ปกนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม

นิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม

ในโลกนี้ มีเรื่องราวมากมายที่สอนเราว่า สมบัติที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ในรูปของเงินทองเสมอไป แต่ซ่อนอยู่ในความเฉลียวฉลาดและการรู้จักใช้สิ่งของธรรมดาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงลูกชายทั้งสามที่ได้รับมรดกแปลกประหลาดจากบิดาผู้ยากไร้ พวกเขาจึงต้องออกเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เพื่อเปลี่ยนไก่ เคียว และแมว ให้กลายเป็นโชคลาภที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต กับนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชายผู้ชราคนหนึ่งซึ่งใกล้จะถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ได้เรียกบุตรชายทั้งสามของตนเข้ามาหา เพื่อกล่าวคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย ท่านรู้สึกกังวลอย่างยิ่ง เพราะแม้จะรักลูก ๆ มาก แต่ท่านก็ไม่มีเงินทองหรือสมบัติใด ๆ จะมอบให้พวกเขาเลย

เมื่อบุตรชายทั้งสามนั่งพร้อมหน้า ชายชราก็หยิบของสามสิ่งออกมา แล้วมอบให้แก่ลูกชายแต่ละคน

“พ่ออายุมากแล้ว” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ความตายใกล้เข้ามาทุกที และพ่อต้องการดูแลพวกเจ้าก่อนที่ชีวิตจะจบสิ้นลง เงินทองพ่อไม่มีให้ และสิ่งที่พ่อให้ในวันนี้ก็ดูเหมือนจะมีค่าน้อยนิด”

ท่านยื่นของเหล่านั้นให้พวกเขา
ให้บุตรคนโตเป็นไก่ตัวผู้ตัวหนึ่ง
ให้บุตรคนกลางเป็นเคียวเกี่ยวข้าวเล่มหนึ่ง
และให้บุตรคนเล็กเป็นแมวตัวหนึ่ง

ท่านมองใบหน้าที่ฉงนสนเท่ห์ของลูก ๆ แล้วกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มอย่างมีความหวัง

“ลูกรักทั้งสาม… พ่อไม่มีเงินทองจะให้ แต่สิ่งที่พ่อมอบให้วันนี้ แม้ดูไร้ค่า แต่จงใช้ปัญญาของพวกเจ้าแสวงหาดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้จักสิ่งเหล่านี้ แล้วโชคลาภจะมาถึงเอง จงออกเดินทางไปยังประเทศที่ของเหล่านี้ยังไม่มีใครรู้จัก แล้วโชคของพวกเจ้าก็จะบังเกิดขึ้น”

หลังจากบิดาผู้เป็นที่รักจากไปแล้ว พี่น้องทั้งสามก็ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของผู้เป็นพ่อ พวกเขานำมรดกแปลก ๆ ที่ได้รับติดตัวออกเดินทางไปแสวงหาโชคชะตาของตนเอง

บุตรชายคนโตออกเดินทางพร้อมกับไก่ตัวผู้ของเขา แต่ไม่ว่าจะไปถึงเมืองไหน หรือหมู่บ้านใด เขาก็พบว่าไก่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ในตัวเมืองก็เห็นไก่นั่งอยู่บนยอดหอคอย คอยหมุนไปตามทิศทางลม ส่วนตามหมู่บ้านก็มีเสียงไก่ขันดังอยู่ทุกแห่งหน ดูเหมือนว่ามรดกชิ้นนี้จะนำโชคมาให้เขาไม่ได้เลย

จนกระทั่งในที่สุด เขาก็เดินทางมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ที่ผู้คนไม่เคยเห็นไก่มาก่อนเลย และยังไม่รู้วิธีแบ่งเวลาในยามค่ำคืน พวกเขารู้แค่ว่าเมื่อใดเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น แต่หากพวกเขาไม่นอนหลับตลอดคืน ก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่

ลูกชายคนโตจึงรีบชี้ไปยังไก่ของตน แล้วกล่าวอย่างภาคภูมิ “ดูสิ! ช่างเป็นสัตว์ที่สง่างามอะไรเช่นนี้! มันมีมงกุฎสีแดงทับทิมอยู่บนหัว และสวมเดือยเหมือนอัศวิน มันจะขันเรียกพวกท่านสามครั้งในยามค่ำคืนตามเวลาที่กำหนด และเมื่อมันขันเป็นครั้งสุดท้าย ดวงอาทิตย์ก็จะขึ้นมาในไม่ช้า แต่หากมันขันในเวลากลางวัน ก็จงสังเกตให้ดี เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลง”

ผู้คนบนเกาะพอใจอย่างยิ่ง พวกเขาเฝ้าฟังตลอดคืนอย่างไม่หลับไม่นอน และได้ยินไก่ขันบอกเวลาดังชัดเจนในเวลาตีสอง ตีสี่ และหกโมง

ชาวเกาะพูดกันด้วยความตื่นเต้น “ดูนั่นสิ! ช่างเป็นสัตว์ที่สง่างามอะไรเช่นนี้! มันจะร้องบอกเวลาให้เราได้จริง สัตว์วิเศษนี้ขายหรือไม่ และเขาต้องการราคาเท่าไหร่?”

