ปกนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ

นิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ

ในโลกที่การสืบทอดบัลลังก์มักวัดกันที่ความกล้าหาญหรือสติปัญญา แต่บางครั้งกฎเกณฑ์ของอำนาจกลับถูกบิดเบือนไปสู่การประชันที่ไร้สาระที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงพระราชาผู้ตั้งเงื่อนไขการเลือกผู้สืบทอดที่แปลกประหลาด โดยใช้ “ความขี้เกียจ” เป็นบรรทัดฐาน จนนำไปสู่การทับถมด้วยเรื่องราวความคร้านที่เหนือชั้นจนน่าเหลือเชื่อ กับนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้ชราภาพองค์หนึ่งปกครองเมืองที่สงบสุข พระองค์มีพระโอรสสามพระองค์ซึ่งล้วนมีรูปโฉมงดงามและเฉลียวฉลาดพอ ๆ กัน

จนทำให้พระราชาหนักใจอย่างยิ่งเมื่อต้องเลือกรัชทายาท เพราะพระองค์รักลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่อยากให้เกิดความขัดแย้งในภายหลัง

เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามา พระราชาจึงเรียกโอรสทั้งสามมาเข้าเฝ้าที่ข้างเตียงบรรทม และประกาศเงื่อนไขการสืบราชบัลลังก์ที่ทำให้เหล่าขุนนางต้องตกตะลึงว่า ลูกรัก พ่อได้ตัดสินใจแล้วว่าใครในพวกเจ้าที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นคนที่ ‘ขี้เกียจที่สุด’ คนผู้นั้นจะได้สวมมงกุฎและปกครองอาณาจักรต่อจากพ่อ”

บรรดาโอรสทั้งสามต่างมองหน้ากัน และการประชันความคร้านที่แปลกประหลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ

เจ้าชายองค์โตก้าวออกมาข้างหน้าและเริ่มร่ายมนตร์แห่งความขี้เกียจเป็นคนแรก เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ว่า “ท่านพ่อ บัลลังก์นี้ต้องเป็นของหม่อมฉันอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะหม่อมฉันมีความเกียจคร้านฝังลึกอยู่ในสายเลือด หากวันใดที่หม่อมฉันกำลังล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม แล้วมีหยดน้ำฝนหรือหยาดน้ำค้างตกลงมาใส่ดวงตาของหม่อมฉันพอดี หม่อมฉันก็จะไม่ยอมเสียเวลาลืมตาขึ้นมาดู หรือแม้แต่จะกะพริบตาเพื่อปัดมันออกเลย หม่อมฉันจะยอมปล่อยให้น้ำนั้นไหลเข้าตาจนแสบพร่า เพียงเพื่อจะได้นอนนิ่งๆ ต่อไปโดยไม่ขยับร่างกายแม้เพียงเสี้ยวเล็บ”

พระราชาทรงพยักหน้าเบาๆ พลางครุ่นคิดถึงความพยายามที่จะไม่ทำอะไรเลยของโอรสองค์โต ทว่าเจ้าชายองค์ที่สองกลับขยับตัวเข้ามาใกล้ และพร้อมที่จะนำเสนอความขี้เกียจที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ 2

เมื่อเห็นพี่ชายคนโตโชว์วีรกรรมความคร้านไปแล้ว เจ้าชายองค์ที่สองก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ราวกับจะบอกว่านั่นน่ะยังเด็กๆ เขาเดินออกมาและทูลต่อพระบิดาว่า “ท่านพ่อ ท่านพี่อาจจะแค่ขี้เกียจขยับเปลือกตา แต่สำหรับหม่อมฉัน ความเจ็บปวดก็ไม่อาจชนะความขี้เกียจได้ หากหม่อมฉันกำลังนั่งผิงไฟเพื่อรับความอบอุ่นในฤดูหนาว แล้วบังเอิญเปลวไฟนั้นลุกลามออกมาจนเริ่มแผดเผาส้นเท้าของหม่อมฉันจนไหม้เกรียม หม่อมฉันก็จะไม่ยอมเสียแรงชักขาหนีเป็นอันขาด หม่อมฉันจะยอมปล่อยให้เท้าของตัวเองมอดไหม้ไปกับกองไฟ เพียงเพราะรู้สึกว่าการขยับขานั้นเป็นงานที่หนักหนาและน่าเบื่อหน่ายเกินไปสำหรับชีวิตของหม่อมฉัน”

พระราชาทรงถอนหายใจยาว ทรงเริ่มเห็นแล้วว่าเหล่าโอรสนั้นขี้เกียจได้ลึกซึ้งเพียงใด ความอดทนต่อความเจ็บปวดเพียงเพื่อจะได้อยู่เฉยๆ ของโอรสองค์รองนั้นถือว่ายากจะหาใครเปรียบ แต่แล้ว เจ้าชายองค์เล็กผู้ซึ่งยืนนิ่งเงียบมาตลอดก็เริ่มขยับริมฝีปากเพื่อเอ่ยคำตัดสินสุดท้าย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ 3

