ในโลกที่คำพูดเพียงไม่กี่คำอาจเป็นได้ทั้งบ่วงกรรมและเกราะคุ้มภัย เมื่อความยากจนบีบให้สามสหายต้องทำพันธสัญญาสุดประหลาดกับสิ่งลี้ลับเพื่อแลกกับความร่ำรวย
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงช่างฝึกหัดที่ต้องพิสูจน์สัจจะผ่านคำตอบที่ถูกจำกัด ท่ามกลางคดีฆาตกรรมปริศนาที่บีบให้พวกเขาต้องเลือกระหว่างการรักษาคำมั่นหรือการเอาชีวิตรอดจากลานประหาร กับนิทานกริมม์เรื่องสามช่างฝึกหัด

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องสามช่างฝึกหัด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีช่างฝึกหัดสามคนผู้ซื่อสัตย์ต่อกัน พวกเขาสัญญากันว่าจะร่วมเดินทางและทำงานในเมืองเดียวกันเสมอ ทว่าโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง เมื่อเหล่านายจ้างไม่มีงานให้ทำอีกต่อไป
จนทั้งสามตกอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งและไม่มีเงินแม้จะซื้ออาหาร หนึ่งในนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “เราจะทำอย่างไรดี? เราอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องออกเดินทางอีกครั้ง หากเมืองข้างหน้าไม่มีงาน เราจะตกลงกับเจ้าของโรงเตี๊ยมที่นั่น ให้เขาช่วยส่งข่าวบอกที่อยู่ของพวกเราเพื่อจะได้ไม่คลาดกัน จากนั้นเราค่อยแยกย้าย” ซึ่งเพื่อนอีกสองคนก็เห็นดีเห็นงามด้วย
ขณะเดินทาง พวกเขาได้พบกับชายผู้หนึ่งที่แต่งกายภูมิฐานและร่ำรวย ชายผู้นั้นเข้ามาทักทายและถามไถ่ความเป็นมา พวกเขาตอบว่า “พวกเราเป็นช่างฝึกหัดที่กำลังหางานทำครับ ที่ผ่านมาพวกเราอยู่ด้วยกันตลอด แต่ถ้าหางานไม่ได้จริง ๆ เราคงต้องแยกจากกัน”
ชายแปลกหน้าจึงยื่นข้อเสนอว่า “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นหรอก หากพวกเจ้าทำตามที่ข้าบอก พวกเจ้าจะไม่มีวันขาดแคลนทองคำหรือเงินทองเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำพวกเจ้าจะกลายเป็นท่านขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ที่มีรถม้าขับด้วย!”
ช่างคนหนึ่งตอบอย่างระแวดระวังว่า “หากไม่เป็นอันตรายต่อดวงวิญญาณและความรอดพ้นของเรา เราจะทำแน่นอนครับ” ชายผู้นั้นยืนยันว่า “ไม่เป็นอันตรายแน่นอน ข้าไม่มีสิทธิ์ในตัวพวกเจ้า”
ทว่าช่างอีกคนสังเกตเห็นว่าชายคนนี้มีเท้าข้างหนึ่งเป็นคน แต่อีกข้างกลับเป็น “เท้ากีบม้า” เขาจึงรู้ทันทีว่านี่คือปีศาจ!
ปีศาจรีบกล่าวปลอบใจว่า “ทำใจให้สบายเถอะ ข้าไม่ได้มุ่งหมายดวงวิญญาณของพวกเจ้า แต่ข้ามุ่งหมายดวงวิญญาณดวงอื่นที่เกือบจะเป็นของข้าอยู่แล้ว และกรรมของเขากำลังจะเต็มเปี่ยมพอดี”
เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ทั้งสามจึงตกลงรับเงื่อนไขสุดประหลาด นั่นคือคนแรกต้องตอบทุกคำถามว่า “เราทั้งสามคน”
คนที่สองต้องพูดว่า “เพื่อเงิน”
และคนที่สามต้องตบท้ายว่า “และมันก็ถูกต้องแล้ว!”
พวกเขาต้องพูดเรียงลำดับเช่นนี้และห้ามพูดคำอื่นเด็ดขาด มิฉะนั้นเงินจะหายไปทันที ปีศาจมอบเงินให้พวกเขาจนเต็มกระเป๋าและสั่งให้ไปพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง

เมื่อทั้งสามมาถึงโรงเตี๊ยม เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับและถามว่า “พวกเจ้าต้องการอะไรกินไหม?”
ช่างคนที่หนึ่งตอบ “เราทั้งสามคน”
“ใช่” เจ้าของโรงเตี๊ยมตอบ “นั่นคือสิ่งที่ข้าหมายถึง”
ช่างคนที่สองพูด “เพื่อเงิน”
“แน่นอนอยู่แล้ว” เจ้าของโรงเตี๊ยมรับคำ
ช่างคนที่สามปิดท้าย “และมันก็ถูกต้องแล้ว!”
เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบนำเนื้อและเครื่องดื่มชั้นดีมาเสิร์ฟพร้อมดูแลอย่างดี เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน เขาเลื่อนบิลไปให้คนแรกที่พูดว่า “เราทั้งสามคน”
คนที่สองพูดว่า “เพื่อเงิน”
และคนที่สามย้ำ “และมันก็ถูกต้องแล้ว!”