ลูกคนโตกล่าว “ประมาณทองคำเท่าที่ลาตัวหนึ่งจะแบกได้”

“เป็นราคาที่น้อยนิดสำหรับสิ่งมีชีวิตอันล้ำค่าเช่นนี้!” พวกเขาร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน และมอบทองคำให้ตามที่เขาขอมาอย่างเต็มใจ เมื่อเขากลับถึงบ้านพร้อมความมั่งคั่ง พี่น้องของเขาก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม 2

ต่อมาเรื่องราวของลูกชายคนกลางกับเคียว

บุตรชายคนกลางจึงกล่าวว่า “ดีล่ะ! ข้าจะออกเดินทางบ้าง และดูซิว่าข้าจะขายเคียวของข้าให้ได้กำไรเหมือนเจ้าหรือไม่”

แต่เขาก็ต้องพบกับความลำบากเช่นกัน เพราะทุกที่ที่เขาไปถึง ก็มีคนงานพร้อมเคียวบนบ่าเดินสวนทางมามากมาย ดูเหมือนว่าเคียวของเขาจะไม่มีทางนำโชคลาภมาให้ได้เลย

จนกระทั่งในที่สุด เขาก็เดินทางไปถึงเกาะอีกแห่งหนึ่ง ที่ผู้คนไม่เคยรู้จักเคียวเกี่ยวข้าวมาก่อน เมื่อข้าวสาลีสุก พวกเขาจะนำปืนใหญ่ออกไปยิงใส่ทุ่งนาเพื่อให้ข้าวร่วงลงมา วิธีนี้ช่างยุ่งยากและไร้ประสิทธิภาพมาก บางนัดยิงเลยไป บางนัดยิงโดนรวงข้าวแทนที่จะเป็นลำต้น ทำให้สูญเสียข้าวไปมากมาย แถมยังส่งเสียงดังน่ารำคาญอีกด้วย

ลูกชายคนกลางไม่รอช้า เขาเดินเข้าไปในทุ่งนา แล้วเริ่มลงมือทำงาน เขาใช้เคียวเกี่ยวข้าวลงมาอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว ผู้คนบนเกาะที่มุงดูอยู่ต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ ในที่สุด

หัวหน้าเผ่าคนหนึ่งก็ร้องออกมาด้วยความตกตะลึง “เจ้าทำอะไรน่ะ? ข้าวสาลีกำลังร่วงลงอย่างเรียบร้อยได้อย่างไรกัน ไม่มีเสียงดังเลย!”

ลูกชายคนกลางหยุดเกี่ยวข้าว แล้วชูเคียวขึ้น “นี่คือเคียวเกี่ยวข้าว อาวุธแห่งความเงียบและรวดเร็ว มันเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปืนใหญ่ของพวกท่านมากนัก และไม่ทำให้ข้าวต้องสูญเปล่าแม้แต่เม็ดเดียว”

ชาวเกาะปรึกษากันอย่างตื่นเต้น แล้วหัวหน้าเผ่าก็รีบกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม! เราต้องการมัน! บอกมาเลยว่าท่านต้องการอะไรเพื่อแลกกับเหล็กรูปทรงประหลาดอันนี้?”

“ขอเพียงทองคำเท่าที่ม้าตัวหนึ่งจะแบกได้”

“ตกลง!” ทุกคนร้องขึ้น “รีบนำม้าที่แข็งแรงที่สุดมาให้เขา!” พวกเขาจึงได้รับทองคำเท่าที่ม้าตัวหนึ่งจะแบกได้เป็นการแลกเปลี่ยนกับเคียววิเศษนั้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม 3

