บางเมืองสิ้นเสียงเพราะอำนาจไม่ได้หายไป แต่อยู่ในมือของผู้ที่พูดเสียงเบาที่สุด บางคนถูกลืม ไม่ใช่เพราะไร้ค่า แต่เพราะความเงียบของเขาไม่ดังพอให้ใครจำ และบางความจริงยังไม่ตาย เพียงแค่ต้องรอให้ดอกไม้ต้นหนึ่งโตทันจะพูดแทน
ในโลกที่คำพูดกลายเป็นดาบ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงคนที่เลือกไม่ตะโกนกลับถูกโยนไว้ท้ายวัง แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ฝุ่นที่กดเขาไว้กลับกลายเป็นดินให้บางสิ่งหยั่งราก และสิ่งที่แตกออกจากเถ้า ก็อาจสูงกว่าเสียงที่เคยทับถมเขาไว้ทั้งชีวิต กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองจักขิน อันเคยรุ่งเรืองด้วยผู้คนและเสียงหัวเราะ กลับต้องเงียบงันลงอย่างน่าสะพรึง เมื่อเกิดภัยจากเบื้องบน
มีเหยี่ยวใหญ่ผัวเมียสองตน บินมาจากแดนไกล เห็นมนุษย์เป็นเหยื่อ กลืนกินวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นวิถี
ยามตะวันคล้อยลง เหงาปีกมันจะแผ่คลุมเมือง ผู้ใดอยู่นอกชายคา ย่อมถูกคว้าหายไปในพริบตา
กองกระดูกทับซ้อนตามลานตลาดและวังหลวง กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าครั้งหนึ่งเคยมีผู้คน
เจ้าเมืองจักขินยกมือกุมพระเศียร มิอาจหาทางใดรับมือกับปีศาจฟ้า จึงตัดสินพระทัยซ่อนธิดาผู้เดียวไว้ภายในกลองใหญ่
นางมีนามว่า “ปัดทุม” งามดั่งแสงแรกของรุ่งอรุณ อ่อนหวานและเฉลียวฉลาด จึงได้รับการป้องกันอย่างที่สุด
นางมิได้ร่ำไห้คร่ำครวญในที่คับแคบนั้น หากเพียงหลับตาเงียบไว้แล้วกล่าวในใจว่า “หากใครยังอยู่ จงฟังเสียงข้า”
วันแล้ววันเล่าผ่านไป แผ่นดินไร้เสียง ไม่มีคน ไม่มีม้า ไม่มีไฟ ไม่มีข้าวปลา มีแต่กลิ่นของความตายและปีกที่ผ่าน
จนวันหนึ่ง ท้าวจุลละนี แห่งเมืองปัญจานคร เสด็จออกล่าสัตว์ แล้วพลัดหลงเข้ามายังแดนรกร้างอันไร้ชีวิต
เบื้องหน้าคือประตูเมืองที่เปิดค้าง สนามหญ้าที่แห้งตาย และกระดูกขาวกระจัดกระจายดั่งหิมะกลางฤดูแล้ง
“ที่ใดกันแน่ที่ข้ามาเยือน…นี่หรือเมืองมนุษย์ หรือแดนแห่งความเงียบงันของนรก” พระองค์ตรัสกับสหายมิทันตอบ
เมื่อเข้าไปถึงพระราชวัง กลับพบกลองใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางศาลา เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นางปัดทุมอยู่ภายในจึงทุบฝาไม้ “ผู้ใดเดินย่ำผืนวังแห่งนี้… หากท่านเป็นมนุษย์ ขอจงอย่าหันหลังกลับไป!”
