นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

กาลหนึ่ง ไม่มีเสียงฆ้อง ไม่มีเสียงแคน ไม่มีแขกผู้มีเกียรตินั่งฟังอย่างพร้อมหน้า มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว กับเงาของคนเฒ่าคนแก่ที่นั่งพิงเสาเงียบ ๆ แล้วค่อย ๆ เอ่ยถ้อยคำเก่าแก่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือแค่เล่ากันมา

เรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยที่ไม่มีเจ้าชาย ไม่มีนางฟ้า มีแต่เงาะป่าในผืนป่าลึก กับหัวใจดวงหนึ่งที่กล้าเดินสวนทางกับประเพณี ทั้งที่รู้ว่าปลายทาง… อาจไม่มีใครรอดกลับมา นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าลึกแถบเทือกเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อ “คนัง” รูปร่างดำแดง ผมหยิกฟู แก้มยุ้ยเหมือนลูกหว้า เขาเกิดในเผ่าเงาะป่าที่อาศัยอยู่ริมลำห้วย กินเผือก มัน หาของป่า เป็นชีวิตเรียบง่ายตามวิถีดั้งเดิม เด็กคนังนั้นมีเพื่อนรักคนหนึ่งชื่อว่า “ไม้ไผ่” เด็กชายหัวไวที่มักเดินตามคนังไปไหนมาไหนอยู่เสมอ

วันหนึ่ง แดดสายเพิ่งส่องลงมาต้องใบตะเคียน คนังเดินถือหวูดไม้เป่านก เดินลัดเลาะเข้าไปในป่าด้านทิศตะวันตก พร้อมเอ่ยเรียกเพื่อนดังลั่น “ไม้ไผ่ เอ็งอยู่นั่นรึเปล่า ข้าจะไปเป่านก”

เสียงจากบนต้นงิ้วยักษ์ตะโกนลงมา “อยู่สิ ข้ากำลังผูกผ้าขาวม้าอยู่พอดี รอเดี๋ยวนะ”

เด็กทั้งสองออกเดินทางด้วยเท้าเปล่า ผ่านโขดหิน ลำธารเล็ก ๆ แวะล้วงเผือกจากดิน แซะมันจากตอ ช่วยกันหาฟืน แล้วจุดไฟใต้ต้นกะโดน ปิ้งเผือกส่งกลิ่นหอมฟุ้งในอากาศ เสียงหวูดไม้เป่านกดังแว่ว ๆ ปนเสียงหัวเราะของเด็กทั้งสอง

ระหว่างกำลังนั่งเป่าเผือกอยู่นั้น ก็มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินแหวกพุ่มไม้เข้ามาอย่างเงียบ ๆ เขาคือ “ซมพลา” ชายหนุ่มรูปร่างล่ำสัน ผิวคล้ำเกรียมแดด แต่ดวงตานั้นอ่อนโยนยิ่งนัก

“โอ้โห นึกว่าแค่กลิ่นเผือก ข้าก็เลยตามกลิ่นมา ที่แท้มีเด็กสองคนแอบปิ้งกันนี่เอง”

“พี่ซมพลา! มาทำไมกลางป่าลึกล่ะ?” ไม้ไผ่ถามพลางหยิบเผือกยื่นให้

ซมพลานั่งลงข้างกองไฟ รับเผือกมาแล้วเป่าลมใส่ พลางพูดเสียงเบา “ข้าไม่ได้มาหาเผือกหรอก ข้ามาเพราะเรื่องพี่ลำหับต่างหาก”

ทันใดนั้น ไม้ไผ่ก็ทำหน้าตึงเล็กน้อย เหลือบมองไปทางคนังที่นั่งเคี้ยวเผือกอยู่แล้วหันกลับมาถามเสียงต่ำ “เรื่องอ้ายฮเนานั่นน่ะหรือ?”

