บางเสียงเกิดมาเพื่อพูด แต่ไม่มีใครฟัง เพราะรูปร่างของผู้เป่าไม่งามพอจะทำให้คนหยุดฟัง
บางชีวิตถูกทิ้งตั้งแต่ยังไม่รู้จะเรียกตัวเองว่าใคร แต่กลับรอดมาได้ด้วยเมตตาที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีหัวใจ และบางแววตาถูกเมินมาตลอดชีวิต เพียงเพราะมันอยู่บนใบหน้าที่โลกไม่อยากมอง
มีเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทย ณ แดนอีสาน ถึงเสียงหนึ่งจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบที่สุด ภายใต้เงาไม้และความกลัว มันไม่เคยขอพื้นที่ในเมืองใหญ่ ไม่เคยฝันถึงวังทองหรือหัวใจใคร แต่เมื่อมันเป่าออกมาจากใจที่ไม่เคยโกหก มันจึงดังพอจะกลายเป็นตำนาน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันไม่ปรากฏชื่อในบันทึกฟ้า มีเด็กชายผู้หนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมรูปลักษณ์ที่มิอาจเรียกว่างดงาม ผิวกายคล้ำเสียจนดูหม่นเกินผืนดิน หน้าตาแปลกประหลาด ผิดจากทารกทั้งหลาย ทั้งหมู่บ้านพากันขนานนามเขาว่า “ก่ำ”
มารดาของเขาเอง เมื่อเห็นลูกก็ถึงกับเบือนหน้า ไม่เอื้อนคำปลอบ ไม่แลอ้อมแขน ยิ่งนานวันยิ่งเต็มใจห่าง
“ข้าให้กำเนิดสิ่งใดกันแน่…” นางพึมพำขณะยืนมองลูกในยามค่ำเดือนดับ
ในที่สุด นางจึงตัดสินใจทำสิ่งที่มารดามิพึงกระทำแก่ลูกตน นางนำร่างเล็ก ๆ นั้นใส่ลงบนแพไม้ไผ่ลำเดียว แล้วปล่อยล่องไปตามลำน้ำอย่างไร้หางตาหยดน้ำตา
“ไปเสียเถิด อย่าได้กลับมาให้โลกนี้ต้องเห็นหน้าเจ้าอีก”
แพนั้นลอยผ่านโค้งน้ำ สายน้ำมิได้เชี่ยว หากแต่นิ่งเย็น ราวกับรับรู้ว่ากำลังพาโชคชะตาของคน ๆ หนึ่งไปไกลเกินกู่
บนสวรรค์เบื้องบน พระอินทร์ทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกประการ น้ำพระทัยสงสารผุดขึ้นในบัดดล จึงเนรมิตกาดำหนึ่งตนให้โผบินลงจากสวรรค์เพื่อเป็นแม่นมแก่ทารกน้อย
กาดำนั้นมิใช่นกธรรมดา หากคือสัตว์จากโลกฟ้า มีปีกใหญ่สีดำขลับ ดวงตาสงบ นุ่มลึกกว่าความเกลียดชังทั้งโลก มันโผบินลงบนกิ่งไม้ริมน้ำ แล้วใช้ปากคาบเชือกแพไว้ ดึงให้ติดขอบฝั่ง ก่อนจะกางปีกคลุมเด็กไว้จากลมยามรุ่ง
จากวันนั้น เด็กชายจึงได้เติบโตภายใต้การเลี้ยงดูของกาดำ กินผลไม้จากปากแม่นมปีกดำ นอนใต้ร่มไม้ ห่มความเงียบของโลกแต่มีไออุ่นจากบางสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใจ
เด็กน้อยมิได้มีชื่อใหม่จากใคร จนชาวบ้านที่พอเห็นเข้าจึงเอ่ยขึ้นว่า “นั่นแหละ ‘ท้าวก่ำกาดำ’ ลูกของนกมิใช่คน”
แต่นั่นกลับกลายเป็นชื่อที่อยู่กับเขามาตลอดชีวิต และไม่มีชื่อใดตรงกับชะตาเขาได้เท่านี้อีกแล้ว
เมื่อท้าวก่ำกาดำเติบโตขึ้นจนเข้าสู่วัยหนุ่ม เขาได้ไปอาศัยอยู่กับ “ย่าจำนวน” หญิงชราเฝ้าสวนของกษัตริย์
