ปกนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม

นิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม

ในโลกที่เกียรติยศถูกแลกมาด้วยการพลัดพรากและกฎเหล็กแห่งตำแหน่งหน้าที่ ความร่ำรวยที่ได้มาอย่างฉับพลันอาจกลายเป็นกำแพงสูงที่กั้นขวางความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูก

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงการเดินทางของลูกชาวประมงสู่ปราสาทลึกลับสีดำทมิฬบนยอดเขา ที่ซึ่งโชคชะตาของเจ้าหญิงสามองค์แขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งการรักษาสัจจะและความหนักแน่นในใจของมนุษย์ กับนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมืองอินเดียตะวันออกถูกกองทัพศัตรูเข้าปิดล้อมอย่างหนัก ศัตรูประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมถอยทัพจนกว่าจะได้รับเงินค่าไถ่จำนวน 600 ดอลลาร์ เมื่อสถานการณ์คับขัน เหล่าชาวเมืองจึงสั่งให้ตีกลองประกาศไปทั่วเมืองว่า “ผู้ใดก็ตามที่สามารถหาเงินจำนวนนี้มาได้ จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรี”

ในเวลานั้น มีชาวประมงยากจนผู้หนึ่งกำลังออกหาปลาในทะเลสาบพร้อมกับลูกชายของเขา ทันใดนั้นกองทัพศัตรูก็ผ่านมาพอดีและจับตัวลูกชายของเขาไปเป็นตัวประกัน แต่ในขณะเดียวกัน ศัตรูได้มอบเงินจำนวน 600 ดอลลาร์ให้แก่ชาวประมงเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับตัวลูกชาย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 2

ชาวประมงผู้โศกเศร้าไม่มีทางเลือก เขาจึงนำเงินนั้นไปมอบให้แก่เหล่าผู้ใหญ่ในเมือง

เมื่อได้รับเงินครบตามจำนวน ศัตรูจึงยอมถอยทัพไปตามสัญญา และชาวประมงผู้ยากไร้ก็ได้กลายเป็นนายกเทศมนตรีตามคำประกาศ ทว่าเมื่อขึ้นสู่อำนาจ เขากลับออกกฎอัยการศึกที่โหดร้ายว่า “ใครก็ตามที่ไม่เรียกข้าว่า ท่านนายกเทศมนตรี ผู้นั้นจะต้องได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ”

ฝ่ายลูกชายที่ถูกจับไป ในที่สุดเขาก็สามารถหาทางหลบหนีออกมาจากเงื้อมมือศัตรูได้ เขาเร่ร่อนเดินทางไปจนถึงป่าลึกบนภูเขาสูงลูกหนึ่ง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 3

ทันใดนั้นเอง หน้าผาบนภูเขาก็เปิดออกอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงเดินเข้าไปข้างในและพบกับปราสาทต้องมนต์อันยิ่งใหญ่ ทว่าบรรยากาศภายในกลับน่าประหลาดใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ หรือม้านั่งยาว ทุกอย่างล้วนถูกคลุมไว้ด้วยผ้าสีดำสนิท

ทันใดนั้น เจ้าหญิงสาวสวยสามองค์ปรากฏตัวขึ้น พวกนางแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ใบหน้าของพวกนางก็เป็นสีดำเข้ม มีเพียงจุดเล็ก ๆ สีขาวที่ปรากฏบนใบหน้าเท่านั้น พวกนางเอ่ยกับเขาว่า “อย่าได้หวาดกลัวไปเลย พวกเราจะไม่ทำร้ายเจ้า และเจ้าคือผู้เดียวที่จะสามารถช่วยเหลือปลดปล่อยพวกเราให้เป็นอิสระได้”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 4

ลูกชายชาวประมงตอบด้วยใจเด็ดเดี่ยวว่า ข้ายินดีจะทำเช่นนั้น หากพวกท่านบอกวิธีแก่ข้า”

เจ้าหญิงทั้งสามจึงให้สัญญาว่า “หากเจ้าต้องการสิ่งใด จงเอ่ยปากขอ และถ้าพวกเราได้รับอนุญาตให้ตอบ เราก็จะตอบเจ้า แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ตลอดเวลาหนึ่งปีเต็มจากนี้ เจ้าต้องห้ามพูดคุยกับพวกเรา และห้ามมองหน้าพวกเราเด็ดขาด”

เขาพักอาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนั้นเป็นเวลานานจนเริ่มเกิดความโหยหาบ้าน เขาจึงเอ่ยขอไปเยี่ยมบิดา

เจ้าหญิงทั้งสามอนุญาตและบอกว่า “เจ้าไปได้ แต่จงนำถุงเงินใบนี้และสวมเสื้อโค้ทตัวนี้ไปด้วย และภายในหนึ่งสัปดาห์ เจ้าจะต้องกลับมาที่นี่ให้ทันเวลา” หลังจากนั้นเพียงชั่วพริบตา เขาก็ถูกนำตัวกลับมายังเมืองอินเดียตะวันออกในทันที

เมื่อเขากลับมาถึงเมืองอินเดียตะวันออก แต่เมื่อเขามุ่งหน้าไปยังกระท่อมโกโรโกโสหลังเดิมที่เคยอาศัยอยู่ เขากลับพบเพียงความว่างเปล่า พ่อของเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นอีกแล้ว ด้วยความฉงนเขาจึงเที่ยวเดินถามชาวบ้านแถวนั้นว่า “ชาวประมงจน ๆ ที่เคยอยู่ที่นี่หายไปไหนเสียแล้ว?”

ชาวบ้านที่ได้ยินต่างพากันหน้าซีดเผือด รีบเข้ามาปิดปากเขาและเตือนด้วยความลนลานว่า “เงียบเดี๋ยวนี้! อย่าได้เอ่ยคำว่าชาวประมงจนๆ ออกมาเชียว ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องถูกส่งไปขึ้นตะแลงแกงและโดนแขวนคอแน่ๆ!”

แต่ลูกชายก็ยังไม่หยุดตามหา จนกระทั่งเขาได้พบกับพ่อของเขา ซึ่งบัดนี้แต่งกายหรูหราสมฐานะนายกเทศมนตรีผู้มั่งคั่ง ทันทีที่เห็นลูกชายจำพ่อได้ เขาจึงโผเข้าไปทักว่า “ท่านพ่อ ท่านเป็นเพียงชาวประมงนะ ท่านมาเสวยสุขอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร?”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 5

พ่อของเขาตกใจสุดขีดจนหน้าถอดสี รีบเตือนว่า “อย่าพูดคำนั้นออกมาเด็ดขาด! หากพวกผู้ใหญ่ในเมืองได้ยินเข้าว่าข้าเคยเป็นใคร เจ้าจะต้องถูกจับแขวนคอแน่” แต่ลูกชายก็ยังดึงดันไม่ยอมรับในยศถาบรรดาศักดิ์ใหม่ และไม่ยอมเรียกพ่อว่า “ท่านนายกเทศมนตรี” ตามกฎหมายเมือง จนในที่สุดเขาก็ถูกทหารจับกุมตัวไปที่แท่นประหารจริง ๆ

เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเพชฌฆาตและเหล่าผู้ใหญ่ในเมือง ลูกชายชาวประมงได้ร้องขอชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายว่า “โอ้ นายท่านทั้งหลาย ก่อนข้าจะตาย โปรดอนุญาตให้ข้ากลับไปที่กระท่อมเก่าหลังนั้นสักครู่เถิด” เมื่อได้รับอนุญาต เขาจึงรีบวิ่งกลับไปคว้าเอาชุดชาวประมงตัวเก่าที่ทั้งขาดและสกปรกมาสวมทับร่างกาย

เขากลับมาประจันหน้ากับทุกคนอีกครั้งและประกาศก้องว่า “พวกท่านดูให้เต็มตาเถิด! บัดนี้พวกท่านเห็นหรือยังว่าข้าคือลูกชายของชาวประมงจน ๆ? ข้าไม่ใช่หรือที่เคยสวมชุดขาดๆ ตัวนี้หาปลาเพื่อเลี้ยงดูพ่อและแม่ของข้า?”

