สายลมเย็นพัดผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนกิมจิถึงท่ามกลางบ้านหลังเก่าหลังหนึ่ง ชายตาบอดนั่งอยู่หน้าประตู มือของเขาลูบไล้ไม้เท้าเก่า ๆ อย่างช้า ๆ ข้างกายเขา มีเด็กสาวผู้หนึ่งคอยดูแลด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความรัก
แม้ชีวิตจะยากลำบาก แม้เส้นทางข้างหน้าจะมืดมิด แต่สำหรับเธอแล้วไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความสุขของผู้เป็นบิดา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งความเสียสละ ที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล… กับนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตำนานของชิมชอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตำนานของชิมชอง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชายตาบอดชื่อชิมฮักกยู อาศัยอยู่กับลูกสาวของเขาชิมชอง แม้ว่าพวกเขาจะยากจน แต่ความรักของพ่อลูกคู่นี้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งใด
ชิมฮักกยูตาบอดตั้งแต่ยังหนุ่ม ทำให้ชีวิตของเขายากลำบาก การหางานทำแทบเป็นไปไม่ได้ แต่โชคดีที่เขามีลูกสาวที่ทั้งงดงามและกตัญญู ชิมชองทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูบิดา นางรับจ้างซักผ้า เก็บดอกไม้ป่า และช่วยงานในหมู่บ้านเพื่อหาอาหารมาประทังชีวิต แม้ต้องเหนื่อยล้าเพียงใด นางไม่เคยปริปากบ่น
“ท่านพ่อ วันนี้ข้าหาอาหารมาให้แล้ว” นางกล่าวพลางวางถ้วยข้าวลงตรงหน้าชิมฮักกยู
“ลูกของพ่อ เจ้าช่างเป็นเด็กดีนัก…” ชายชราลูบมือไปตามใบหน้าของบุตรสาว แม้จะมองไม่เห็น แต่เขารับรู้ถึงความรักและเสียสละของนาง
คืนหนึ่ง ขณะที่ลมเย็นพัดผ่านกระท่อมเก่า ๆ ของพวกเขา ชิมฮักกยูนั่งทอดถอนใจอยู่หน้าประตูบ้าน “หากข้าไม่ตาบอด… ข้าคงสามารถดูแลชิมชองได้ดีมากกว่านี้”
ทันใดนั้น เขานึกถึงคำของพระสงฆ์ที่เคยเดินผ่านหมู่บ้าน พวกเขากล่าวว่า “หากมีผู้ใดสามารถถวายข้าวพันถังแก่พระพุทธเจ้า ดวงตาของเขาจะกลับมามองเห็นอีกครั้ง”
ชิมฮักกยูเชื่อมั่นในปาฏิหาริย์ เขาอธิษฐานออกมาด้วยความหวัง “ข้าปรารถนาให้ดวงตาของข้ามองเห็น เพื่อที่ข้าจะได้เห็นหน้าลูกสาวของข้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย”
โชคร้ายที่คำอธิษฐานของเขาถูกได้ยินโดยกลุ่มพระสงฆ์ในวัดใหญ่ วันต่อมา พวกเขามาหาเขาพร้อมแจ้งว่า “เราจะรับคำอธิษฐานของท่าน และจะทำพิธีให้พรแก่ท่าน หากท่านสามารถนำข้าวพันถังมาถวาย”
ด้วยความดีใจ ชิมฮักกยูเผลอรับปากไปโดยไม่ทันคิด
แต่เมื่อเขากลับถึงบ้านและบอกข่าวนี้แก่ลูกสาว ความดีใจของเขากลับไม่อาจส่งต่อไปถึงชิมชอง “ท่านพ่อ… พวกเราไม่มีแม้แต่ข้าวพอสำหรับพรุ่งนี้ ท่านจะหาข้าวพันถังได้จากที่ใด?” นางถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชิมฮักกยูนิ่งเงียบเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเขาได้ให้คำมั่นสัญญาที่เป็นไปไม่ได้
ชิมชองมองบิดาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางรู้ว่าบิดาของตนนั้น อยากเห็นโลกใบนี้อีกครั้ง อยากเห็นหน้าของลูกสาวผู้ที่ดูแลเขามาทั้งชีวิต ดังนั้นนางจึงตัดสินใจว่าไม่ว่านางจะต้องทำอย่างไร นางจะต้องหาข้าวพันถังให้บิดาของนางให้ได้
ชิมชองพยายามหาทางช่วยบิดา นางไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน แต่มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถหาเงินมากพอที่จะซื้อข้าวพันถังได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง นางได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพ่อค้าเรือเดินทะเล
ชาวประมงในหมู่บ้านเล่าขานกันว่า หากเรือของพ่อค้าจะออกเดินทางไปยังทะเลหลวง พวกเขาจะต้องมีหญิงสาวบริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยให้เทพแห่งท้องทะเล เพื่อให้การเดินทางราบรื่นและปราศจากพายุร้าย
“หญิงสาวที่ยอมเป็นเครื่องสังเวยจะได้รับเงินจำนวนมหาศาลให้กับครอบครัวของนาง…” เมื่อชิมชองได้ยินเช่นนั้น นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่
“หากข้าทำเช่นนี้ ท่านพ่อจะได้รับข้าวพันถัง และดวงตาของท่านอาจกลับมามองเห็นอีกครั้ง…” แม้หัวใจของนางจะเต็มไปด้วยความกลัว แต่นางก็เลือกที่จะเดินไปยังท่าเรือ และพบกับพ่อค้า “ข้ายินดีเป็นเครื่องสังเวยให้เทพแห่งท้องทะเล…”
พ่อค้าทั้งหลายต่างพากันตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าหญิงสาวที่งดงามเช่นนี้จะเป็นผู้เสนอตัวเองโดยไม่ลังเล “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าจะไม่มีวันได้กลับมา?” พ่อค้าคนหนึ่งถาม
“ข้ารู้…” ชิมชองตอบเสียงมั่นคง “แต่ข้ามีสิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตของข้า”
พ่อค้าตกลงมอบเงินจำนวนมหาศาลให้กับนาง และทันทีที่ชิมฮักกยูได้รับเงินนี้ พระสงฆ์ก็นำข้าวพันถังไปถวายต่อพระพุทธเจ้า
แต่เมื่อชายตาบอดรู้ความจริงว่าเงินนั้นได้มาจากอะไรหัวใจของเขาก็แทบแตกสลาย “ชิมชอง! เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้! พ่อข้ายอมอยู่ในความมืดมิดตลอดชีวิต ดีกว่าต้องเสียเจ้าไป!” แต่ชิมชองได้ตัดสินใจแล้ว
วันต่อมา นางถูกนำขึ้นเรือออกสู่ทะเลลึก ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่าน นางยืนมองฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และปิดเปลือกตาลง “ท่านพ่อ ข้าหวังว่าท่านจะได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง…”
และเมื่อน้ำทะเลกระเพื่อมแรงขึ้น ชิมชองก็ถูกโยนลงไปสู่ท้องมหาสมุทรอันมืดมิด…

ชิมชองร่วงลงสู่มหาสมุท น้ำเย็นเยียบโอบล้อมร่างของนาง นางหลับตาปล่อยให้สายน้ำพัดพาตัวเองไปสู่ความมืดมิด
แต่แทนที่นางจะจมหายไป ทันใดนั้นแสงสว่างเรืองรองก็ปรากฏขึ้นใต้ท้องทะเล กระแสน้ำหมุนวนรอบตัวนางอย่างอ่อนโยน นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และพบว่าตนเองกำลังล่องลอยอยู่ในสถานที่ที่งดงามเกินกว่าที่จินตนาการไว้