ย่าจำนวนแม้ไม่ใช่ญาติ หากแต่รับเขาเลี้ยงดูต่อจากกาดำอย่างเมตตา ชุบเลี้ยงเช่นหลานแท้ มิได้รังเกียจรูปลักษณ์ภายนอก
ท้าวก่ำกาดำใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ในสวน รู้จักพันธุ์ไม้ทุกต้น เสียงนกทุกชนิด รู้จักกลิ่นดอกไม้ยามแย้ม และเสียงลมยามครวญ
แต่สิ่งที่ไม่มีใครสอนเขาเลย กลับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้ไพเราะเกินคน นั่นคือ “เป่าแคน”
เขามีแคนคู่ใจอันหนึ่ง ทำจากไม้ไผ่แก่ ลำเล็กเรียวเหมือนไม่สลักสำคัญ
แต่เมื่อเป่าลมเข้าไปแล้ว เสียงที่ออกมากลับแฝงความเศร้าอ่อนโยน ลึกซึ้ง ราวกับหัวใจของผู้ที่ไม่เคยได้พูดอะไรแก่ใครเลย
วันหนึ่ง ธิดาทั้งเจ็ดของกษัตริย์เสด็จมาเยี่ยมชมสวน ท้าวก่ำกาดำแอบมองจากพุ่มไม้ มิได้ออกมาปรากฏตัว
สายตาเขาหยุดอยู่ที่ธิดาคนสุดท้อง “นางลุน” ซึ่งมีแววตาอ่อนละมุนพอจะทำให้คนอัปลักษณ์รู้สึกว่าตนยังมีหัวใจ
คืนนั้นเขาไม่อาจหลับลง ดอกไม้ในมือสั่นระริกเมื่อร้อยเป็นมาลัย เขายื่นมาลัยนั้นให้ย่าจำนวนพลางกล่าวเบา ๆ
“ย่าจ๋า… ย่าไปมอบให้นางให้ได้ไหม ไม่ต้องบอกว่าใครให้ แค่ถึงมือก็พอ”
ย่าจำนวนรับไว้ในอ้อมมือเหี่ยวย่นแล้วตอบเพียงว่า “ความรักไม่ต้องสวยเสมอไปลูกเอ๋ย บางทีแค่จริงใจก็หอมกว่าแล้ว”
นับแต่นั้น ทุกคืน ท้าวก่ำกาดำจะนั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน หยิบแคนขึ้นมาวางบนตัก แล้วเป่า… เสียงแคนในยามค่ำคืนลอยละล่องไปไกลนัก ในเมืองที่เงียบสงัด เสียงนั้นจึงเด่นชัดกว่าลม
เสียงแคนไปถึงห้องบรรทมของกษัตริย์ และแม้แต่นางลุนผู้เคยรับมาลัยนั้นก็ได้ยินทุกคืน ไม่มีคำใดออกจากปากนาง แต่ดวงตากลับทอดยาวออกไปไกลกว่ากำแพงวังทุกครา
ในวังเริ่มร่ำลือถึงเสียงแคนยามค่ำ ใครคือผู้เป่า ใครซ่อนเสียงไว้หลังเงาค่ำ ใครกำลังส่งใจผ่านลม
แต่ท้าวก่ำกาดำยังมิได้หยุด เขายังเป่าทุกคืน ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่มีถ้อยคำไหนแทนได้

เสียงแคนของท้าวก่ำกาดำลอยแทรกอยู่ในความเงียบของเมืองทุกค่ำคืน โดยไร้ประกาศ โดยไม่มีผู้เห็น ผู้คนเริ่มเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นทั้งละมุน ลึก และแน่นด้วยความรู้สึกที่ผู้ฟังมิอาจบรรยาย
มันไม่ใช่เพลงของนักดนตรี หากคือเสียงของหัวใจคนที่ไม่มีใครให้พูดด้วย
คืนแล้วคืนเล่า เสียงแคนล่องไปถึงห้องบรรทมของพระราชา กระทั่งคืนหนึ่ง พระองค์สะดุ้งตื่นจากนิทราแล้วตรัสขึ้นว่า
“เสียงแคนผู้นั้น ไยมิได้มาเข้าเฝ้า ข้าอยากเห็นหน้าคนเป่าเสียงเศร้าเสียจนโลกนิ่ง”
พระราชาสั่งอำมาตย์ให้ออกตามหาเสียงแคนยามค่ำ ไม่ว่าผู้นั้นเป็นใคร ให้นำมาเข้าเฝ้าในท้องพระโรง
เมื่ออำมาตย์ไปถึงสวน ก็พบท้าวก่ำกาดำนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ แคนในมือยังอุ่นจากเสียงเมื่อครู่ “ท่านคือผู้เป่าแคนนั้นใช่หรือไม่?”