เมื่อเห็นชุดนั้นและได้ยินคำพูดประโยคนี้ พ่อของเขาก็จำลูกชายได้ทันที ความรักที่มีต่อลูกทำให้พ่อรีบเข้าไปกอดและขออภัยที่จำลูกไม่ได้เพราะมัวแต่ห่วงยศตำแหน่ง จากนั้นจึงพาเขากลับเข้าไปในคฤหาสน์

ที่นั่นเขาได้เล่าเรื่องราวพิสดารทั้งหมดให้พ่อแม่ฟัง ทั้งเรื่องภูเขาที่เปิดออก ปราสาทสีดำ และเจ้าหญิงสามองค์ที่มีใบหน้าสีดำซึ่งรอคอยการปลดปล่อย เมื่อแม่ของเขาได้ฟังแทนที่จะดีใจ นางกลับเกิดความระแวงและกังวลอย่างหนัก นางจึงขู่ลูกชายว่า “สิ่งที่เจ้าจะทำนั่นอาจไม่ใช่เรื่องดี หรืออาจเป็นมนต์ดำของปีศาจก็ได้”

นางจึงเสนอแผนการที่ดูเหมือนจะหวังดีแต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะว่า “ลูกจงฟังแม่ เมื่อเจ้ากลับไป ให้พกโถน้ำมนต์ติดตัวไปด้วย และในตอนที่พวกนางหลับอยู่ จงหยดน้ำที่กำลังเดือดจัดลงบนใบหน้าของพวกนางเสีย เพื่อเป็นการทดสอบและทำลายมนต์ดำ” ลูกชายชาวประมงผู้ซื่อสัตย์จึงหลงเชื่อคำแนะนำนั้นและเตรียมตัวเดินทางกลับไปสู่ปราสาทอีกครั้ง

ชายหนุ่มออกเดินทางกลับไปยังภูเขาลูกเดิมด้วยความรู้สึกหวาดกลัวที่เกาะกินไปถึงขั้วหัวใจ เขาลังเลแต่สุดท้ายก็เลือกทำตามแผนการของแม่ทุกประการ เมื่อเขาย่องเข้าไปถึงห้องบรรทมในปราสาทต้องมนต์ เขาพบเจ้าหญิงทั้งสามกำลังนอนหลับใหลอยู่ในความมืด เขาหยิบโถน้ำมนต์ออกมาแล้วค่อย ๆ บรรจงหยดน้ำที่กำลังร้อนจัดลงบนใบหน้าของพวกนางทีละหยด

ทันทีที่หยาดน้ำเดือดสัมผัสถูกผิวหนัง มนตราที่ปกคลุมร่างพวกนางก็เกิดปฏิกิริยารุนแรง ร่างที่เคยดำสนิทเริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็นสีขาวเพียงครึ่งเดียวดูน่าประหลาด เจ้าหญิงทั้งสามสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส พวกนางลุกขึ้นมากรีดร้องด้วยความโกรธแค้นจนเสียงดังก้องไปทั่วปราสาท หนึ่งในนั้นจ้องหน้าเขาด้วยแววตาอาฆาตและประกาศก้องว่า

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 6

“ไอ้เจ้าหมาที่ถูกสาป! เลือดของพวกเราจะร้องขอการล้างแค้นจากเจ้าไปชั่วกาลนาน! บัดนี้โอกาสได้หมดสิ้นลงแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดมาในโลกนี้ หรือแม้แต่คนที่กำลังจะเกิดมาในภายหน้า ที่จะสามารถช่วยปลดปล่อยพวกเราได้อีกต่อไป!”

เสียงกรีดร้องสยองขวัญยังคงทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับคำขู่สุดท้ายที่ทำเอาเขาขวัญกระเจิง “จงจำไว้! เรายังมีพี่ชายอีกสามคนที่ถูกล่ามโซ่หนาถึงเจ็ดเส้นบงการไว้ และเมื่อใดที่พวกเขาหลุดออกมา พวกเขาจะตามไปฉีกร่างของเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ ไม่ให้เหลือซาก!”

สิ้นเสียงสาปแช่ง บรรยากาศรอบกายก็ปั่นป่วน ปราสาทเริ่มสั่นสะเทือนเหมือนกำลังจะถล่มลงมา ชายหนุ่มหวาดกลัวจนสติกระเจิง เขาตัดสินใจกระโดดหนีออกทางหน้าต่างสูงเพื่อเอาชีวิตรอด ร่างของเขากระแทกพื้นอย่างแรงจนขาหักสิ้นเรี่ยวแรง

และในวินาทีสยองขวัญนั้นเอง ปราสาททั้งหลังก็เริ่มจมดิ่งลงสู่ใต้พสุธาหายลับไปต่อหน้าต่อตา ผืนดินสมานตัวและภูเขาที่เคยเปิดออกก็ปิดสนิทลงดังเดิม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความว่างเปล่า จนไม่มีใครสามารถบอกได้อีกเลยว่าปราสาทลึกลับแห่งนั้นเคยตั้งอยู่ ณ ที่ใดบนโลกนี้