ซมพลาพยักหน้า สีหน้ากังวล “ใช่ ฮเนาส่งคนไปสู่ขอแล้ว ข้าได้ยินมาว่าทางผู้ใหญ่ก็เห็นชอบ ข้าก็เลยอยากรู้ว่านางลำหับคิดอย่างไร…”

คนังฟังเงียบ ๆ แต่ก็ขยับเข้ามานั่งใกล้ขึ้น ดวงตาเขามีแววซนและสนใจอย่างเห็นได้ชัด ไม้ไผ่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “พี่สาวข้าไม่เอ่ยอะไรเลย เจ้าก็รู้ว่านางพูดน้อย… แต่ถ้าเจ้าถามข้า ข้าก็อยากให้นางแต่งกับเจ้ามากกว่าไอ้ฮเนานั่นแน่ ๆ”

ซมพลาแอบยิ้มเล็ก ๆ “เจ้าคิดอย่างนั้นหรือไม้ไผ่?”

“ก็เจ้าดีกว่า มองจากตาแล้วข้าก็รู้”

ซมพลาหัวเราะเบา ๆ ก่อนล้วงเอาดอกไม้กลีบบางกับเล็บเสือที่แห้งแล้วจากย่ามออกมายื่นให้ “ข้าฝากเจ้าพาไปให้นาง ข้าฝากความในใจไว้ในกลิ่นดอกไม้เถิด”

ไม้ไผ่รับของไว้เงียบ ๆ ไม่พูดอะไร คนังจ้องตาซมพลาแล้วเอ่ยขึ้นลอย ๆ “นางจะเข้าใจไหมนะ… ความในใจที่ไม่เคยพูดกันตรง ๆ น่ะ”

ทั้งสามนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้ไฟค่อย ๆ มอดลง พร้อมกับความเงียบที่เริ่มย่องเข้ามาแทนที่เสียงหัวเราะแต่เดิม

เช้าวันต่อมา ไม้ไผ่เอ่ยปากชวนลำหับพี่สาวของตนเข้าไปเก็บดอกไม้ในป่าลึก อ้างว่าเห็นต้นบุนนาคกำลังออกดอกงามดี ลำหับนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง ไม้ไผ่รู้ดีว่านี่คือแผนของซมพลาที่ฝากไว้ ลำหับนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ผมดำขลับ ดวงหน้าเยือกเย็นและมีแววเศร้าในดวงตาที่ใครเห็นก็มักหลงใหล

เดินไปถึงชายป่า ไม้ไผ่ปล่อยให้นางลำหับอยู่ลำพังในดงดอกไม้ กิ่งไม้ไผ่โน้มลงต่ำเพราะลมแรง นางยื่นมือขึ้นไปแตะปลายยอดหวังจะเด็ดดอกข้างบน แต่ทันใดนั้น งูสีเขียวตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากกิ่ง พันรัดแขนของนางแน่น ลำหับตกใจจนร้องออกมาแล้วก็หมดสติลงกับพื้น

ไม่กี่ลมหายใจต่อมา ร่างของซมพลาก็กระโจนเข้ามา ใช้มีดสั้นในมือฟันงูจนหลุดออก แล้วรีบประคองนางขึ้นมาแนบอก เขาลูบแขน ลูบหน้าผาก ดูหาว่าถูกกัดหรือไม่ เมื่อเห็นว่านางไม่มีรอยแผล จึงถอนหายใจโล่งอก แล้วโอบร่างนางไว้นิ่ง ๆ

“อย่าเป็นอะไรเลย… หากเจ้าตาย พี่นี้จักตายตาม”

ลำหับค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เห็นว่าถูกโอบไว้ก็ตกใจ ผลักซมพลาออกเบา ๆ แล้วก้มหน้าเขินอาย ซมพลาถามเสียงแผ่ว “เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนไหม?”

นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวเพียงคำเดียว “ขอบคุณ… ข้าจะจำบุญคุณของเจ้าไว้ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”

สายตาทั้งสองสบกันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเบนหลบ ลำหับเดินกลับโดยไม่พูดอะไรอีก แต่ใจนั้นเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะเดียวกัน ซมพลาก็ยืนมองตามหลังนางนิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจ แล้วหันหลังกลับเข้าป่าลึกไปอย่างเงียบงัน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า 2