ราชามังกรแห่งท้องทะเล ปรากฏตัวต่อหน้านางดวงตาของพระองค์ลึกล้ำดั่งมหาสมุทร พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยความเมตตา “หญิงผู้กล้า เจ้าคือผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อบิดาของตน นั่นคือหัวใจที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก”
“ข้าเพียงต้องการให้บิดาของข้าได้กลับมามองเห็น…” ชิมชองกล่าวเสียงแผ่ว
ราชามังกรทรงยิ้มบาง ๆ ก่อนตรัสว่า “เช่นนั้น ข้าจะมอบชีวิตใหม่แก่เจ้า เจ้าสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้”
สิ้นคำกล่าวแสงสีทองจากราชามังกรส่องประกายทั่ววังใต้สมุทร กระแสน้ำหมุนรอบตัวชิมชองอีกครั้ง ก่อนที่ทุกสิ่งรอบตัวจะเลือนหายไป เมื่อนางรู้สึกตัวอีกครั้งนางพบว่าตัวเองลอยอยู่บนผิวน้ำ
ในขณะเดียวกัน เรือพระที่นั่งขององค์จักรพรรดิกำลังแล่นผ่านทะเล เหล่าข้าราชบริพารตะโกนขึ้นเมื่อพบร่างของหญิงสาวลอยอยู่ในมหาสมุทร พวกเขารีบช่วยนางขึ้นมา
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรชิมชองด้วยความตกตะลึง หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าพระองค์งดงามราวกับเทพธิดา แต่ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์เท่านั้นที่ทำให้พระองค์สนพระทัย ในดวงตาของนาง มีทั้งความอ่อนโยนและความเข้มแข็งที่หาผู้ใดเทียบได้
“เจ้าเป็นใครกัน?” พระองค์ตรัสถาม
“ข้ามิใช่ผู้ใด ข้าเป็นเพียงหญิงสามัญชนที่สูญเสียทุกสิ่งเพื่อผู้เป็นที่รัก” นางตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
องค์จักรพรรดิทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสว่า “ข้าต้องการให้เจ้าอยู่ข้างข้า เจ้าจักเป็นพระมเหสีของข้า”
ชิมชองตกตะลึง นางไม่เคยคาดคิดว่าชะตาของตนจะพลิกผันเช่นนี้ นางลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมรับเพราะนางรู้ว่าบัดนี้นางไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเองเพียงผู้เดียวอีกต่อไป
เวลาผ่านไป ชิมชองกลายเป็นพระมเหสีขององค์จักรพรรดิ นางใช้ชีวิตในพระราชวังอย่างสง่างาม แต่ในใจของนางยังคงคิดถึงบิดาที่นางต้องจากมา
ดังนั้น วันหนึ่ง นางจึงจัดงานเลี้ยงใหญ่และเชิญชายตาบอดจากทั่วทุกสารทิศ มาร่วมงาน “ข้าปรารถนาให้ชายตาบอดทุกคนในอาณาจักรได้รับการดูแล ข้าจะเลี้ยงอาหารแก่พวกเขาด้วยมือตัวเอง” นางประกาศ
เมื่อวันงานมาถึง ชิมชองคอยเฝ้าดูชายชราทั้งหลายที่เดินเข้ามา นางหวังอยู่ในใจว่าบิดาของนางอาจอยู่ในหมู่พวกเขา และแล้ว นางก็ได้ยินเสียงหนึ่งที่คุ้นเคย “อาหารนี้ช่างหอมเหลือเกิน…”
เสียงนั้นทำให้นางน้ำตาคลอเบ้า นางรีบเดินเข้าไปดู และเมื่อเห็นใบหน้าของชายตาบอดที่กำลังสัมผัสจานข้าวตรงหน้า นางก็รู้ทันที “ท่านพ่อ!”
ชิมฮักกยูสะดุ้งไปชั่วขณะ “เสียงนี้… เป็นไปไม่ได้…”
ชิมชองรีบทรุดตัวลงข้างเขา นางจับมือของบิดาขึ้นมาทาบบนใบหน้าของตน “ท่านพ่อ นี่ข้าเอง… ชิมชอง ลูกสาวของท่าน!”