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม 7

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโลเลและการขาดความเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเองจนยอมทำตามคำแนะนำที่ผิดพลาดของผู้อื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดและหวังดีอย่างครอบครัว ก็สามารถนำมาซึ่งหายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้ชั่วนิรันดร์

ดังเช่นชายหนุ่มที่ทลายโอกาสสุดท้ายของเจ้าหญิงผู้บริสุทธิ์เพียงเพราะความหวาดระแวงและการผิดสัจจะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกียรติยศที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีหรือถุงเงินที่ไม่มีวันหมด แต่วัดกันที่ความซื่อสัตย์และการรักษาสัญญาในยามที่เผชิญกับบททดสอบของความกลัวครับ

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงภัยของอำนาจที่ได้มาอย่างรวดเร็วซึ่งอาจทำให้คนลืมตัวตนเดิมและละเลยความสัมพันธ์ที่แท้จริง เหมือนบิดาของเขาที่มัวแต่ลุ่มหลงในยศตำแหน่งจนเกือบจะประหารชีวิตลูกชายของตนเอง เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกเปิดเผยปูมหลังอันต่ำต้อย

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องเจ้าหญิงชุดดำทั้งสาม (อังกฤษ: The Three Black Princesses) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 137 KHM นี้มีรากฐานมาจากคติชนเยอรมันตอนเหนือ ซึ่งพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังมาจากครอบครัวฮักซ์เทาเซินและตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1815 โดยมีความโดดเด่นที่แตกต่างจากนิทานเรื่องอื่นตรงที่เป็นเรื่องราวแบบ “โศกนาฏกรรมแห่งความล้มเหลว” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในโลกของนิทานกริมม์ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะจบลงด้วยความสุข (Happy Ending) หากตัวเอกขาดความหนักแน่นและละเลยสัจจะที่ให้ไว้

ในเชิงสัญลักษณ์ สีดำบนร่างกายเจ้าหญิงคือภาพแทนของ “ความบริสุทธิ์ที่ถูกจองจำ” หรือการรอคอยการพิสูจน์ศรัทธา ซึ่งความอยุติธรรมที่พวกนางได้รับถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง เพราะพวกนางไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดแต่กลับถูกสาป และซ้ำร้ายยังถูกทำร้ายโดยผู้ที่ตั้งใจจะมาช่วยเพียงเพราะความหูเบาและการทำตามคำแนะนำที่ผิดหลักการ “น้ำมนต์” ในเรื่องนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย แต่กลับกลายเป็นอาวุธที่ทำลายโอกาสสุดท้ายในการพ้นจากคำสาปไปชั่วนิรันดร์

วรรณกรรมเรื่องนี้จึงถูกวิเคราะห์ว่าเป็นบทเรียนที่เข้มงวดเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อคำสัญญา” และการมีวุฒิภาวะของผู้ชาย (Coming of Age) ที่ล้มเหลว โดยลูกชาวประมงไม่ได้พ่ายแพ้ต่อศัตรูร้ายที่ไหน แต่พ่ายแพ้ต่อความขลาดกลัวและความระแวงในใจตนเอง จนทำให้ผู้บริสุทธิ์อย่างเจ้าหญิงทั้งสามต้องแบกรับผลกรรมที่พวกนางไม่ได้ก่อ และต้องจมดิ่งลงสู่ใต้พสุธาพร้อมกับความหวังที่ไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีกเลย

นอกจากนี้ เรื่องราวยังสะท้อนภาพสังคมในช่วงเวลาที่มีการขยายตัวทางการค้าและการเมือง โดยใช้เมือง “อินเดียตะวันออก” เป็นฉากหลังเพื่อสื่อถึงดินแดนที่ห่างไกลและเต็มไปด้วยโอกาสในการแสวงโชค แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนสติถึงอันตรายของการหลงลืมรากเหง้าของตนเองเมื่อได้รับอำนาจและวาสนาที่มาพร้อมกับตำแหน่งทางการเมือง

คติธรรม: “ความเมตตาที่ปราศจากความเชื่อมั่น และคำมั่นสัญญาที่พ่ายแพ้ต่อความระแวง อาจทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ให้จมดิ่งสู่ความมืดมิดที่ไม่อาจกอบกู้คืนมาได้อีกชั่วนิรันดร์”