เจ้าชายองค์เล็กลืมตาขึ้นมองพระบิดาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า “ท่านพ่อ บัลลังก์นี้เป็นของหม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว เพราะหากวันหนึ่งหม่อมฉันต้องโทษประหารชีวิตด้วยการถูกแขวนคอ และในขณะที่เชือกเส้นหนากำลังคล้องอยู่ที่คอของหม่อมฉันแล้วนั้น หากมีคนยื่นมีดที่คมกริบที่สุดมาวางไว้ในมือหม่อมฉัน เพื่อให้หม่อมฉันตัดเชือกช่วยชีวิตตัวเอง หม่อมฉันก็คงจะเลือกที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกแขวนคอตายไปอย่างนั้น มากกว่าที่จะยอมออกแรงเพียงนิดเพื่อยกมือขึ้นมาตัดเชือกเส้นนั้นให้ขาดออก”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ 4

เมื่อพระราชาได้ยินดังนั้น พระองค์ก็ทรงตระหนักได้ทันทีว่าความขี้เกียจของโอรสองค์เล็กนั้นไปไกลถึงขั้นที่ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเพื่อที่จะไม่ต้องทำอะไรเลย พระองค์จึงตรัสด้วยความทึ่งว่า “เจ้าคือผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้แห่งความขี้เกียจได้สูงสุด บัลลังก์นี้คือรางวัลสำหรับเจ้า จงเป็นราชาปกครองแผ่นดินสืบไปเถิด!”

และนับแต่นั้นมา อาณาจักรแห่งนี้ก็ได้กษัตริย์ที่ขี้เกียจที่สุดในประวัติศาสตร์มาปกครอง โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าพระองค์จะยอมขยับตัวมาสวมมงกุฎหรือไม่

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การแข่งขันในเรื่องที่ไร้สาระหรือเป็นโทษแก่ตนเองอย่างความเกียจคร้านนั้นไม่ได้นำมาซึ่งเกียรติยศที่แท้จริง แต่เป็นการประชดประชันให้เห็นถึงความล้มเหลวของสามัญสำนึกที่ยอมแลกแม้กระทั่งความปลอดภัยและชีวิตเพียงเพื่อไม่ต้องออกแรงทำสิ่งใด

โดยใช้ความขบขันแบบสุดโต่งเพื่อเตือนใจเราว่า ความพยายามที่สูญเปล่าที่สุดคือการใช้ความอดทนทั้งหมดไปกับการรักษานิสัยที่ไม่ดีของตนเอง แทนที่จะใช้มันเพื่อสร้างสรรค์หรือเอาตัวรอดในยามคับขัน

อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ อีกเพียบ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องจอมขี้เกียจ (อังกฤษ: The Three Sluggards) นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากเรื่องเล่าประเภท “ตลกขบขัน” (Jests) ในสมัยกลางของยุโรป ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มนิทานประเภทประลองความสามารถในทางที่ผิดเพี้ยน โดยพี่น้องกริมม์ได้รับอิทธิพลมาจากงานเขียนของฮันส์ ซัคส์ (Hans Sachs) กวีชาวเยอรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผู้ที่มักใช้เรื่องเล่าสั้นๆ เสียดสีพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักถึงความไร้สาระของกิเลสและนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ผ่านเสียงหัวเราะ

ในเชิงวรรณกรรม โครงสร้างของเรื่องสะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบเสียดสีชนชั้นสูงและระบบการสืบสันตติวงศ์ในอดีต โดยการใช้หัวข้อ “ความขี้เกียจ” มาเป็นบรรทัดฐานในการคัดเลือกกษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพื่อชี้ให้เห็นว่าอำนาจที่ตกอยู่ในมือของผู้ที่ไร้ความกระตือรือร้นนั้นเป็นเรื่องที่น่าตลกและอันตรายในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการล้อเลียนการพิสูจน์ความกล้าหาญของเหล่าอัศวินในยุคนั้นให้กลายเป็นเรื่องที่เหลวไหล

ที่มาของความขี้เกียจระดับสุดโต่งนี้ยังพบได้ในนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรมที่ใช้การ “เกทับ” หรือการเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่เกินจริง (Tall Tales) เพื่อสร้างความบันเทิง พี่น้องกริมม์เลือกที่จะบันทึกนิทานเรื่องนี้ไว้ในลำดับที่ 151 KHM เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของนิทานพื้นบ้านเยอรมัน ที่มีทั้งเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์ที่จริงจัง ไปจนถึงเรื่องราวไร้สาระที่สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ขี้เล่นและอารมณ์ขันของชาวบ้านในอดีต

คติธรรม: “ความพยายามที่สูญเปล่าที่สุด คือการใช้ความอดทนทั้งหมดไปกับการรักษาความเกียจคร้าน จนยอมสูญเสียแม้กระทั่งสวัสดิภาพและชีวิตของตนเอง”