“ข้าเป่าให้ตัวเองฟัง” ท้าวก่ำกาดำตอบเสียงเบา “แต่หากเสียงมันไปถึงใคร ข้าก็ไม่อาจห้ามได้”
เขาถูกพาเข้าเฝ้าในรุ่งขึ้น ขณะบ้านเมืองยังเงียบจากความประหลาดใจ ร่างของท้าวก่ำกาดำยังอัปลักษณ์เช่นเดิม แต่เมื่อยืนถือแคนกลางท้องพระโรง กลับสง่ากว่าชายใดในนั้น
เขาเป่าโดยไม่กล่าวนำ ไม่มีวาทะ ไม่มีอวด ไม่มีแสดง มีเพียงเสียงแคน… ที่ค่อย ๆ พัดความเศร้า ความรัก ความว่างเปล่า และความหวังไปพร้อมกัน
เสียงแคนของท้าวก่ำกาดำเป่าครั้งนั้น มิได้หยุดแค่ในวัง
มันลอดรั้ว ลัดหลังคา แล่นไปถึงตลาด ตรอกซอกซอย จนชาวเมืองพากันออกมายืนนิ่ง
หญิงแม่ฮ้างยืนหลั่งน้ำตา ชายพ่อฮ่างมองฟ้าราวคิดถึงผู้จาก แม้แต่นกในสวนยังเงียบ กลั้นเสียงตัวเองเพื่อฟังเสียงแคนนั้นให้ครบทุกโน้ต
ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย อ้อยอิ่ง กินนะรี
บุญมี เลยเป่าแถลง ดังก้อง
เสียงแคนดังม่วนแม่ง พอล่มหลูด ตายไปนั้น
ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย คือเสียงเสพ เมืองสวรรค์
ปรากฏดัง ม่วนก้อง ในเมือง อ้อยอิ่น
เป็นที่ใจ ม่วนดิ้น ดอมท้าว เป่าแคน
สาว ฮามน้อย วางหลามาเบิ่ง
เขาก็ปบ ฝั่งฟ้าว ตีนต้อง ถืกตอ
บางผ่อง ป๋าหลาไว้ วางไป ทั้งแล่นก็มี
บางผ่อง เสื้อผ้าหลุด ออกซ้ำ เลยเต้นแล่นไปก็มี
ฝูงคนเฒ่า เหงานอน หายส่วง
สาวแม่ฮ่าง คะนิงโอ้ อ่าวผัว
ฝูงพ่อฮ่าง คิดฮ่ำ คะนิงเมีย
เหลือทน ทุกข์อยู่ ผู้เดียว นอนแล้ง
เป็นที่ อัศจรรย์แท้ เสียงแคน ท้าวก่ำ
ไผได้ฟัง ม่วนแม่ง ใจสล่าง หว่างเว
ฝูงคนกินเข่า คาคอ ค้างอยู่
ฝูงคนอาบน้ำป๋าผ่า แล่นมา… (นั่นละนา)
ครานั้นเอง ฟ้าเหนือวังพลันแย้มเมฆ กาดำที่เคยเลี้ยงเขามา โผบินเวียนเหนือศีรษะสองรอบ ขนหนึ่งเส้นร่วงหล่นลงบนพื้น และทันใดนั้น ร่างของท้าวก่ำกาดำก็สว่างขึ้นจากภายใน
ผิวคล้ำกลายเป็นนวล รูปลักษณ์ที่เคยเป็นคำสาป กลับงดงามราวบุรุษจากชั้นฟ้า ผู้คนพากันตะลึง แต่ดวงตาเขายังเป็นดวงตาเดิมของคนที่ไม่เคยมีสิทธิ์อะไรเลย
พระราชาเสด็จลงจากบัลลังก์ เอ่ยเพียงว่า “เจ้าเป่าดนตรีด้วยความว่างเปล่า แต่เติมเต็มหัวใจคนทั้งเมือง”
ธิดานางลุนออกมารับด้วยมือเปล่า ไม่ต้องประดับ ไม่ต้องเครื่องทอง “ข้าฟังเสียงของท่านมานานกว่าฟังเสียงใครในชีวิต” นางกล่าว