เมื่อพี่ชายทั้งสองกลับมาพร้อมความมั่งคั่งมหาศาล ก็ถึงคราวที่บุตรชายคนเล็กจะต้องนำ แมวของเขาออกไปหาเจ้าของที่เหมาะสม เขาประสบชะตากรรมไม่ต่างจากพี่ชาย ตราบใดที่เขายังอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ก็ไม่มีโอกาสทำกำไรเลย เพราะทุกแห่งหนมีแมวอยู่มากมาย จนถึงขนาดที่ลูกแมวแรกเกิดมักถูกนำไปทิ้งน้ำ

ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจล่องเรือไปยังเกาะแห่งหนึ่ง และโชคก็เข้าข้างเขาอย่างเหลือเชื่อ ที่นี่ไม่เคยมีใครเห็นแมวมาก่อนเลย และหนูได้ครอบครองเกาะจนถึงขั้นที่พวกมันกล้าเต้นรำบนโต๊ะและเก้าอี้ ไม่ว่าเจ้าของบ้านจะอยู่หรือไม่ก็ตาม

ผู้คนต่างบ่นถึงภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้อย่างขมขื่น แม้แต่กษัตริย์ในพระราชวังก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันตัวเองจากหนูได้อย่างไร เสียงหนูร้องดังระงมไปทั่วทุกซอกมุม และพวกมันก็แทะทุกสิ่งที่ฟันของมันกัดถึง

แต่แล้ว แมวก็เริ่มการล่าของมัน มันจัดการกวาดล้างห้องไปสองสามห้องได้อย่างรวดเร็ว ผู้คนเห็นดังนั้นก็ร้องขอให้กษัตริย์ทรงซื้อสัตว์มหัศจรรย์นี้ไว้เพื่อประเทศชาติ

กษัตริย์ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้สิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งก็คือทองคำเท่าที่ล่อตัวหนึ่งจะแบกได้ และบุตรชายคนเล็กก็ได้กลับบ้านพร้อมกับสมบัติที่มากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม

“โอ้โห! น้องชาย!” พี่ชายคนโตอุทาน “เจ้าทำได้อย่างไรกัน? ใครจะคิดว่าสัตว์อย่างแมวจะนำพาความมั่งคั่งมาให้ได้มากขนาดนี้!”

“นั่นสิ! เคียวของข้าว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่แมวของเจ้าช่างมหัศจรรย์กว่าอีก!” พี่ชายคนกลางเสริม

บุตรชายคนเล็กยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “พ่อพูดถูกจริงๆ! เพียงแค่เรามองเห็นคุณค่าของสิ่งของที่ดูธรรมดา และนำมันไปในที่ที่ผู้คนต้องการ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กลายเป็นขุมทรัพย์ได้”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม 4

แต่เรื่องราวของแมวในพระราชวังพึ่งจะเริ่มขึ้น…

แมวเริ่มสนุกกับการล่าหนูในพระราชวัง มันสังหารหนูไปมากมายจนนับไม่ถ้วน จนกระทั่งในที่สุด มันก็รู้สึกร้อนและกระหายน้ำจากการทำงานหนัก มันหยุดยืนเงยหน้าขึ้น แล้วร้องออกมาว่า “เมี้ยว! เมี้ยว!”

เมื่อได้ยินเสียงร้องอันแปลกประหลาดนี้ กษัตริย์และประชาชนทั้งหมดก็หวาดกลัวอย่างหนัก พวกเขาวิ่งหนีออกจากพระราชวังในทันทีด้วยความตื่นตระหนก

คนในวังเมื่อได้ยินเสียงแมวร้อง “ว้าย! สัตว์ประหลาดตัวนี้ส่งเสียงน่ากลัว! มันต้องการอะไรกันแน่? เราคงจะถูกมันทำร้ายแน่แล้ว!”

จากนั้น กษัตริย์ก็ทรงปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไรดี ที่ปรึกษาต่างกล่าวว่า “เรายอมให้หนูรบกวนดีกว่า เพราะอย่างน้อยภัยพิบัตินั้นเราก็คุ้นเคย แต่เราไม่สามารถเอาชีวิตไปเสี่ยงกับสัตว์ประหลาดตัวนี้ได้!” ในที่สุดก็มีข้อสรุปว่า จะส่งสารไปทูลขอให้แมวออกจากพระราชวังอย่างสงบ หากไม่ทำตามก็จะใช้กำลังขับไล่

ขุนนางหนุ่มผู้สูงศักดิ์คนหนึ่งจึงถูกส่งไปถามแมวว่า “ท่านจะออกจากปราสาทอย่างสงบหรือไม่?” แต่แมวซึ่งกระหายน้ำยิ่งกว่าเดิม ก็ตอบกลับไปเพียงแค่ “เมี้ยว! เมี้ยว!”