เจ้าของโรงเตี๊ยมพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกต้องที่สุด ทั้งสามคนต้องจ่าย เพราะถ้าไม่มีเงินข้าก็ให้อะไรไม่ได้” แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อทั้งสามจ่ายเงินให้มากกว่าที่เขาเรียกเสียอีก
จนแขกคนอื่น ๆ พากันซุบซิบว่า “คนพวกนี้ต้องเป็นบ้าแน่ ๆ” แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมกลับหัวเราะชอบใจและบอกว่าพวกเขาก็แค่คนไม่ค่อยฉลาดที่จ่ายหนัก
หลังจากนั้นไม่นาน มีพ่อค้าผู้มั่งคั่งเดินทางมาพักพร้อมกับถุงเงินจำนวนมหาศาล เขาเอ่ยกับเจ้าของโรงเตี๊ยมว่า “ท่านเจ้าของโรงเตี๊ยม ช่วยเก็บเงินของข้าไว้ให้ดีทีเถอะ ที่นี่มีช่างฝึกหัดบ้า ๆ สามคนพักอยู่ ข้ากลัวว่าพวกเขาจะมาขโมยเงินข้าไป” เจ้าของโรงเตี๊ยมรับฝากเงินมาและรู้สึกได้ถึงน้ำหนักทองที่หนักอึ้งในกล่อง เขาให้ช่างทั้งสามพักห้องชั้นล่าง ส่วนพ่อค้าขึ้นไปพักห้องส่วนตัวชั้นบน
โดยหารู้ไม่ว่าความโลภกำลังจะนำพาเหตุการณ์สยดสยองมาสู่โรงเตี๊ยมแห่งนี้

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนอันเงียบสงัด เจ้าของโรงเตี๊ยมผู้โลภมากคิดว่าทุกคนหลับใหลกันหมดแล้ว เขาจึงย่องไปกับภรรยาพร้อมถือขวานคมกริบ ทั้งคู่ลอบเข้าไปในห้องของพ่อค้าผู้มั่งคั่งและลงมือสังหารเขาด้วยขวานจนตายคาที่ จากนั้นจึงรีบกลับไปนอนทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ครั้นรุ่งเช้า เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วโรงเตี๊ยมเมื่อพบร่างพ่อค้ากลายเป็นศพจมกองเลือด แขกทุกคนพากันวิ่งมาดูด้วยความตกใจ เจ้าของโรงเตี๊ยมจอมเจ้าเล่ห์จึงรีบชี้หน้าใส่ร้ายทันทีว่า “พวกช่างฝึกหัดบ้าสามคนนั้นนั่นแหละที่เป็นคนทำ!” แขกคนอื่น ๆ ก็คล้อยตามเพราะเห็นท่าทางแปลก ๆ ของทั้งสามมาแต่ต้น
เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกตัวพวกเขามาสอบสวนและถามว่า “พวกเจ้าฆ่าพ่อค้าใช่ไหม?”
ช่างคนที่หนึ่งตอบ “เราทั้งสามคน”
ช่างคนที่สองเสริม “เพื่อเงิน”
ช่างคนที่สามปิดท้าย “และมันก็ถูกต้องแล้ว!”
เจ้าของโรงเตี๊ยมรีบสำทับว่า “พวกท่านได้ยินไหม! พวกเขาสารภาพออกมาเองกับปาก!” ทั้งสามจึงถูกส่งตัวเข้าคุกทันทีเพื่อรอการพิพากษา ในขณะที่พวกเขาเริ่มหวาดกลัวกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลง
ปีศาจก็ปรากฏกายขึ้นในความมืดและกระซิบว่า “จงอดทนอีกเพียงวันเดียว อย่าเพิ่งทิ้งโชคลาภของพวกเจ้าไป ข้ารับรองว่าเส้นผมของพวกเจ้าจะไม่หลุดร่วงแม้แต่เส้นเดียว”

เช้าวันต่อมา ทั้งสามถูกนำตัวขึ้นสู่คอกจำเลย ผู้พิพากษาถามอย่างเคร่งขรึมว่า “พวกเจ้าคือฆาตกรใช่ไหม?”
ช่างคนที่หนึ่งตอบ “เราทั้งสามคน”
“เหตุใดพวกเจ้าจึงฆ่าพ่อค้า?”
ช่างคนที่สองตอบ “เพื่อเงิน”
ผู้พิพากษาเริ่มโกรธและกล่าวต่อว่า “พวกเจ้าคนบาปเอ๋ย พวกเจ้าไม่รู้สึกสยดสยองต่อบาปที่ทำลงไปเลยหรือ?”
ช่างคนที่สามตอบ “และมันก็ถูกต้องแล้ว!”
ผู้พิพากษาโกรธจัดและกล่าวว่า “พวกเขาสารภาพหมดเปลือก แถมยังดื้อรั้นไม่สำนึกผิด จงนำตัวพวกมันไปประหารชีวิตเดี๋ยวนี้!”
