ในแผ่นดินที่คำพูดของคนไม่ใช่ความจริง และความยุติธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล ผู้ใดถือกำเนิดในร่มเงาแห่งความริษยา ย่อมถูกป้ายสีแม้ยังมิได้เปล่งเสียงแรก ณ นครเปงจาลคือเมืองอันรุ่งเรือง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทย ในเงาแห่งรั้ววังกลับเต็มไปด้วยคำลวง
ลมหายใจของผู้มีบุญถูกมองว่าเป็นลางร้าย ทั้งที่ชะตาฟ้าเพิ่งเริ่มขีดเขียน เมื่อโลกไม่เปิดทางให้คนมีค่า คนผู้นั้นต้องเดินผ่านความเจ็บ จนค่าของตนประกาศออกเอง และเมื่อความจริงถูกผลักตกเหว สายน้ำจะเป็นผู้นำมันกลับคืน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ นครเปงจาล อันอุดมมั่งคั่งด้วยไพร่พลและสินแผ่นดิน มีพระยากุศราชเป็นผู้ครองนคร พระองค์มีขัตติยาน้องสาวนามว่า นางสุมุณฑา โฉมสะคราญงามเกินสตรีทั้งปวง ขาวดั่งงาช้างอ่อน ผมยาวดำเป็นมันปู เฉิดฉายประดุจจันทร์ท่ามกลางรัตติกาล
วันหนึ่ง นางสุมุณฑาเสด็จออกจากวัง ไปทอดพระเนตรไม้ดอกในอุทยานหลวง ด้วยใจรื่นรมย์ กลีบดอกไม้ร่วงโรยตามทางเสมือนคลุมพื้นด้วยแพรเจ็ดสี
หากแต่… ณ ขอบฟ้าเบื้องเหนือ เงาร่างหนึ่งกว้างใหญ่ปิดแสงตะวัน นั่นคือยักษ์กุมภัณฑ์แห่งเมืองอโนราช ผู้เฝ้ามองนางมาหลายวันด้วยใจรุ่มร้อน มันอาศัยกลิ่นเส้นผมของนางที่ลอยฟุ้งออกจากพระวรกาย เป็นเสมือนเวทมนตร์สะกดสติให้หลงใหล
ยักษ์พุ่งลงจากเวหา ฉุดกระชากนางสุมุณฑาขึ้นเหนือยอดไม้ เสียงกรีดร้องของนางแผ่ก้องทั่วสวนหลวง “ปล่อย เรา เถิด… มิใช่คู่ควรของท่าน”
ทว่ายักษ์หาได้ยินด้วยหัวใจไม่ มันนำร่างงามนั้นหายวับไปกับสายลม มุ่งสู่เมืองอโนราชอันเร้นลับ
พระยากุศราชได้ทราบข่าวในบ่ายวันเดียวกัน เสียงประกาศกร้าวกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง “สตรีผู้หนึ่ง แม้นมิใช่พระมเหสี แต่คือสายโลหิตของเรา ยักษ์มิเพียงลบหลู่เกียรติราชวงศ์ หากยังกล้าท้าทายสวรรค์”
แต่หาได้รีบร้อนใช้กำลังบุกไปรบไม่ พระองค์กลับทรง ถอดเครื่องทรง แล้วทรงบรรพชาในเพศบรรพชิต “ความโกรธมิใช่ไฟที่จักใช้ต่อสู้กับปีศาจ เราจักใช้บุญต้านอำนาจทมิฬ”