ขุนนางหนุ่มผู้ไม่เคยได้ยินเสียงแมวร้องมาก่อนเข้าใจไปว่าแมวตอบว่า “ไม่แน่นอน! ไม่แน่นอน!” และนำคำตอบนี้กลับไปทูลกษัตริย์

ที่ปรึกษาของกษัตริย์เมื่อได้ยินคำตอบที่ตีความผิด “ถ้าเช่นนั้นนางจะต้องยอมจำนนด้วยกำลัง!”

ปืนใหญ่ถูกนำออกมา และในไม่ช้าพระราชวังก็ตกอยู่ในเปลวไฟ! เมื่อไฟลามมาถึงห้องที่แมวนั่งอยู่ มันก็กระโดดออกจากหน้าต่างได้อย่างปลอดภัย แต่ผู้ที่อยู่ด้านนอกยังไม่ยอมหยุดยิง จนกระทั่งพระราชวังทั้งหมดถูกยิงทำลายลงจนราบเป็นหน้ากลอง

แต่กลับกันเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม ผู้ที่เปลี่ยนสิ่งของธรรมดาให้กลายเป็นความมั่งคั่งได้ เพียงเพราะพวกเขาค้นพบโลกที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านั้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม 5

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คุณค่าของสิ่งของไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของมันในตลาดที่เราคุ้นเคย แต่อยู่ที่ความต้องการของผู้คนในสถานที่ที่เหมาะสม

การใช้ปัญญาและความกล้าหาญที่จะออกเดินทางสู่โลกกว้าง ทำให้บุตรชายทั้งสามค้นพบโอกาสในสิ่งที่บิดามอบให้ ซึ่งเป็นสิ่งธรรมดาในที่หนึ่ง แต่กลับกลายเป็นของวิเศษล้ำค่าในอีกที่หนึ่ง นั่นหมายความว่าโชคลาภและความสำเร็จมักจะรอคอยผู้ที่รู้จักมองหาโอกาสในมุมมองใหม่ ๆ เสมอ

และความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้และความตื่นตระหนก สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเสียหายร้ายแรงกว่าปัญหาเดิมที่เราพยายามแก้ไข โชคลาภจึงมักตกเป็นของผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในการมองหาโอกาสในสถานที่ที่คนอื่นมองข้าม แต่การรักษาผลประโยชน์นั้นไว้ต้องอาศัยสติปัญญาและความเข้าใจโลกควบคู่กันไป

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานโด่งดังจากยุโรปนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องเด็กแห่งโชคชะตาทั้งสาม (อังกฤษ: The Three Sons of Fortune) จากคอลเลกชันนิทานของพี่น้องกริมม์ (Grimm’s Fairy Tales) โดยอยู่ในลำดับที่ 070 KHM ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงปัญญาพื้นบ้านเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความสำคัญของการมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดา

โครงสร้างของนิทานเรื่องนี้เป็นการผจญภัยเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม โดยเน้นย้ำแนวคิดที่ว่า มูลค่าของสินค้าจะสูงที่สุดในสถานที่ที่ขาดแคลนหรือไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลย (Demand and Supply) และนอกจากนี้ยังแฝงคำวิจารณ์เชิงเสียดสีต่อความไม่รู้ของชนชั้นปกครอง (กษัตริย์และข้าราชบริพาร) ที่ตัดสินใจทำลายสิ่งที่มีค่าเพราะความเข้าใจผิดและหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย

พี่น้องกริมม์รวบรวมเรื่องเล่านี้จากแหล่งกำเนิดพื้นบ้านในเยอรมนี แต่เนื้อเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับนิทานพื้นบ้านอื่น ๆ ในยุโรปที่ว่าด้วยการใช้สิ่งของธรรมดาเพื่อหาโชคลาภในดินแดนห่างไกล โดยเฉพาะส่วนของ “แมว” ที่สะท้อนการค้าขายในอดีตที่นำแมวไปในพื้นที่ที่หนูระบาดอย่างหนัก ทำให้เรื่องราวนี้กลายเป็นอุทาหรณ์ที่ผสมผสานทั้งความตลกขบขันในตอนท้ายของเรื่องที่ตีความมั่ว ๆ ไปเองและข้อคิดอันชาญฉลาดได้อย่างลงตัว

คติธรรม: “คุณค่าที่แท้จริงของสิ่งใดก็ตาม อยู่ที่ความขาดแคลนของผู้คน และความมั่งคั่งมักจะตกเป็นของผู้ที่มีปัญญาในการมองหาตลาดที่เหมาะสม”