหกพวกเรา!” กระต่ายพูดเสียงดัง “หรือว่าแท้จริงแล้ว เจ้าไม่มีพลังอะไรเลย?”
เสียงฮือฮาดังขึ้น สัตว์ทั้งหลายเริ่มจ้องมองไคโยทีอย่างสงสัย
ไคโยทีรู้ตัวว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก “เอาล่ะ ๆ ข้าจะพิสูจน์ให้ดู!”
เขาหมุนตัวรอบ ๆ โบกมือไปมาและพึมพำบางอย่าง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาลองกระโดด หมุนตัว ชี้นิ้วไปที่ท้องฟ้า แต่หมู่บ้านยังคงเงียบสงัดเหมือนเดิม ไม่มีแสงวิเศษ ไม่มีเสียงฟ้าร้อง ไม่มีปาฏิหาริย์
“เห็นไหม! เขาไม่มีพลังอะไรเลย!” กระต่ายร้องขึ้น
สัตว์ตัวอื่น ๆ จ้องไคโยทีด้วยความโกรธ “เจ้าโกหกพวกเรา! หลอกให้เรามอบอาหารและน้ำให้เจ้าโดยไม่มีเหตุผล!” เต่าพูดเสียงดัง
หมีขมวดคิ้วและกำหมัดแน่น “เจ้าไม่สมควรอยู่ที่นี่อีก!” ไคโยทีรู้ทันทีว่าเขาถูกจับได้แล้ว… และตอนนี้ไม่มีทางหนี!
ไคโยทีถอยหลังช้า ๆ มองไปรอบ ๆ สัตว์ทั้งหมู่บ้านจ้องเขาด้วยความโกรธและผิดหวัง พวกมันเริ่มขยับเข้าใกล้ ล้อมเขาไว้จากทุกทิศ “เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวก่อน!” ไคโยทีโบกมือ “พวกเจ้าคงไม่อยากทำผิดพลาดหรอกใช่ไหม?”
“ผิดพลาดอะไร?” หมีคำราม
ไคโยทีรีบทำหน้าจริงจัง “พวกเจ้าคิดว่าเจ้าสามารถขับไล่ข้าไปได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? ข้าคือผู้วิเศษนะ!”
“เจ้ามันก็แค่จอมหลอกลวง!” กระต่ายสวนกลับ
ไคโยทีส่ายหัวอย่างใจเย็น “แน่ใจหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่า หากพวกเจ้าขับไล่ข้าไปในวันนี้ พวกเจ้าจะต้องเผชิญกับ…”
เขาก้มตัวลง ใบหน้าซีเรียสสุดขีด แล้วกระซิบเสียงต่ำ “คำสาปของไคโยที”
สัตว์ทุกตัวชะงัก หูตั้งขึ้นมาทันที “คำสาปอะไร?” เต่าถามอย่างระแวง
“อา… ข้าไม่อยากพูดถึงมันเลยจริง ๆ” ไคโยทีถอนหายใจ “แต่ถ้าพวกเจ้าทำให้ข้าโกรธ ข้าจะต้องปล่อยมันออกมา…”
“เมื่อใดที่ข้าออกจากหมู่บ้านนี้ หิมะจะตกหนักจนปิดเส้นทางล่าสัตว์ ผลไม้จะเหี่ยวเฉา และน้ำในลำธารจะขุ่นจนดื่มไม่ได้!”
สัตว์ทั้งหลายเริ่มหันมามองหน้ากัน “มันพูดจริงหรือ?” เสียงกระซิบดังขึ้นเป็นระยะ
กระต่ายขมวดคิ้ว “เจ้าโกหก!”
แต่ไคโยทีไม่สะทกสะท้าน “หึ ๆ ๆ แน่นอนว่าข้าหลอกพวกเจ้าเรื่องพลังวิเศษของข้า… แต่เรื่องคำสาปน่ะ… ใครจะรู้ล่ะ? หรือพวกเจ้าอยากจะเสี่ยง?”
หมีเริ่มลังเล สุนัขจิ้งจอกถอยหลังไปหนึ่งก้าว เต่ามองไปรอบ ๆ ด้วยความวิตก
“บางทีเราอาจจะทำรุนแรงเกินไปก็ได้นะ…” หมีพึมพำ
“ใช่ ๆ เราอาจจะปล่อยเขาไปเงียบ ๆ ก็ได้…” สุนัขจิ้งจอกเสริม
ไคโยทีเห็นดังนั้นก็ยิ้มกว้าง เขารู้ว่าพวกมันกำลังเริ่มกลัว “เอาล่ะ ในฐานะที่ข้ายังมีจิตใจดีงาม ข้าจะไม่ใช้คำสาปเต็มรูปแบบก็ได้…”
“แต่มีข้อแม้ พวกเจ้าต้องปิดตาแล้วหันหลังให้ข้า… ห้ามมอง! ถ้าใครมอง คำสาปจะเริ่มทำงานทันที!”