พระยากุศราชละทิ้งราชสมบัติ เดินธุดงค์ผ่านหุบเขา แม่น้ำ และป่าดงพงพี สุดท้ายจาริกถึงเมืองจำปา เมืองใหญ่กลางลุ่มน้ำที่มีเศรษฐีใหญ่ชื่อ นันทะเศรษฐี ผู้มีธิดางามถึงเจ็ดนาง
พระยากุศราชเห็นธิดาทั้งเจ็ด เปล่งปลั่งงามล้ำ ปราศจากราคะใด ๆ ในใจ ทว่าสายตากลับจับต้องสิ่งหนึ่ง “บรรดาสตรีเหล่านี้ หาใช่เพียงหญิงงามในเรือนกาย หากแต่โฉมงามแห่งวาสนากำลังรอการสืบสายเลือด”
เมื่อพบกันตามบุพเพสันนิวาส พระองค์จึงขอสึกออกจากเพศบรรพชิต และสมรสกับธิดาทั้งเจ็ด
คืนหนึ่งในท้องพระโรง พระยากุศราชให้มเหสีทั้งเจ็ดเข้าเฝ้า “เราจักขอสิ่งหนึ่งจากเจ้าทั้งปวง จงตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ผู้มีบุญฤทธิ์มาเกิดในครรภ์ของเจ้า เพื่อเป็นบุตรแห่งข้า… บุตรที่จักทวงน้องสาวข้าคืนจากเมืองยักษ์”
เสียงสวดภาวนา ดังกระซิบทั่วห้องบรรทมคืนนั้น เจ็ดนางต่างอธิษฐานเงียบ ๆ เบื้องหน้าพระประทีปแสงเรือง แม้นมิรู้ว่าคำอธิษฐานนั้น จักนำมาซึ่งสงบหรือพิบัติ
เบื้องบน ณ เทวโลก พระอินทร์ทอดเนตรลงยังโลกมนุษย์ “บุญบารมีแห่งพระยากุศราช ยังมิสิ้นสูญ เขาต้องการผู้มีฤทธิ์เพื่อขจัดปีศาจ หากเรานิ่งเฉย เมืองมนุษย์จักไร้ที่พึ่ง”
พระอินทร์จึงเนรมิตเทพ 3 องค์ให้ลงมาเกิด
องค์แรก เป็นเทพหัวช้าง ร่างเป็นชาย สูงใหญ่น่าเกรงขาม ได้ถือกำเนิดในครรภ์นางจันทา เมียหลวง นามว่าสีโห
องค์ที่สอง รูปโฉมเป็นมนุษย์บริบูรณ์ผิวเนื้อทองงาม กำเนิดในครรภ์นางลุน นามว่าศิลป์ชัย
องค์ที่สาม รูปเป็นหอยสังข์ ครั้นส่องภายในกลับมีแสงสว่างเปล่งประกาย ได้ถือกำเนิดในครรภ์เดียวกัน เรียกว่าสังข์ทอง
ส่วนมเหสีอีกหกนาง ได้บุตรเป็นชายสามัญผู้มีรูปร่างธรรมดา
โหรหลวงได้ตรวจดวงชะตาในยามรุ่งขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด ลอบถอนหายใจ ก่อนทูลว่า “บุตรแห่งนางจันทาและนางลุน จักเป็นผู้มีบุญฤทธิ์เกริกฟ้า ส่องโลกาภิวัตน์ องค์หนึ่งเป็นคน องค์หนึ่งเป็นช้าง องค์หนึ่งมาในคราบหอยสังข์ หากแต่ล้วนคือยอดแห่งโชคชะตา”
มเหสีทั้งหกหน้าแปรเปลี่ยน ดวงใจเร่าร้อนราวถูกไฟเผา นางมิอาจยอมให้โอรสของเมียรองและเมียหลวงอีกนางมีฤทธิ์เดชเหนือกว่าลูกของตน
นางจึงลอบเรียกโหรเข้าวังในยามค่ำ พร้อมถุงทองที่หนักด้วยอามิสสินจ้าง