วันแห่งพิธีมงคลมาถึงอย่างไม่มีใครเอ่ยห้ามหรือค้าน ลานใต้ต้นตะเคียนใหญ่ถูกจัดแต่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีแต่งงาน ฝ่ายฮเนาแต่งกายเต็มยศ ผ้าผูกเอวแดงสด ขันหมากเดินนำหน้าผ่านหมู่บ้านเงาะป่า เสียงฆ้องกลองดังก้อง ลำหับแต่งกายด้วยผ้าทอเนื้อนุ่ม สวมกลีบไม้หอมไว้บนศีรษะ หน้านิ่งสนิท ไม่มีแววสุขหรือเศร้า เพียงยิ้มบาง ๆ ตามแบบหญิงที่ถูกพรากการตัดสินใจไปตั้งแต่ต้น

นางนั่งสงบอยู่ในห้องไม้ขณะพิธีดำเนินไป เหม่อมองออกไปเห็นชาวบ้านวิ่งวุ่นตระเตรียมพิธี เห็นขบวนฮเนาย่างเข้ามาในลานใต้ต้นตะเคียน แล้วใจนางก็ไหววูบเมื่อนึกถึงอ้อมแขนของชายอีกคนที่เคยโอบรัดไว้ด้วยความห่วงหา

ทันใดนั้น ไม้ไผ่ก็ลอบเข้ามากระซิบข้างหูเบา ๆ “พี่ซมพลาให้ข้ามาบอก… ว่าคืนนี้ จะพาเจ้าหนี”

ลำหับชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ โดยไม่เอ่ยคำ นางกลับมาแต่งตัวให้เรียบร้อย เตรียมร่วมพิธีแต่งอย่างไม่มีใครสงสัย เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ ขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมกันเข้าป่า เป็นธรรมเนียมของเงาะป่า ว่าหากจะเป็นผัวเมียกันจริง ต้องเข้าป่าอยู่ร่วมกันให้ครบเจ็ดวันเจ็ดคืน

คืนนั้นเองในป่าลึก ลำหับกับฮเนานั่งหันหลังให้กองไฟ ฮเนาพยายามเข้าไปใกล้นาง สายตาเขาเต็มไปด้วยความหวัง ลำหับขยับตัวถอยหนี แล้วก้มหน้าต่ำ ครั้นฮเนายื่นมือแตะต้นแขน ก็มีหินก้อนหนึ่งลอยมาเฉียดศีรษะเข้าเต็มแรง

“ใครมันกล้าทำเช่นนี้!?” ฮเนาตะโกนลั่น แล้ววิ่งออกตามทิศที่หินลอยมา ทิ้งลำหับไว้เบื้องหลังโดยลำพัง

เพียงไม่นานนัก ร่างของซมพลาก็โผล่ออกมาจากเงาไม้ แสงไฟจากกองเพิงส่องให้เห็นหน้าเขาชัด นัยน์ตาหนักแน่นแต่รีบเร่ง “ลำหับ… ไปกับข้าเดี๋ยวนี้เถิด”

นางพยักหน้าไม่เอ่ยคำ แล้วซมพลาก็อุ้มนางขึ้นแนบอก ก้าวพ้นเพิงไม้ วิ่งลัดเข้าป่าลึกไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้แต่กลิ่นดอกไม้ที่นางเคยเก็บในย่ามและเสียงไฟที่ค่อย ๆ มอดลงใต้ต้นตะเคียน

ด้านฮเนา ตามหาคนปาขว้างอยู่ทั้งคืน พอหาไม่พบ กลับมาก็ไม่เห็นลำหับอยู่ที่เดิมแล้ว หัวใจเขาหล่นวูบ ทั่วป่าดังก้องด้วยเสียงร้องเรียกชื่อหญิงสาว แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา

ซมพลากับลำหับหนีไปอาศัยอยู่ในถ้ำลึกกลางป่าทึบ มีลำธารไหลผ่านด้านหน้า มีรังนกเงือกเกาะบนต้นไม้ใหญ่ เสียงป่าดังแผ่ว ๆ คล้ายบทเพลงกล่อมใจ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบเหมือนเงาที่หลบจากแสง ทุกค่ำคืนคือความสุขเงียบ ๆ ที่ไม่ต้องอธิบายเป็นคำ

ลำหับนั่งทอเสื่อ ส่วนซมพลาออกล่าหาอาหาร ความรักในสายตาทั้งสองมีมากพอจะพาให้โลกทั้งใบเงียบสงบได้ แต่เสบียงในถ้ำก็เริ่มร่อยหรอ ลำหับจึงขอร้องซมพลาไม่ให้ออกไป เพราะฝันร้ายเมื่อคืนยังค้างในใจ แต่ซมพลากลับยิ้ม “ข้ารู้เจ้าห่วง ข้าก็ห่วงเจ้า… แต่เราต้องมีชีวิตอยู่นะ”

นางคว้ามือเขาไว้แน่น “ถ้าพี่ไป แล้วกลับมาไม่ได้ล่ะ?”