ทันใดนั้นปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น แสงสว่างเจิดจ้าประกายขึ้นรอบตัวพวกเขา ชิมฮักกยูรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ดวงตาที่เคยมืดบอดมานานเริ่มรับรู้แสงสว่างทีละน้อย
และเมื่อเขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ภาพแรกที่เขาเห็นก็คือ ใบหน้าของลูกสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดชีวิต “ชิมชอง… ลูกของพ่อ…”
เขากอดนางไว้แน่น น้ำตาแห่งความสุขไหลอาบแก้มของทั้งสอง
จากวันนั้นเป็นต้นมาชิมฮักกยูได้กลับมามองเห็นโลกอีกครั้ง และได้ใช้ชีวิตร่วมกับลูกสาวของเขาในพระราชวังอย่างมีความสุข
ชิมชองมิใช่เพียงหญิงสามัญชนอีกต่อไปเธอเป็นถึงจักรพรรดินี นางคือผู้ที่เอาชนะโชคชะตา ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่และความรักที่มั่นคง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความรักและความเสียสละที่แท้จริง ย่อมไม่สูญเปล่า”
ชิมชองยอมสละทุกสิ่งเพื่อบิดา แม้ต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย แต่นางไม่เคยหวั่นไหว และสุดท้ายความดีงามของนางก็นำพาปาฏิหาริย์มาสู่ชีวิต
“ผู้ที่มีหัวใจบริสุทธิ์ แม้เผชิญความมืดมิด ก็ยังพบแสงสว่าง” แม้ชิมชองต้องเผชิญความยากลำบาก แต่เพราะจิตใจของนางเปี่ยมด้วยความกตัญญูและเสียสละ นางจึงได้รับพรให้ผ่านพ้นเคราะห์กรรม เช่นเดียวกับชิมฮักกยู ที่แม้ดวงตามืดบอด แต่เมื่อเขาได้รับความรักจากลูกสาว ปาฏิหาริย์จึงเกิดขึ้น
“สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าปาฏิหาริย์ คือความรักอันมั่นคงระหว่างพ่อและลูก” การกระทำอันกตัญญูกตเวทีที่ไม่เห็นแก่ตัวนี้ทำให้เธอฟื้นคืนชีพและได้เป็นจักรพรรดินี และอาการตาบอดของพ่อของเธอก็ได้รับการรักษา
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตำนานของชิมชอง (The Tale of Shim Cheong, 심청전) เป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลี ซึ่งเล่าขานกันมายาวนานและมีรากฐานในวัฒนธรรมเกาหลีที่เน้นเรื่องความกตัญญู ความเสียสละ และผลแห่งความดี
เรื่องราวของชิมชองปรากฏครั้งแรกในยุคราชวงศ์โชซอน (ค.ศ. 1392–1897) โดยเป็นส่วนหนึ่งของวรรณกรรมพันซอรี (Pansori, 판소리) ซึ่งเป็นศิลปะการเล่าเรื่องแบบดั้งเดิมของเกาหลี ที่ใช้การขับร้องและบทกวีเพื่อถ่ายทอดเนื้อหาให้กินใจผู้ฟัง
นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องความกตัญญู (효, ฮโย, Hyo) ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญในลัทธิขงจื๊อที่มีอิทธิพลต่อสังคมเกาหลีมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ชิมชองเป็นตัวแทนของลูกที่กตัญญูต่อบิดาสุดหัวใจ นางยอมเสียสละชีวิตเพื่อตอบแทนคุณของบิดา โดยเชื่อว่าหากบิดาของนางสามารถมองเห็นได้ ชีวิตของเขาจะมีความสุขขึ้น
ในขณะเดียวกัน นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องผลกรรมและปาฏิหาริย์ ซึ่งมีรากฐานมาจากพุทธศาสนาการเสียสละของชิมชองไม่ได้สูญเปล่า แต่กลับกลายเป็นการเปิดทางให้นางได้รับพรจากท้องทะเลและได้เป็นพระมเหสีของจักรพรรดิ สะท้อนความเชื่อที่ว่าผู้ที่ทำความดี ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีในที่สุด
เรื่องราวของชิมชองได้รับการดัดแปลงในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ พันซอรี การแสดงหุ่นกระบอก นิยาย และละครเวที ในเกาหลี โดยเฉพาะในยุคโชซอนตอนปลายที่เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
ในยุคปัจจุบัน นิทานเรื่องนี้ยังคงถูกนำมาเล่าใหม่ในละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และแอนิเมชัน โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่ยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าของความกตัญญู ในครอบครัว นอกจากนี้ ชิมชองยังเป็นหนึ่งในตัวละครที่ปรากฏบ่อยในนิทานพื้นบ้านสำหรับเด็ก เพื่อสอนบทเรียนเกี่ยวกับความรักของลูกที่มีต่อพ่อแม่
แม้เวลาจะผ่านไปตำนานนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตำนานของชิมชอง ยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่เป็นหัวใจของวรรณกรรมพื้นบ้านเกาหลี แสดงให้เห็นถึงพลังของความรักและความเสียสละที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้
“ความรักและความเสียสละที่แท้จริง อาจนำพาความเจ็บปวด แต่สุดท้ายจะสร้างปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเสมอ”