ในโลกที่ฝีมือและการพิสูจน์ตนเองคือหนทางเดียวในการรักษาครอบครัวและมรดกอันล้ำค่าเอาไว้
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงชายสามคนที่ต้องออกเดินทางไกลเพื่อฝึกวิชาชีพที่ต่างกันสุดขั้ว โดยมีเดิมพันเป็นบ้านหลังใหญ่ที่พวกเขาผูกพันมาตั้งแต่เกิด กับนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องยอดฝีมือ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องยอดฝีมือ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ชายป่าอันเงียบสงบ มีบ้านไม้โอ๊คเก่าแก่หลังหนึ่งที่เป็นมรดกตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ชายชราผู้เป็นเจ้าของบ้านมีลูกชาย 3 คนที่รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก แต่ทว่าเมื่อเขารู้ตัวว่าเรี่ยวแรงเริ่มถอยลงตามกาลเวลา ปัญหาใหญ่ก็เกิดขึ้น เพราะเขามีบ้านเพียงหลังเดียวแต่มีลูกถึง 3 คน และลูกทุกคนต่างก็รักบ้านหลังนี้มากพอๆ กัน
ชายชรานั่งครุ่นคิดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ “ข้าไม่อาจขายบ้านหลังนี้ได้ เพราะมันคือจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ แต่จะยกให้ใครคนใดคนหนึ่ง คนที่เหลือก็คงเสียใจ”
ในที่สุดเขาก็คิดแผนการอันชาญฉลาดขึ้นมาได้ เขาเรียกลูกชายทั้งสามมาพร้อมหน้าแล้วประกาศว่า “ลูกรักทั้งสาม บ้านหลังนี้จะเป็นของคนที่พิสูจน์ได้ว่าเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ที่สุด จงแยกย้ายออกไปท่องโลกกว้างเป็นเวลาหนึ่งปี เรียนรู้วิชาชีพที่พวกเจ้าเลือกให้เชี่ยวชาญจนถึงขั้นสูงสุด เมื่อครบกำหนดจงกลับมาที่นี่ ใครที่แสดงผลงานชิ้นเอกที่เหนือชั้นที่สุด ข้าจะยกบ้านหลังนี้ให้ครอบครอง”
ลูกทั้งสามน้อมรับคำท้าด้วยใจมุ่งมั่น พี่คนโตตัดสินใจเลือกเป็นช่างตีเหล็ก เพราะชอบความแข็งแกร่ง
พี่คนรองเลือกเป็นช่างตัดผม เพราะชอบความละเอียดอ่อน
ส่วนน้องคนเล็กเลือกเป็นอาจารย์สอนดาบ เพราะชอบความว่องไว ทั้งสามกอดลากันและแยกย้ายไปตามทิศทางของตนเอง
เวลาผ่านไป หนึ่งปีแห่งการฝึกฝนเริ่มต้นขึ้นด้วยความยากลำบาก
พี่คนโต (ช่างตีเหล็ก) เขาเดินทางไปฝึกงานในโรงตีเหล็กหลวงที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักร เขาต้องทนกับความร้อนระอุของเตาหลอมทุกวัน งานของเขาคือการตีกีบเท้าให้ม้าศึกของกษัตริย์ ซึ่งม้าเหล่านี้ดุร้ายและวิ่งเร็วมาก เขาฝึกฝนจนมือพองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเขาก็สามารถตีกีบเหล็กให้เข้ารูปได้ในเวลาเพียงชั่วอึดใจ และเริ่มมีความคิดว่า “บ้านหลังนี้ต้องเป็นของข้าแน่ เพราะไม่มีใครตีเหล็กได้เร็วเท่าข้าอีกแล้ว”