โหรเห็นแก่ทองคำ ยอมทำนายใหม่ว่า “บุตรแห่งมเหสีทั้งหกจักเป็นยอดนักรบผู้ทรงฤทธิ์ แต่อีกสองคือผู้เกิดผิดเพี้ยน เป็นทั้งคนทั้งสัตว์ มีโชคอัปรีย์ นำลางร้ายแก่แผ่นดิน”
ข่าวทำนายใหม่แพร่กระจายถึงหูพระยากุศราช มิทันไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง ก็ทรงขับไล่ นางจันทา และ นางลุน พร้อมบุตรทั้งสามออกจากเมือง
นางจันทาอุ้มสีโห นางลุนอุ้มศิลป์ชัย ส่วนหอยสังข์นั้นวางไว้ในผ้าขาวมัดแน่น เดินรอนแรมฝ่าความหม่นมัวในคืนไร้จันทร์
ขณะนั้น พระอินทร์ทรงแลลงมาอีกครา เห็นน้ำตาแห่งผู้มีบุญถูกขับไล่ จึงเนรมิตเมืองใหม่ขึ้นในพงไพร เรียกว่านครศิลป์ เมืองกลางป่าที่ไม่มีผู้ใดค้นพบ
เมืองนี้จักเป็นที่พักพิงของเทพผู้ถูกทอดทิ้ง
ณ รุ่งสางวันหนึ่ง ขณะลมพัดหญ้าเอี้ยวใบ พระยากุศราชก็ตรัสเรียกโอรสทั้งหก “เจ้าทั้งหก จงออกเดินทางไปนำตัวน้องสาวข้าคืนมาจากเมืองยักษ์ ใครนำกลับมาได้ จักได้รับบำเหน็จเหนือใคร”
โอรสทั้งหกรับคำพร้อมใจ แต่หากใจมิได้หวังช่วยอา หากหวังเพียงอำนาจและศักดิ์ศรี
การเดินทางจึงเริ่มต้น… ด้วยเงาแห่งกลอุบายไม่แพ้ฤทธิ์ของยักษ์ที่รออยู่เบื้องหน้า

โอรสทั้งหกแห่งมเหสีผู้ริษยา ออกเดินทางจากเมืองเปงจาลด้วยขบวนอันโอ่อ่า เครื่องแต่งกายครบครัน โล่ทอง กระบี่เงิน แต่ไร้ซึ่งหัวใจนักรบ
เมื่อเดินทางลึกเข้าดงดิบ เกิดพลัดหลงอยู่กลางหุบเขา บังเอิญพบกับเมืองศิลป์ อันเร้นกายอยู่หลังม่านหมอกและเถาวัลย์
ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทอง ต้อนรับพี่ชายโดยไร้ความเคลือบแคลง ไมตรีจิตบริสุทธิ์ มอบที่พัก อาหาร และสัตว์ป่าผืนดงเป็นของต้อนรับ
แต่น้ำใจกลับถูกใช้เป็นเครื่องหลอกลวง หนึ่งในโอรสหกยื่นคำขอ “น้องศิลป์ชัยเอ๋ย จงส่งสัตว์ป่าที่เจ้าเลี้ยงไว้ติดตามพวกพี่กลับเมือง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้พบเจ้า และจักทูลต่อบิดาว่าเจ้ามีบุญฤทธิ์จริง”
ศิลป์ชัยแม้สงสัยอยู่บ้าง แต่ยังยอมส่งสัตว์ป่าไปแต่โดยดี เมื่อถึงเมืองเปงจาล พวกโอรสหกจึงสร้างเรื่องอวดอ้าง “หม่อมฉันสามารถเรียกสัตว์ป่าทุกชนิดด้วยมนตร์เพียงคำเดียว สัตว์ทั้งป่าจึงติดตามมาเพราะเกรงฤทธิ์”