ในที่สุด ท้าวก่ำกาดำได้ครองคู่นางลุน เสียงแคนกลายเป็นเสียงแห่งศรัทธา มิใช่เพราะเป่าเพราะ หากเพราะมันคือเสียงของคนที่ไม่ยอมแพ้ต่อความเงียบของโลกนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้โลกจะมองข้ามรูปร่างของเรา แต่หากใจมั่นคง เสียงจากข้างในย่อมดังกว่าคำของผู้เหยียด ท้าวก่ำไม่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยการโต้กลับ หากใช้ความจริงใจเงียบ ๆ เป่าผ่านแคน จนกระทั่งโลกทั้งใบต้องหยุดฟังคนที่มันเคยไม่อยากมองหน้า
เสียงที่ไม่มีใครอยากฟังในวันแรก อาจกลายเป็นเสียงที่ไม่มีใครลืมได้ไปชั่วชีวิต
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องท้าวก่ำกาดำ เป็นนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานที่ผูกโยงกับคติเรื่อง “กรรม–บุญ”, ความเมตตา, และ คุณค่าของผู้ถูกมองข้าม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมที่วัดค่ามนุษย์จากรูปลักษณ์ภายนอก นิทานเรื่องนี้มีรากอยู่ในวรรณกรรมพื้นถิ่นที่ถ่ายทอดผ่านการเล่านิทานเวที, ลำกลอน, และการแสดงพื้นบ้านอย่างหมอลำกลอน
ตำนานนี้มิได้เน้นการต่อสู้หรืออิทธิฤทธิ์ หากแต่เน้นความเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่เริ่มจากการถูกทอดทิ้ง ถูกมองว่าไร้ค่า และค่อย ๆ ก่อรูปความงามจากภายใน ผ่านเสียงแคน ซึ่งในวัฒนธรรมอีสานถือเป็นสื่อของอารมณ์ ความรัก ความทุกข์ และคำที่พูดไม่ได้
ตัวละคร “ท้าวก่ำ” สะท้อนคนชายขอบ ผู้ไม่ได้รับสิทธิ์แม้แต่ในครอบครัว แต่กลับมีความสามารถที่ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะมาจากคนรูปร่างอัปลักษณ์ เสียงแคนของเขาเปรียบเสมือนภาษาที่สังคมเข้าใจช้าที่สุดแต่จริงที่สุด
การที่พระอินทร์ส่งกาดำ ลงมาเป็นแม่นม คือการ “ชุบชีวิต” ที่ไม่ต้องพึ่งคน สื่อถึงเมตตาจากธรรมชาติหรือชั้นฟ้า ที่ยังเฝ้าดูแม้คนจะเมิน และการเปลี่ยนร่างในตอนท้ายเรื่อง ไม่ได้เป็นรางวัลจากรูปลักษณ์ แต่คือผลของศรัทธาในตนเองที่ไม่เคยดับ
นิทานเรื่องท้าวก่ำกาดำจึงอยู่ตรงกลางระหว่างพุทธคติเรื่องกรรมดีส่งผล และคติพื้นบ้านเรื่องคนดีอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ร่างกาย ซึ่งเป็นแก่นที่สืบทอดต่อกันมาทั้งในวรรณกรรมบอกเล่าและบทกลอนลำของอีสานมาอย่างยาวนาน
“คนที่โลกมองว่าไม่น่าฟัง อาจเป็นเสียงเดียวที่โลกต้องฟังจนวันสุดท้าย”