เขาเอื้อมมือแตะหน้าผากนางเบา ๆ “พี่สัญญา… พี่จะกลับมา”

แล้วเขาก็หันหลังเดินจากไป หายลับเข้าไปในผืนป่าที่ลึกเสียจนไม่มีใครรู้ทางกลับแน่นอน

ในเวลาเดียวกัน ฮเนากลับถึงหมู่บ้าน เล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้ใหญ่ฟัง และมีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “มันลักนางไป! ซมพลาต้องได้รับโทษ” ฮเนาออกเดินทางพร้อมรำแก้ว ปองสอง และปองสุด ทั้งสี่ตามรอยซมพลาเข้าป่า จนมาพบชายหนุ่มกำลังหอบของป่าเดินกลับมาเพียงลำพัง

“ซมพลา! ปล่อยนางลำหับเสีย!”

ซมพลาวางของลง ไม่พูดตอบ เขาเหนื่อยเกินกว่าจะเถียง แต่ก็ไม่ยอมถอย ฮเนาเข้าต่อสู้ทันที มือฟาด ไม้ฟัน เสียงดังกลางพงหนาทึบ

ขณะหนึ่งฮเนาพลั้งถอยออก รำแก้วสบช่อง เป่าลูกดอกอาบยาพิษออกไปเงียบ ๆ ปลายลูกดอกพุ่งเข้าหน้าผากของซมพลาทันที เขาโงนเงน สะดุด แล้ววิ่งโซเซออกจากที่นั้นโดยไม่อาจสู้ต่อ

ในอีกมุมหนึ่ง ลำหับรู้สึกใจหายวาบ รีบออกจากถ้ำตามหาซมพลา ครั้นเดินลึกเข้ามาก็พบเขานอนพิงโคนไม้ใหญ่ ร่างกายเย็นลงทุกขณะ ดวงตาพร่ามัวเต็มไปด้วยความเสียดาย

“ลำหับ… ข้าเสียใจ… ที่เราหนีกันมาเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่เสียใจ… ที่ได้รักเจ้า”

นางร้องไห้สะอึกสะอื้น จับมือเขาแน่นไม่ปล่อย

“อย่าทิ้งข้าไป… เจ้ายังไม่ได้พาเราหนีให้ไกลพอเลย”

ซมพลายิ้มจาง ๆ เอื้อมมือไปแตะแก้มนางเบา ๆ แล้วหลับตาลง เสียงลมหายใจเงียบหายไปพร้อมกับชีวิต

ลำหับมองเขานิ่ง แล้วหยิบมีดจากมือซมพลาขึ้นมา กระชับแน่นด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะกรีดเข้าที่ซอกคอของตนเองอย่างไม่ลังเล นางล้มทับร่างของชายคนรัก ดวงตาปิดลงด้วยรอยน้ำตา

ไม่นานนัก ฮเนาเดินมาถึง เห็นภาพตรงหน้าเข้าชัดเจน ร่างของคนสองคนที่เขาเคยเรียกว่าศัตรู บัดนี้แน่นิ่งเคียงกันไร้ลมหายใจ ความจริงทั้งหลายปรากฏต่อหน้าเขาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ลำหับไม่ได้ถูกลักพา… แต่หนีมากับชายที่นางรักเอง

ฮเนาเงียบงัน ปล่อยมีดในมือร่วงลงพื้น เสียงลมป่าพัดไหวดังก้องในอก “ลำหับ… เจ้ารักมันจริง ๆ ใช่ไหม…”

เขาค่อย ๆ ทรุดตัวลงข้างศพทั้งสอง เอื้อมมือจับมือของลำหับที่เย็นเฉียบ แล้วพูดกับความว่างเปล่า “หากคนที่ข้ารัก ไม่รักข้า ข้าจะอยู่ไปเพื่อใคร…”