ท้าวจุลละนีสะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังไม่หวั่นพระทัย จึงเคาะกลองตอบ “ผู้ใดอยู่ในนั้น จงเผยวาจาเถิด อย่าได้ซ่อนเสียงไว้กับไม้”
“ข้าคือนางปัดทุม ธิดาเจ้าเมือง ผู้รอดจากเหยี่ยวร้ายมาเพียงคนเดียว… ข้าอยู่ในนี้มานานนัก ข้าจำเสียงมนุษย์แทบไม่ได้แล้ว”
ท้าวจุลละนีเปิดฝากลอง นางนั่งสงบนิ่ง ผมเผ้ายาวสยายแต่ดวงหน้าไม่แสดงความหวาดกลัว มีเพียงแววตาที่เปี่ยมแรงใจ
พระองค์ทอดพระเนตรแล้วเอ่ยเพียงว่า “หากเจ้าอยู่คนเดียวในโลกนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่เดียวดายต่อไปอีกแล้ว”
นับแต่นั้นมา นางจึงได้รับพระนามใหม่ว่า “นางคำกลอง” และได้ติดตามเสด็จกลับสู่เมืองปัญจานคร ในฐานะมเหสีองค์ที่สอง
นางคำกลองมีความอ่อนโยนต่อผู้คนในราชสำนัก พูดจาเรียบง่าย มีไมตรีแม้ต่อคนต่ำศักดิ์ จึงเป็นที่รักแก่ไพร่ฟ้าทั้งปวง
แต่มหาเทวีองค์แรก นางอัคคี ผู้มีอำนาจเดิมในวังกลับเปี่ยมด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่าพระสวามีโปรดปรานมเหสีใหม่
เมื่อกาลผ่านไป นางคำกลองมีโอรสถึง ๔ องค์ หน้าตางามสง่า สุภาพ ฉลาดเฉลียว นางอัคคีก็ยิ่งกล้ำกลืนมิได้
ด้วยไฟริษยาที่แผดเผาใจ นางจึงออกอุบายให้คนสนิทลอบนำลูกสุนัขมาเปลี่ยนแทนกุมารทั้งสี่ แล้วผูกผ้าปิดตาพระสวามี
“ข้าขอให้พระองค์วางใจ ทารกทั้งหมดมีปัญหา ข้าจัดการแทนแล้ว…” นางเอ่ยด้วยเสียงสงบ แต่ตาเต็มไปด้วยเพลิงร้าย
เมื่อท้าวจุลละนีเปิดผ้าออก พบลูกสุนัขทั้งสี่ตนแทนกุมาร ย่อมตกพระทัยและขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง
นางอัคคีรีบกล่าวเสริมทันที “มิใช่หรือเพคะ… ที่ทรงเคยสงสัยว่านางมีใจให้สุนัขจนผิดวิสัยหญิง”
ด้วยความเคืองและยังไม่รู้ความจริง พระองค์จึงสั่งเนรเทศนางคำกลองออกจากวัง ให้ไปอยู่บ้านท้ายทุ่งเป็นคนเลี้ยงหมู
นางไม่เอื้อนคำแก้ตัวแม้แต่วรรคเดียว เพียงก้มกราบแล้วกล่าวว่า “หากความจริงจักมีวันเปิดออก ข้ายอมรอ แม้ด้วยหัวใจที่แตกร้าว”
ฝ่ายนางอัคคี ไม่เพียงไล่แม่ออกจากวัง แต่ยังให้จับกุมารทั้งสี่ใส่ไหลลอยน้ำ ปล่อยล่องไปตามกระแสอย่างไม่ไยดี
น้ำพัดพาร่างเล็กไร้แรงไปติดที่ชายสวนของย่าเฒ่าผู้หนึ่งชื่อ “จำสวน”
นางจำสวนเมื่อพบศพกุมาร ทั้งตกใจและสงสารยิ่งนัก จึงทำการเผาศพอย่างเรียบง่ายที่ใต้ต้นไม้ริมสวน
แต่แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น จากเชิงตะกอนเถ้ากลบเพียงบางเบา กลับมีต้นจำปาเติบโตขึ้นถึงสี่ต้น
แต่ละต้นตั้งตรง งามสง่า ใบเขียวเข้ม ดอกสีทองสว่าง ราวมีบางสิ่งสถิตอยู่ในแก่นเนื้อไม้
ไม่มีผู้ใดรู้ว่า นั่นคือเพียงจุดเริ่มของการกลับคืน… มิใช่จุดสิ้นสุดของเลือดกษัตริย์ทั้งสี่

ยามรุ่งสางของวันหนึ่ง กลิ่นหอมแผ่วจากดอกจำปาได้ลอยคลุ้งไปทั่วชายสวน เงาดอกไม้ทาบบนพื้นดินชวนให้ย่าเฒ่าจำสวนหันไปแล