พระยากุศราชได้ยินดังนั้น ทรงแปลกพระทัยยิ่งนัก จึงมีพระดำรัสเร่งให้โอรสหกออกติดตามนางสุมุณฑากลับมาโดยเร็ว
โอรสหกจึงหันกลับมาแสร้งบอกแก่ศิลป์ชัยว่า “บิดาให้โอกาสเจ้า หากเจ้าติดตามเอาอาคืนมาได้ บิดาจะยกโทษให้ในสิ่งที่เกิดกับแม่เจ้าในอดีต”
ศิลป์ชัยไม่รู้ว่าคำกล่าวคืออุบาย ยังเชื่อในความรักของสายโลหิต
เขา สีโห และสังข์ทอง จึงออกเดินทางร่วมกัน มุ่งหน้าสู่แดนเมืองยักษ์
เมื่อถึงด่านงูซวง ป่าลึกที่มีอสรพิษร้อยพันสายแผ่เลื้อยอยู่ทั่วพื้นดิน พี่ทั้งหกถึงกับหยุดยืน ตัวสั่นด้วยความกลัว “ที่นี่… พวกข้าไปมิได้ เจ้าจงไปก่อนเถิด หากนำอากลับมาได้ พวกเราจะตามไปสมทบ”
ศิลป์ชัยไม่ลังเล สีโหก็พร้อมจะเคียงข้าง สังข์ทองจึงลอยตามในหอยเปลือกแข็ง
การเดินทางทะลุป่าอสรพิษไปถึงเมืองยักษ์ยิ่งอันตรายกว่า เสียงคำรามของอสูรกึกก้อง
หากด้วยบุญญาบารมีที่สั่งสมมา ศิลป์ชัยและพี่ชายช้างสามารถฝ่าเข้าไปถึงปราสาทกลางเมืองยักษ์
ศึกมหายักษ์เปิดฉาก ช้างสีโหชนด้วยแรงแผ่นดิน ศิลป์ชัยแทงหอกแสงฟ้าเข้าสู่กลางอกยักษ์
ร่างของยักษ์กุมภัณฑ์สั่นสะเทือนก่อนล้มลงด้วยเสียงคำรามครั้งสุดท้าย
นางสุมุณฑาถูกช่วยไว้ได้ สีหน้าเศร้าสร้อยในที “ข้า… ยังมิได้เห็นหน้าหลานผู้มีบุญที่ช่วยข้า”
ศิลป์ชัยจึงเปิดเปลือกหอยเผยร่างของสังข์ทอง ลำแสงจากร่างของเขาส่องท้องฟ้า ป่าทั้งป่าราวนิ่งเงียบเคารพในบุญฤทธิ์นั้น
ขากลับ ผ่านแม่น้ำใหญ่กลางผา โอรสหกผู้รออยู่ เห็นศิลป์ชัยนำอากลับมาได้ จึงเกิดริษยาแรงกล้า “หากปล่อยไว้ เขาจะได้ชื่อเสียงเหนือเรา”
ครั้นถึงกลางสะพานไม้ริมเหว กุมารคนหนึ่งผลักศิลป์ชัยตกลงไปเบื้องล่าง น้ำเสียงของนางสุมุณฑาดังขึ้นทันที
“เจ้า… ทำสิ่งใดลงไป!?”
“เขาพลัดตกไปเอง น้าจงเชื่อเถิด”
นางมองแม่น้ำด้วยน้ำตา เส้นผมปลิวตามลม เธอรู้ว่าเรื่องมิใช่เช่นนั้น จึงเสี่ยงทายโยนผ้าสไบ ปิ่นเกล้า และช้องผม ลงสู่สายน้ำ “หากศิลป์ชัยยังอยู่ ขอให้สิ่งของเหล่านี้ลอยทวนสายน้ำขึ้นไป…”
แล้วสิ่งของทั้งสามก็ลอยทวนน้ำ สวนแรงลม กลับขึ้นสู่ต้นน้ำตามเส้นทางเดิม แม้โอรสหกจักพยายามกล่าวถ้อยเท็จในท้องพระโรง หากสายน้ำกลับกล่าวความจริงแทนเขา
พระยากุศราชเห็นผ้าสไบลอยกลับขึ้นจึงถามทันที “เจ้าแน่ใจหรือ ว่าศิลป์ชัยตกตายเอง?”