เขาหยิบมีดขึ้นมา จับด้ามมั่น ก่อนจะกดปลายคมเข้าที่อกของตนอย่างแม่นยำ แล้วล้มลงข้างนางลำหับ

ในเช้าของวันถัดมา รำแก้ว ปองสอง และปองสุดช่วยกันฝังร่างทั้งสามไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ โปรยดอกไม้ลงบนหลุมด้วยมือสั่น ๆ ไม่เอ่ยถ้อยคำใด นอกจากวาจาสั้น ๆ ที่ใครบางคนพึมพำ

บางคนว่าเสียงนกเงือกยังคร่ำครวญข้ามวัน บางคนว่าเสียงหวูดไม้ของเด็กคนัง ยังแว่วมาอยู่ข้างหูเสมอ

“นี่คือความรักของเงาะป่า ที่ลึกกว่าป่า และยาวนานกว่าลม”

และเรื่องราวรักของเงาะป่าในป่าลึก… ก็ยังคงถูกเล่าขานไปอีกนานแสนนาน

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักที่แท้จริงไม่อาจถูกกำหนดด้วยประเพณี หรือความเห็นชอบของใคร หากไร้ใจ ความผูกพันก็เป็นเพียงเงา

เมื่อลำหับมิได้รักฮเนา แต่ถูกจัดงานวิวาห์ตามขนบ นางจึงเลือกเดินตามหัวใจ แม้ต้องหนี แม้ต้องแลกด้วยชีวิต ขณะที่ซมพลาก็รักนางอย่างสัตย์ซื่อ ไม่เคยครอบครองด้วยแรง หากด้วยความห่วงใยจนวินาทีสุดท้าย ส่วนฮเนา แม้จะรักแต่มิอาจยัดเยียดความรักให้ใครได้จริง

สุดท้ายความรักที่แท้ จึงมิได้ถูกวัดด้วยว่าใครได้แต่งงาน แต่คือใครเข้าใจหัวใจของกันและกันจนวันสุดท้าย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า ฉบับนี้มีรากมาจากวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่ผสมผสานความเชื่อ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวเงาะป่าหรือ “ซาไก” ในพื้นที่แถบเทือกเขาบรรทัด โดยเฉพาะในจังหวัดพัทลุง สตูล และนราธิวาส เรื่องราวถูกเล่าขานปากต่อปากมาอย่างยาวนานในรูปแบบนิทานพื้นบ้าน ซึ่งมักเล่าในช่วงค่ำโดยผู้เฒ่าผู้แก่ให้ลูกหลานฟังใต้ถุนเรือน

แม้จะมีโครงคล้ายวรรณกรรมรักโศกอย่างรามเกียรติ์หรือโรมิโอกับจูเลียต แต่ “เงาะป่า” ฉบับพื้นบ้านภาคใต้มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนความเชื่อแบบไทยแท้ เรื่องของการครอบครองตามประเพณีที่ขัดกับหัวใจ, การตัดสินด้วยความเข้าใจผิด, และการเลือกความรักเหนือชีวิต มักเป็นประเด็นที่ถูกเล่าผ่านชะตากรรมของตัวละครอย่างลำหับ ซมพลา และฮเนา

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องเงาะป่า เล่าเรื่องรูปแบบกลิ่นพื้นอายนิทานพื้นบ้าน ใช้สัญลักษณ์จากธรรมชาติ เช่น ต้นตะเคียน งู ลูกดอก และถ้ำ มาแทนความรู้สึก ความกลัว และทางเลือกของมนุษย์ ชื่อนางลำหับ ซมพลา ฮเนา รำแก้ว ฯลฯ ล้วนมีรากเสียงและสำเนียงจากภาษาท้องถิ่นใต้ ทำให้เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นนิทานรัก แต่เป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมชนบทไทยภาคใต้ที่ยังฝังแน่นในความทรงจำของผู้คนจนถึงปัจจุบัน

“ความรักที่แท้ มิใช่การครอบครอง แต่คือการยอมให้หัวใจได้เลือกทางของมัน แม้ปลายทางจะเป็นความตาย ก็ยังงดงามกว่าการอยู่ร่วมที่ไร้รัก”