พี่คนกลาง (ช่างตัดผม): เขาไปฝากตัวเป็นศิษย์กับช่างตัดผมชั้นสูงในวัง เขาฝึกใช้มีดโกนกับผลแอปเปิ้ลที่กลิ้งอยู่บนโต๊ะจนสามารถปอกเปลือกได้โดยไม่ทำให้น้ำหวานกระเด็นออกมาแม้แต่หยดเดียว ต่อมาเขาเริ่มฝึกตัดผมและโกนหนวดให้กับเหล่าขุนนางผู้เอาใจยาก เขาเรียนรู้วิธีสะบัดมีดที่แผ่วเบาราวกับขนนกแต่เฉียบคมยิ่งกว่าเข็ม จนเขามั่นใจว่า “ฝีมือการใช้ใบมีดของข้าละเอียดอ่อนที่สุด บ้านหลังนี้ไม่มีทางหลุดลอยไปจากมือข้า”
น้องคนเล็ก (อาจารย์สอนดาบ): เขาเดินทางขึ้นไปยังยอดเขาที่หนาวเหน็บเพื่อฝึกวิชากับปรมาจารย์ดาบผู้ลี้ลับ เขาถูกฝึกให้ร่ายรำดาบท่ามกลางพายุฝนและหิมะ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาถูกดาบไม้ของอาจารย์ฟาดจนระบมไปทั้งตัว แต่น้องคนเล็กไม่เคยย่อท้อ เขาฝึกจนประสาทสัมผัสคมกริบ เขาสามารถรับรู้ถึงแรงลมและการเคลื่อนไหวของหยดน้ำในอากาศได้ทุกลำดับ เขาบอกกับตัวเองว่า “ถ้าข้ากลัวความเจ็บปวด ข้าก็จะไม่มีวันได้บ้านมาครอบครอง ข้าต้องรวดเร็วกว่าสายลม”

เมื่อครบกำหนดหนึ่งปี พี่น้องทั้งสามคนก็กลับมาพบกันที่บ้านไม้โอ๊คหลังเก่าตามนัดหมาย พ่อของพวกเขานั่งรออยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้านด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะลูกรัก แสดงให้พ่อเห็นทีว่าพวกเจ้าได้วิชาอะไรมาบ้าง” แต่ในขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะเริ่มอย่างไรดี โอกาสพิสูจน์ฝีมือก็วิ่งมาหาถึงที่!
ทันใดนั้นเอง มีกระต่ายป่า ตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากพุ่มไม้และวิ่งหน้าตั้งข้ามทุ่งนาไปด้วยความเร็วแสงพี่คนรอง (ช่างตัดผม) ตาเป็นประกาย “มาได้จังหวะพอดี!” เขาคว้าอ่างล้างหน้าและสบู่ขึ้นมาตีฟองอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กระต่ายยังคงวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด พี่คนรองก็วิ่งตีคู่ไปกับมัน มือของเขาสะบัดใบมีดโกนอย่างพริ้วไหวดั่งร่ายรำ เขาโกนหนวดและขนที่แก้มของกระต่ายจนเกลี้ยงเกลาหมดจด โดยที่กระต่ายไม่ได้รับบาดเจ็บหรือแม้แต่จะหยุดวิ่ง! พ่ออุทานด้วยความทึ่งว่า “ยอดเยี่ยมมาก! พี่ชายของเจ้าต้องทำดีกว่านี้มากนะ ไม่อย่างนั้นบ้านหลังนี้จะเป็นของเจ้าพี่คนรองช่างตัดผมแน่นอน”

ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าซอยยิบและเสียงกุกกักของรถม้าขุนนาง ก็ดังแว่วมา รถม้านั้นควบตะบึงมาด้วยความเร็วเต็มสูบเพื่อรีบไปให้ถึงเมืองพี่คนโต (ช่างตีเหล็ก) ตะโกนว่า “คอยดูข้านะท่านพ่อ!” เขาควิ่งกระโจนเข้าหาเกือกม้าที่กำลังดีดสะบัด เขาใช้เครื่องมือถอดเกือกม้าเก่าออกทั้ง 4 ข้าง และตีกีบเหล็กใหม่เอี่ยมใส่เข้าไปแทนที่ในขณะที่ม้ายังควบห่ออยู่อย่างนั้น ม้าตัวนั้นเดินหน้าต่อไปโดยไม่เสียจังหวะและไม่รู้ตัวเลยว่าได้เกือกใหม่แล้ว พ่อตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสายตา “เจ้าก็เก่งกาจไม่แพ้น้องชายเลย พ่อเลือกไม่ถูกจริง ๆ!”