สิ่งที่เห็นมิใช่เพียงไม้ธรรมดา แต่คือสี่ต้นจำปาที่เติบโตไวผิดธรรมดา ลำต้นตั้งตรง เปล่งประกายเย็นเยียบออกจากเปลือกไม้
นางเอื้อมมือสัมผัสใบไม้แล้วพึมพำกับตนเอง “เจ้าเอ๋ย…เจ้าจะกลับมาในรูปใดหรือไม่ก็ตาม ขอให้วิญญาณของเจ้าจงสงบ”
ไม่ทันข้ามวัน พายุแผ่วคล้ายลมหายใจของบางสิ่งใต้ฟ้าได้โหมวนรอบต้นไม้ทั้งสี่ เสียงไม้แตกเปรี๊ยะเปรี๊ยะดังลั่นไปทั่วสวน
แสงสว่างจ้าแผ่ขยายออกจากลำต้น ดอกจำปาหลุดร่วงเป็นสาย ร่วงถึงพื้นก็กลายเป็นร่างเด็กชายทั้งสี่
พวกเขาลืมตาขึ้นพร้อมกัน มองมือ มองฟ้า แล้วกล่าวคำเดียวกัน “เรายังอยู่”
ย่าเฒ่าจำสวนวิ่งเข้าไปโผกอดอย่างตื้นตัน น้ำตาร่วงอย่างไม่รู้ว่าควรอธิบายด้วยถ้อยคำใด
“แม่เฒ่าจักดูแลเจ้าอีกครา ให้เจ้าเติบใหญ่ ไม่ใช่แค่เพื่อเอาคืน…แต่เพื่อได้ใช้ชีวิตอย่างที่เคยถูกพราก”
ไม่นานนัก พระฤาษีผู้พำนักอยู่ท้ายป่าจึงมาถึงสวนแห่งนั้น หลังได้เห็นนิมิตในสมาธิว่า “บุญยังไม่สิ้น”
ท่านประทับอยู่กลางลานไม้ พลางกล่าวกับกุมารทั้งสี่ “พวกเจ้าถูกฆ่าโดยไร้ผิด แต่ฟ้าก็มิได้ปล่อยให้กรรมจบเพียงเถ้าถ่าน”
พระฤาษีอบรมสั่งสอนวิชา ทั้งการต่อสู้ด้วยอาคม คาถา อาวุธ และคุณธรรม เพื่อให้ทั้งสี่กลายเป็นชายผู้มีใจมั่นเหนือฤทธิ์
กุมารทั้งสี่เรียนรู้ไว รู้จักการใช้กำลังให้คู่กับปัญญา เดินทางออกจากสวนเพื่อฝึกตน ผ่านศึกหลายครั้งจนมีเมืองขึ้นในมือ
ตำนานเริ่มแพร่สะพัดว่า “มีสี่กษัตริย์หนุ่ม ผู้มีกำเนิดจากจำปา ใช้อาคมโค่นยักษ์ และพูดกับฟ้าได้โดยไม่ต้องตะโกน”
แต่แม้จะมีเมืองปกครอง มีชัยชนะเรียงราย ทั้งสี่ก็ยังกลับมาหาย่าเฒ่าจำสวนเช่นเดิม พร้อมเสียงทักแรกที่ว่า “พวกเรากลับมาแล้ว”
และเมื่อได้เห็นดวงตาของย่าเฒ่าผู้รอคอยมาชั่วชีวิต ทุกคนก็รู้ว่าหนทางต่อจากนี้จะมุ่งไปที่ใด
เมื่อเรื่องราวในอดีตกระจ่างในใจ ทุกคนจึงออกเดินทางตามหาแม่ที่แท้จริง ผู้ยังถูกขับไล่อยู่ที่ชายทุ่งในฐานะคนเลี้ยงหมู
บ้านมุงฟางกลางดินลูกรัง กับกลิ่นโคลนและเสียงหมูร้อง คือที่ซ่อนของความอดทนที่ยาวนานกว่าแสงของพระอาทิตย์
นางคำกลองมิได้เปลี่ยนไปนัก ร่างกายซูบผอมแต่ใจยังมั่นคง ทอดสายตาออกไปไกลราวยังเฝ้ารอเงาอะไรบางอย่างจากขอบฟ้า
ครั้นเห็นบุรุษทั้งสี่คนเดินเข้ามา พรหมลิขิตในสายเลือดก็ทำให้นางเอ่ยถ้อยเบา ๆ ว่า “ลูกของแม่หรือ…”
“ใช่แม่… พวกเรากลับมา พวกเราไม่ได้ตาย” เสียงลูกคนโตกล่าว ก่อนทั้งสี่โผเข้ากอดนาง
เสียงสะอื้นมิใช่เพราะเจ็บ แต่เป็นการปลดเปลื้องทุกอย่างที่เก็บงำมานับสิบปี น้ำตาของนางเปื้อนเศษดินและความดีใจจนไม่รู้จะเช็ดสิ่งใดก่อน
กุมารทั้งสี่นำแม่เข้าเฝ้าท้าวจุลละนี พร้อมเล่าความจริงตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เหยี่ยวกินเมืองจนถึงจำปากลายเป็นคน
ท้าวจุลละนีเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยโทษของความลังเลในอดีต “ข้าเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ และเงียบกับสิ่งที่ควรฟัง”
นางอัคคีมิอาจหลีกหนีความจริงได้อีก เมื่อพยานคือเลือดของพระองค์เอง และปากของแม่ที่ไม่เคยเอื้อนความเท็จเลยแม้คราวถูกไล่
โทษทัณฑ์จึงตกลงโดยไม่ต้องตัดสินยืดยาว นางอัคคีถูกปลดจากฐานะเทวี ให้กลายเป็นทาสเลี้ยงหมู รับกรรมเดียวกับที่เคยมอบให้
ฝ่ายนางคำกลองได้รับเกียรติคืน ร่วมครองราชสมบัติกับโอรสทั้งสี่ และพระสวามีผู้ตาสว่างด้วยความจริง
เมืองที่เคยเป็นรากแห่งแผนร้าย จึงกลายเป็นแผ่นดินของความรัก ที่เติบโตมาจากเถ้าของดอกไม้สี่ต้น
และชื่อ “จำปาสี่ต้น” จึงมิได้หมายเพียงไม้หอม แต่คือชีวิตที่เคยดับ ถูกฝัง และเติบโตกลับขึ้นมาอย่างสง่ากว่าที่ใครคาดคิด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความจริงไม่เคยเน่าเปื่อย แม้จะถูกฝังไว้ใต้ความอยุติธรรมและความริษยา นางคำกลองไม่พูดเพื่อแก้ตัว ลูกทั้งสี่ไม่โกรธเพื่อทำลาย แต่เมื่อเวลาสุกงอม ความจริงก็ลุกขึ้นยืนเองโดยไม่ต้องผลักใครให้ล้ม
ต้นจำปาที่เกิดจากเถ้าศพจึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความตาย แต่คือบทพิสูจน์ว่า ความบริสุทธิ์จะหอมไกลเสมอ แม้จะถูกเหยียบซ้ำมานานเพียงใด
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องจำปาสี่ต้น เป็นตำนานพื้นบ้านที่พบทั้งในภาคอีสานของไทย และในประเทศลาว โดยเฉพาะในกลุ่มวรรณกรรมพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับตำนานพุทธศาสนา ศิลธรรม และการเวียนว่ายของชีวิตและกรรม นิทานเรื่องนี้มักถูกเล่าผ่านบทกลอนพื้นถิ่น หรือ “สังข์ทองกลอนลาว” ซึ่งมีรูปแบบการเล่าคล้ายร่ายยาว ถ่ายทอดกันปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น
เนื้อหาแสดงให้เห็นคติความเชื่อแบบไทย–ลาวที่ผูกโยงความรัก ความยุติธรรม และกรรมดีกรรมชั่วเข้ากับพลังของธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ น้ำ การเวียนกลับของชีวิต โดยเฉพาะในบริบทที่ “ชีวิตหนึ่งไม่จบแค่ความตาย” และ “ความดีที่ถูกฝัง ย่อมงอกเงยกลับมา” ผ่านการฟื้นคืนของกุมารทั้งสี่ที่กลายเป็นต้นจำปา
เรื่องนี้ยังสะท้อนบทบาทของหญิงผู้ถูกใส่ร้าย อย่างนางคำกลอง ซึ่งแม้จะถูกกดให้ต่ำที่สุด ก็ยังรักษาความสงบและความสัตย์ไว้ จนท้ายที่สุด ความจริงก็คืนมาโดยที่นางไม่ต้องทำลายใคร
ตำนานจำปาสี่ต้นจึงไม่ใช่เพียงนิทานสอนใจ หากแต่เป็นกระจกของสังคม ที่สะท้อนเรื่องศักดิ์ศรีของผู้หญิง ความริษยาของผู้มีอำนาจ และความอดทนของผู้บริสุทธิ์ โดยมี “จำปา” เป็นสัญลักษณ์ของความหวังที่งอกใหม่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านเถ้าถ่านหรือความตายก็ตาม
และวรรณกรรมจำปาสี่ต้นได้รับการดัดแปลงเป็นละครสี่ยอดกุมาร และดินน้ำลมไฟ รวมถึงมีนิทานวาดภาพระบายสีจำปาสี่ต้น และหมอลำเรี่องต่อกลอน คณะศิลปินภูไท เป็นต้น
“ความดีอาจถูกฝังได้ แต่ไม่มีใครฝังกลิ่นหอมของมันได้ตลอดไป”