เมื่อนางสุมุณฑาเล่าความทุกสิ่ง พระราชาตรัสด้วยเสียงเรียบเย็น “ผู้ใดซ่อนความเท็จไว้ในคำพูด จงรับผลกรรมจากการลวงโลก” โอรสหกกับมารดาของตนถูกจับขังไว้ในเรือนจำหลวง
หลายวันผ่านไป ศิลป์ชัย สีโห และสังข์ทองกลับมายังนครเปงจาลพร้อมกัน สภาพเปรอะเปื้อนโคลน หอยสังข์ถูกเปิดเผยสู่สายตาราชสำนัก เสียงโห่ร้องของประชาชนกึกก้องทั่วเมือง
พระยากุศราชทรุดตัวลงนั่งแทบเท้าศิลป์ชัย “โอรสแห่งเรา… ข้าคือผู้หลงผิด ข้าคือผู้ขับไล่แสงสว่างของบ้านเมืองด้วยมือของตน”
ศิลป์ชัยจับพระหัตถ์บิดาไว้อย่างนุ่มนวล “เราจักมิถือโทษผู้ใด เรื่องทั้งหลายล้วนเป็นบทเรียนของคน” พระองค์จึงอภิเษกศิลป์ชัยขึ้นครองนครเปงจาล ประชาชนล้วนยินดี
เมื่อถึงเวลา ศิลป์ชัยจึงเปิดคุกปล่อยโอรสหกและมารดา “จงไปเถิด เริ่มต้นใหม่ในแดนอื่น ความชอบธรรมย่อมดีกว่าการแก้แค้น”
ณ เวลานั้นเอง ยักษ์กุมภัณฑ์ผู้ตายไป ได้รับการชุบชีวิตจากพระยาเวสสุวัณ
ครั้งนี้หาได้ดุดันอีกต่อไป ดวงจิตเขาอ่อนลงอย่างประหลาด “ข้ามิอยากรบ ข้าเพียงคิดถึงนางผู้เป็นมเหสี”
ยักษ์จึงไปสู่ขอนางสุมุณฑาจากศิลป์ชัยในฐานะราชาผู้ปกครอง ศิลป์ชัยมองพญายักษ์ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
นางสุมุณฑายืนข้างยักษ์ผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรู หากบัดนี้คือคู่แท้ในเงาของกรรมและความรัก
ทั้งสองกลับไปอยู่ยังเมืองอโนราช ไม่หวนกลับมาอีกเลย
และศิลป์ชัยปกครองนครเปงจาลอย่างร่มเย็นตราบชั่วอายุขัย ผู้มีบุญที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผลักตกเหว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… บุญวาสนาอาจมิได้ปรากฏในยามเกิด แต่มันฝังแน่นในหัวใจผู้กล้า แม้ถูกขับไล่ ถูกตราหน้าว่าอัปรีย์ จงอย่าหวั่นไหว เพราะผู้ที่มีความจริงอยู่ข้างใน ย่อมฝ่าคำลวงได้ในที่สุด
ในทางตรงกันข้าม คนที่ยึดถือเพียงอำนาจ วาทศิลป์ และความริษยา ย่อมพาตนเองให้ตกต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ต่อให้แผ่นดินทั้งแผ่นเชื่อ… แต่สวรรค์ย่อมไม่ลืมความจริง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องสังข์ศิลป์ชัย เป็นนิทานพื้นบ้านอีสานที่เล่าสืบต่อกันมาในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง นิทานเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในวรรณกรรมพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและความเคารพในท้องถิ่น เพราะผูกโยงทั้งความเชื่อ ศาสนา บทเรียนชีวิต และแนวคิดเรื่องบุญกรรมไว้อย่างลึกซึ้ง
ต้นเรื่องมีความสัมพันธ์กับวรรณกรรมประเภท “นิทานชาดก” ที่นำเสนอแนวคิดเรื่องผู้มีบุญมาเกิดเพื่อแก้ไขความไม่ยุติธรรม และมักมีองค์เทพ เช่น พระอินทร์ มาเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของตัวละครหลัก เรื่องนี้ยังสะท้อนลักษณะของนิทานสืบสายแบบเดียวกับเรื่อง สังข์ทอง หรือ ศิลป์ชัย ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ชาวอีสานรู้จักดี
สังข์ศิลป์ชัยไม่เพียงเล่าถึงการผจญภัยของตัวเอก หากยังถ่ายทอดภาพของอำนาจ ความอิจฉา ความเท็จ และการคืนความยุติธรรมในสังคม ผ่านบริบทของครอบครัว ราชสำนัก และอาณาจักรโบราณ
นิทานเรื่องนี้จึงเป็นมากกว่านิทานสำหรับเด็กหรือเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็นกระจกสะท้อนคุณธรรม จริยธรรม และมโนธรรมในสังคมท้องถิ่นไทย ที่เล่าขานสืบต่อมาด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่าย แฝงแง่คิด และมีเอกลักษณ์ของภาคอีสานอย่างเด่นชัด
“ผู้มีบุญ… ไม่ต้องอ้อนวอนให้ใครเชื่อ ผู้ลวง… ไม่ต้องรอเวลานานให้กรรมย้อนกลับ วันหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเงียบพอ ความจริงจะพูดเอง”