ทั้งสามถูกคุมตัวไปยังลานประหาร โดยมีเจ้าของโรงเตี๊ยมยืนแสยะยิ้มอยู่ในกลุ่มฝูงชน ขณะที่เพชฌฆาตเงื้อดาบจะบั่นคอ
ทันใดนั้นก็มีรถม้าที่ลากด้วยม้าสีแดงเพลิงสี่ตัววิ่งหกคะเมนเข้ามาอย่างรวดเร็วจนไฟลุกที่รอยล้อ มีเสียงตะโกนและสัญญาณอภัยโทษโบกออกมาจากหน้าต่างรถม้า ชายผู้สูงศักดิ์ในชุดหรูหรา (ปีศาจ) ก้าวลงมาแล้วประกาศว่า “พวกเจ้าทั้งสามเป็นผู้บริสุทธิ์ บัดนี้พวกเจ้าพูดได้แล้ว จงบอกสิ่งที่พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นมา!”
ช่างคนโตที่สุดจึงชี้ไปที่เจ้าของโรงเตี๊ยมแล้วตะโกนว่า “พวกเราไม่ได้ฆ่าพ่อค้า ฆาตกรตัวจริงยืนอยู่ที่นั่น! หากไม่เชื่อ จงลงไปดูในห้องใต้ดินของเขาเถิด พวกท่านจะพบศพของผู้เคราะห์ร้ายอีกมากมายที่เขาฆ่าแล้วแขวนทิ้งไว้!”
เมื่อเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นความจริงทุกประการ เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงถูกนำตัวไปประหารชีวิตแทนในที่สุด ปีศาจหันมาหาช่างทั้งสามแล้วกระซิบว่า “บัดนี้ข้าได้ดวงวิญญาณที่ข้าต้องการแล้ว (ดวงวิญญาณของเจ้าของโรงเตี๊ยม) ส่วนพวกเจ้าก็จงเป็นอิสระและมีเงินทองที่จะใช้สอยไปตลอดชีวิตเถิด”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาและการอดทนต่อบททดสอบอันยากลำบากนั้นสามารถนำพาไปสู่ความหลุดพ้นและโชคลาภได้ แม้ในยามที่สถานการณ์ดูมืดมนและอันตรายที่สุด หากเราตั้งมั่นในสติและความอดทน ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมคลี่คลายไปในทางที่ดี
อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงคติธรรมที่ว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” และความโลภมักนำพาหายนะมาสู่ตนเอง ดังเช่นเจ้าของโรงเตี๊ยมที่คิดว่าตนเองฉลาดเหนือกฎหมายและหลอกใช้ผู้อื่นเป็นแพะรับบาป แต่สุดท้ายกรรมจากการกระทำของเขาก็ตามมาทวงคืนในรูปแบบของดวงวิญญาณที่ปีศาจหมายปองไว้แต่แรกนั่นเอง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องสามช่างฝึกหัด (อังกฤษ: The Three Apprentices) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากการรวบรวมของพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 120 KHM ซึ่งเชื่อว่าได้รับฟังมาจากครอบครัวแฮ็กซ์เทาเซิน (Haxthausen) และครอบครัววิลด์ (Wild) โครงเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนิทานประเภท “ข้อตกลงกับปีศาจ” (Deal with the Devil) ที่ผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าตลกขบขันและเรื่องสยองขวัญลึกลับ เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตของเหล่าช่างฝึกหัดในสมัยก่อนที่ต้องพเนจรหางานทำและเผชิญกับอันตรายรอบตัว
ในเชิงคติชนวิทยา นิทานเรื่องนี้โดดเด่นด้วยการใช้ “สูตรคำพูดตายตัว” (Fixed Phrase) ที่ตัวละครต้องพูดซ้ำ ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในนิทานยุโรปเพื่อสร้างความขบขันและบีบคั้นอารมณ์ในเวลาเดียวกัน พี่น้องกริมม์จงใจรักษาบทสนทนาสามประโยคนี้ไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่า คำพูดเพียงไม่กี่คำหากใช้อย่างมีวินัยและสัจจะ ก็สามารถเป็นได้ทั้งเกราะคุ้มกันและอาวุธที่ใช้เปิดโปงความชั่วร้ายได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนถึงความอันตรายของการพูดโดยไม่คิดให้รอบคอบ
นอกจากนี้ นิทานยังสะท้อนค่านิยมทางศีลธรรมในยุคนั้นที่เชื่อว่า “ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ” โดยใช้เจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของความใจดี การที่ปีศาจไม่ได้เอาดวงวิญญาณของช่างฝึกหัดแต่จ้องเอาดวงวิญญาณของฆาตกรแทน เป็นการสื่อสารเชิงปรัชญาว่าปีศาจมักจะมาเก็บเกี่ยวผลผลิตจากเมล็ดพันธุ์แห่งความเลวร้ายที่มนุษย์เป็นผู้ปลูกขึ้นเองนั่นเอง
คติธรรม: “สัจจะจะปกป้องผู้ที่อดทน ส่วนความโลภจะขุดหลุมพรางดักดวงวิญญาณของตนเอง”