ในขณะที่พ่อกำลังลังเลใจอยู่นั้น ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสก็กลับมืดครึ้ม ลมพัดแรงและฝนเริ่มโปรยปรายลงมาน้องคนเล็ก (อาจารย์สอนดาบ) ก้าวออกมากลางลานกว้างแล้วบอกว่า “ท่านพ่อ ตาของข้าแล้ว”
ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน พ่อและพี่ชายทั้งสองเฝ้ามองภาพตรงหน้าด้วยอาการตกตะลึง น้องคนเล็กไม่ได้เพียงแค่กวัดแกว่งดาบไปมา แต่เขาเคลื่อนไหวราวกับกำลังเต้นรำไปตามจังหวะของหยดน้ำ ดาบของเขาขยับเร็วเสียจนกลายเป็นโล่เหล็กสะท้อนแสงสีเงินปกคลุมร่างเอาไว้ หยดน้ำฝนที่ตกลงมาปะทะกับประกายดาบจะแตกกระจายเป็นละอองไอน้ำทันที เมื่อเมฆฝนเคลื่อนคล้อยผ่านไป ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง น้องคนเล็กยืนอยู่ท่ามกลางลานที่เปียกโชก แต่เสื้อผ้าและเรือนผมของเขากลับแห้งสนิท ไร้ซึ่งรอยละอองน้ำแม้เพียงนิดเดียว

พ่อลุกขึ้นยืนด้วยความตื้นตัน เดินเข้าไปสวมกอดลูกชายคนเล็กอย่างภาคภูมิใจแล้วประกาศว่า “ลูกรัก นี่คือ ‘ผลงานชิ้นเอก’ ที่เหนือชั้นกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ เจ้าไม่ได้แค่ฝึกวิชา แต่เจ้าได้หลอมรวมชีวิตเข้ากับดาบ บ้านมรดกหลังนี้… พ่อขอยกให้เจ้าเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว!”
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง น้องคนเล็กกลับหันไปมองพี่ชายทั้งสองที่ยืนยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ ไร้ซึ่งความริษยา เขาจับมือพ่อและหันไปหาพี่ๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ท่านพ่อ บ้านหลังนี้คือความทรงจำของพวกเราทุกคน หากขาดพี่ชายคนโตผู้แข็งแกร่ง และพี่คนรองผู้ละเอียดอ่อนไป บ้านหลังนี้ก็เป็นเพียงเปลือกไม้ที่ไร้ชีวิต ข้าขอสืบทอดบ้านหลังนี้ในนามของ ‘พวกเราทั้งสาม’ เราจะใช้ยอดวิชาที่ฝึกฝนมาเนรมิตบ้านหลังนี้ให้รุ่งเรืองกว่ายุคสมัยใด”
ตั้งแต่วันนั้นมา บ้านไม้โอ๊คหลังเดิมก็ถูกเติมเต็มด้วยชีวิตและเสียงหัวเราะ
พี่คนโต ได้เปิดโรงตีเหล็กหลวงที่ชั้นใต้ดิน เสียงค้อนกระทบทั่งดังเป็นจังหวะแห่งความมั่นคง
พี่คนกลาง เปลี่ยนห้องรับแขกให้เป็นร้านตัดผมที่เลื่องชื่อที่สุดในอาณาจักร ขุนนางมากมายต่างเดินทางมาเพื่อรับการสะบัดใบมีดอันพริ้วไหว
น้องคนเล็ก ใช้ลานหน้าบ้านเป็นสำนักดาบ ฝึกสอนให้ผู้คนรู้จักการป้องกันตัวและการมีสติ
พวกเขาทั้งสามครองตนเป็นโสดและดูแลกันและกันอย่างดีเยี่ยม แบ่งปันอาหารและเรื่องราวบนโต๊ะตัวเดิมที่พ่อเคยนั่ง ความมั่งคั่งหลั่งไหลเข้ามา แต่ไม่มีอะไรมีค่าเท่ากับการได้อยู่พร้อมหน้ากัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายสิบปี ร่างกายของพวกเขาก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา
จนกระทั่งในบั้นปลายชีวิต ในคืนที่เหน็บหนาวคืนหนึ่ง พี่ชายคนโตได้จากไปอย่างสงบด้วยโรคชรา พี่คนกลางและน้องคนเล็กโศกเศร้าอย่างหนัก พวกเขาพบว่าวิชาชีพที่เลิศเลอนั้นไร้ความหมายหากไม่มีพี่ชายร่วมยินดี
เพียงไม่นาน ทั้งสองก็จากโลกนี้ไปตามกันด้วยหัวใจที่ไม่อาจแยกจากกันได้ ชาวเมืองที่รักและเคารพในมิตรภาพอันบริสุทธิ์นี้ จึงได้ช่วยกันสร้างสุสานหินอ่อนแกะสลักอย่างงดงามไว้ที่หลังบ้านไม้หลังนั้น เพื่อให้ร่างของสามพี่น้องได้พักผ่อนเคียงข้างกันตลอดกาล เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยรักษาสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากการแข่งขันเพื่อเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว แต่คือการมุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนถึงขีดสุดไปพร้อมกับการรักษาความกตัญญูและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้วต่อให้แต่ละคนจะมีพรรสวรรค์ที่เลิศเลอเพียงใดหรือครอบครองทรัพย์สินที่มีค่ามากแค่ไหน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจเทียบได้กับการมีพี่น้องที่รักและเข้าใจกันอย่างแท้จริง ซึ่งความกลมเกลียวและการแบ่งปันพื้นที่ให้แก่กันนั้นเองที่เปลี่ยนจากบ้านไม้เก่าธรรมดาให้กลายเป็นวิมานแห่งความสุขที่ยั่งยืนจนวาระสุดท้ายของชีวิต
อ่านต่อ: นิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสามพี่น้องยอดฝีมือ (อังกฤษ: The Three Brothers) นิทานเรื่องนี้ถูกบรรจุอยู่ในบันทึกของพี่น้องตระกูลกริมม์ ลำดับที่ 124 KHM โดยมีรากฐานมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านในแถบรัฐเฮสเซิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของสังคมในยุคนั้นที่การสืบทอดกิจการหรือมรดกจากพ่อสู่ลูกถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง
หัวใจหลักของเรื่องถูกแต่งขึ้นเพื่อเชิดชูระบบการฝึกหัดวิชาชีพ (Apprenticeship) ในยุโรปสมัยกลาง ที่ชายหนุ่มต้องออกเดินทางไปแสวงหาความรู้จากปรมาจารย์ต่างเมือง เพื่อขัดเกลาฝีมือจนกลายเป็นยอดคนก่อนจะกลับมาสร้างรากฐานให้แก่ครอบครัว
เสน่ห์ที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างคือกุศโลบายของตัวละครพ่อที่ใช้การแข่งขันมาเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีแทนที่จะเป็นการแตกแยก ซึ่งแฝงแง่คิดเรื่องมิตรภาพระหว่างพี่น้องที่หาได้ยากในนิทานแนวชิงมรดกทั่วไป ทำให้มันกลายเป็นเรื่องเล่าที่สนุกและอบอุ่นใจมาจนถึงปัจจุบัน
คติธรรม: “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อาจทำให้เรามีชื่อเสียง แต่ความรักและมิตรภาพที่แบ่งปันให้แก่กันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เรามี ‘บ้าน’ ที่แท้จริง”