สัตว์ทั้งหลายกลืนน้ำลาย พวกมันลังเล แต่สุดท้ายไม่มีใครกล้าเสี่ยง
“ห้ามแอบมองนะ!” ไคโยทีพูดพลางก้าวถอยหลังไปเรื่อย ๆ
สัตว์ทั้งหมดค่อย ๆ ปิดตา ไคโยทีหันหลังแล้วโกยแน่บออกจากหมู่บ้าน!
เขาวิ่งผ่านทุ่งหญ้า ข้ามลำธาร กระโดดข้ามก้อนหิน จนแน่ใจว่าพ้นเขตหมู่บ้านแล้ว เขาจึงหยุดและหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ! เจ้าพวกนั้นเชื่อคำสาปปลอม ๆ ของข้าเสียด้วย!”
เขาปัดฝุ่นออกจากตัว เชิดหน้าขึ้น มองไปที่เส้นขอบฟ้า “แต่ไม่เป็นไรหรอก ข้าคือไคโยที!”
ไกลออกไปมีหมู่บ้านสัตว์อีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ไคโยทียิ้มกว้าง “ข้าแค่ต้องหาเหยื่อใหม่… และแน่นอน ข้าจะคิดแผนที่ดีกว่าเดิม!”
แล้วเขาก็ออกเดินทางต่อไป มองหาหมู่บ้านใหม่ เหยื่อใหม่ และกลลวงใหม่ ๆ ที่จะใช้หลอกล่อผู้โชคร้ายรายต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความฉลาดอาจช่วยให้เอาตัวรอดได้ แต่ความเจ้าเล่ห์ไม่ได้ทำให้ใครเป็นที่รัก”
ไคโยทีอาจรอดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้ทุกครั้ง แต่เขาไม่เคยมีบ้านหรือมิตรแท้ เพราะเขาใช้ปัญญาไปกับการหลอกลวงแทนที่จะสร้างสิ่งที่มีค่า ในทางกลับกัน สัตว์ที่หลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองก็กลายเป็นเหยื่อของเล่ห์กลซ้ำแล้วซ้ำเล่า สติปัญญาที่แท้จริงไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่คือการใช้ความฉลาดอย่างซื่อสัตย์และรอบคอบ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านอเมริกันเรื่องตำนานโคโยทีจอมเจ้าเล่ห์ (อังกฤษ: The Trickster Coyote) ตำนานของไคโยทีมาจากนิทานพื้นบ้านของชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกัน โดยเฉพาะในแถบตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงบางส่วนของแคนาดา หลายเผ่าเล่าเรื่องของไคโยทีในลักษณะที่แตกต่างกันไป บางเรื่องเขาเป็นผู้สร้างโลกหรือดวงดาวอย่างโคโยตีกับดวงดาว (Coyote and the Stars) เป็นผู้นำไฟมาสู่มนุษย์ หรือเป็นผู้กำหนดสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ แต่ในหลายเรื่องเขาเป็นเพียงนักเล่นกลที่ฉลาดแกมโกง ใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาตัวรอดหรือหลอกลวงผู้อื่น
ไคโยทีถูกมองว่าเป็นตัวแทนของจอมเจ้าเล่ห์ เขาไม่ใช่ทั้งเทพเจ้าและปีศาจ แต่เป็นตัวละครที่แสดงถึงสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความฉลาด ความขี้เล่น ความโลภ และความโอ้อวด บางครั้งเขาก็สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่บ่อยครั้ง เขากลายเป็นเหยื่อของความเจ้าเล่ห์ของตัวเอง
เรื่องเล่าของไคโยทีมีทั้งแง่สอนใจและความขบขัน เขาเป็นตัวละครที่เตือนให้ผู้คนรู้จักไตร่ตรอง ไม่หลงเชื่อคำพูดของผู้อื่นง่าย ๆ รวมถึงเตือนถึงผลของความโลภและการโอ้อวดมากเกินไป นิทานของเขาถูกเล่าขานในหมู่ชนเผ่าพื้นเมืองมาหลายชั่วอายุคน และยังคงมีอิทธิพลในวัฒนธรรมร่วมสมัย ไคโยทีปรากฏตัวในวรรณกรรม นิทานเด็ก และแม้แต่ตัวการ์ตูน เช่น Wile E. Coyote ใน Looney Tunes ซึ่งยังคงสะท้อนภาพลักษณ์ของตัวละครเจ้าเล่ห์ที่มักหาทางเอาตัวรอด แต่สุดท้ายก็ติดกับดักของตัวเองอยู่เสมอ
“ความฉลาดที่ใช้ไปกับเล่ห์กล อาจช่วยให้เอาตัวรอดได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจซื้อความไว้วางใจและความเคารพได้ตลอดไป”