ในอาณาจักรที่รุ่งเรืองและเต็มไปด้วยพลังอำนาจ มีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงผู้ครองเมืองผู้หนึ่งที่มีความแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าเทียบเคียง พระองค์ถือตะบอง เป็นอาวุธคู่กายที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ และทรงมีความเชื่อมั่นในพลังของตนเองอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีคำทำนายที่กล่าวถึงการมาของผู้มีบุญที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในอาณาจักรแห่งนี้ เรื่องราวจะพาไปสู่การเผชิญหน้าที่เต็มไปด้วยกลลวงและอุปสรรคที่ท้าทายการตัดสินใจของผู้ทรงอำนาจ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองริมเกาะหนองโสนที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและอำนาจพญาโคดม ผู้ครองอาณาจักรแห่งนี้มีความพิเศษในเรื่องความแข็งแกร่ง ผู้ครองอาณาจักรที่ตั้งอยู่ริมเกาะหนองโสน (ในปัจจุบันคือวัดอโยธยา) อาณาจักรของพญาโคดมเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและความแข็งแกร่ง แต่พระองค์กลับมีความทุกข์ใจในเรื่องที่ไม่สามารถมีบุตรชายได้ เพื่อต่อสืบราชสมบัติให้แก่อาณาจักรของพระองค์
ตำนานกล่าวไว้ว่าพญาโคดมต้องการทายาทที่แข็งแกร่งเพื่อสืบสานอำนาจของตนไปสู่รุ่นต่อไป จึงเสด็จไปที่โหรหลวง เพื่อขอคำทำนาย
“ข้าอยากรู้ว่า ท่านจะมีทายาทเป็นชายหรือไม่” พญาโคดมเอ่ยคำถามด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
โหรหลวงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำนายออกมา “พระองค์จะมีทายาทผู้มีบุญ แต่ทายาทนั้นจะนำภัยมาสู่พระองค์”
พญาโคดมตกใจเมื่อได้ยินคำทำนาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ จึงตัดสินใจสั่งให้ ฆ่าหญิงมีครรภ์ ทุกคนในเมืองเพื่อไม่ให้ผู้มีบุญนั้นเกิดขึ้นมา
“ฆ่าเด็กในท้องทุกคน! ข้าจะไม่ให้ใครมาแย่งอำนาจจากข้า!” พญาโคดมสั่งการอย่างเด็ดขาด
แต่หลังจากนั้นไม่นาน โหรหลวงทำนายออกมาอีกครั้งว่า “ผู้มีบุญนั้นเกิดแล้ว แต่ยังเป็นทารกที่ไร้พลัง…”
เมื่อทำนายเช่นนี้ พญาโคดมจึงสั่งให้จับทารกทุกคนมาเผาไฟ เพื่อกำจัดผู้มีบุญให้หมดสิ้น
ทารกคนหนึ่งรอดชีวิตจากการถูกเผา เพราะมีพระภิกษุ รูปหนึ่งไปพบเข้าที่ริมแม่น้ำ ก่อนจะนำเด็กไปเลี้ยงไว้ที่วัดโพธิ์ผี โดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะกลายเป็นผู้มีบุญในอนาคต
ผ่านไป 17 ปี เด็กทารกที่รอดชีวิตจากไฟกลายเป็นชายหนุ่มพิการชื่อว่านายแกรก เขามีอวัยวะที่งอและพิการจากการถูกไฟคลอก ขาทั้งสองข้างของเขาเดินไม่ได้และต้องลากเท้าไปข้างหน้าทุกครั้ง ซึ่งเสียงที่เกิดจากการลากเท้าของเขาก็ดังออกไปไกล ๆ ทำให้ทุกคนเรียกเขาว่า “นายแกรก”
นายแกรกเดินทางไปมาในเมือง แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากใคร เพราะภาวะพิการของเขาทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหมือนคนอื่น แต่เขาก็ยังคงอยากรู้ว่าผู้มีบุญที่ทำนายไว้นั้นคือใคร เขาจึงออกเดินทางตามหา
วันหนึ่งในระหว่างทาง นายแกรกได้พบกับชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือพระอินทร์ได้แปลงตัวเป็นชายชราจูงม้ามาฝากไว้ ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพลัง
“ท่านเป็นใครกัน? ท่านดูอ่อนแอและเดินไปอย่างช้าๆ” นายแกรกถามชายชราด้วยความสงสัย
ชายชรามองมาที่นายแกรกก่อนตอบว่า “ข้าคือผู้ที่มาถึงเวลาของข้าแล้ว หากเจ้าหิวให้กินข้าวที่ข้าห่อมาให้” ชายชรากล่าวอย่างนิ่ง ๆ
เมื่อได้กินข้าวในห่อ นายแกรกก็รู้สึกพลังในร่างกายกลับมา เขารู้สึกว่ามีกำลังขึ้นและเริ่มกลับเดินได้อย่างปกติ หลังจากนั้น เขาพบขวดน้ำมันที่มีอยู่ในห่อ ขวดนั้นช่วยให้เขานำมาทาตัวจนแขนขาที่เคยงอหายเป็นปกติ
“ขอบคุณท่านที่ให้ข้าได้รับพลังนี้” นายแกรกกล่าวขอบคุณชายชราก่อนที่ชายชราจะบอกว่า “จงไปเถอะ เดินทางต่อไปเพื่อพิสูจน์ตนเอง”
จากนั้น นายแกรกได้ขึ้นม้าและสวมเครื่องกกุธภัณฑ์ที่พระอินทร์มอบให้ และม้าก็พาเขาเหาะไปยัง พระตำหนักของพญาโคตรตะบอง
“ใครกันกล้าท้าทายอำนาจของข้า!” พญาโคตรตะบองตะโกนด้วยความโกรธ ก่อนที่จะทุ่มตะบองไปที่ท้องฟ้าอย่างแรง แต่ตะบองกลับตกลงไปที่เมืองล้านช้าง
พญาโคตรตะบองตกใจและเริ่มหนีตามตะบองไปที่เมืองล้านช้าง…

พญาโคตรตะบองตกใจอย่างมาก “ตะบองของข้าหลุดไป! ข้าจะต้องไปเอามันกลับมาให้ได้!”
พญาแกรกจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติแทนพญาโคตรตะบองซึ่งได้หนีไปตามตะบองที่ล้านช้าง และพ่อพราหมณ์ถวายพระนามชื่อพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ ให้แทนพระนามเดิมพญาแกรก และได้อภิเษกกับ พระราชธิดาของพญาโคตรตะบอง ราษฎรในเมืองเป็นสุขยิ่งนัก
ทางด้านเมืองล้านช้าง เมื่อพระโคตบองไปตาเอาตะบอง เขาก็ไม่เขากลับไปเมืองเดิมของเขาเพราะพระเจ้าสินธพ อำมรินทร์ได้ครองราชย์แทนแล้ว และเลือกที่จะอยู่ ณ ล้านช้าง
พญาล้านช้างรู้สึกหวาดกลัวอำนาจของพญาโคตรตะบองและคิดอาจจะมาทำลายอาณาจักรของตน จึงตัดสินใจหาวิธีที่จะกำจัดพญาโคตรตะบอง
พญาล้านช้างได้คิดแผนการ จึงยกพระราชธิดาให้พญาโคตรตะบอง และให้พระชาชธิดาถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง เพื่อหาวิธีกำจัดพญาโคตรตะบอง
พระราชธิดาหลงกลมเหสีของพญาล้านช้างและใช้เล่ห์เหลี่ยมถามถึงจุดอ่อนของพญาโคตรตะบอง โดยพญาโคตรตะบองหลงกล จึงบอกความลับออกมา
“ไม่มีอาวุธใดที่สามารถฆ่าข้าได้ นอกจากใช้ไม้เสียบทวารหนักเท่านั้น…”
พระราชธิดาจึงนำคำบอกนี้ไปบอกแก่พญาล้านช้าง ซึ่งทำให้พญาล้านช้างรู้สึกพอใจในแผนการของตน และเริ่มจัดการดำเนินการตามแผน โดยการใช้หอกขัด ที่จับหลักไว้ที่พระบังคน ซึ่งเป็นกลไกที่ซับซ้อนและแยบคาย
เมื่อพญาโคตรตะบองเข้าไปในที่บังคนตามปกติ สิ่งที่เขาไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อหอกลั่นขึ้นสวนทวารเข้าไปจนใกล้จะเสียชีวิต
พญาโคตรตะบองเสียใจที่หลงกลสตรีและทหารของตน จึงหนีกลับไปยังเมืองของตน ด้วยความผิดหวังในตัวเอง
“ข้าแพ้… พ่ายแก่ความรักและคำลวงจากสตรี” พญาโคตรตะบองกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์เมื่อกลับถึงเมืองพาราณสี
เมื่อพญาโคตรตะบองกลับมาถึงพระนคร พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ในที่สุด ในขณะที่ก่อนตายพระองค์ได้ทิ้งคำสาปไว้ที่เมืองเวียงจันทน์ ว่า “ข้าจะสาปแช่งเมืองนี้ให้ไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง”
พระเจ้าสินธพอมรินทร์ (หรือพญาแกรก) จัดการพระศพของพญาโคตรตะบองและสร้าง วัดศพสวรรค์ ณ สถานที่พระราชทานเพลิง เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้ที่เคยทรงอำนาจยิ่งใหญ่แต่ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด (ปัจจุบันคือวัดสวนหลวงสบสวรรค์)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… แม้จะมีอำนาจและความแข็งแกร่งเพียงใด แต่หากขาดความระมัดระวังและหลงเชื่อในความลวง ก็อาจทำให้ทุกสิ่งที่สร้างขึ้นต้องพังทลายได้
พญาโคตรตะบองแม้จะมีพละกำลังที่ไม่มีใครสามารถทำลายได้ แต่การที่พระองค์เปิดเผยจุดอ่อนของตนให้กับผู้อื่นและหลงกลมเหสี ทำให้พระองค์ถูกกำจัดไปอย่างไม่คาดคิด การหลงเชื่อคำลวงและความประมาททำให้ความแข็งแกร่งกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้พระองค์สูญเสียทุกสิ่งไปในที่สุด.
นิทานเรื่องนี้เตือนให้รู้ว่า การรักษาความลับและระมัดระวังในทุกการกระทำเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดก็ยังสามารถพ่ายแพ้จากความผิดพลาดของตนเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องพญาโคตรตะบอง เป็นนิทานพื้นบ้านที่มีรากฐานจากความเชื่อทางภูมิปัญญาและความศรัทธาของคนในภาคอีสานและภาคกลาง พญาโคตรตะบอง หรือชาวลาวเรียกว่าท้าวศรีโคตร พระยาศรีโคตรบอง หรือศรีโคตร เขมรเรียกพระยาตะบองขยุง เป็นตำนานเก่าแก่ที่แพร่หลายในไทย ลาว และเขมร เรื่องเล่าปรากฏตั้งแต่ดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำน่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มักจะมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์ที่ชาวบ้านเชื่อกันมายาวนาน
ที่มาของนิทานนี้สะท้อนถึงการต่อสู้ระหว่างอำนาจ และความยุติธรรม การเกิดขึ้นของพญาโคตรตะบองที่มีพลังและความแข็งแกร่งซึ่งไม่มีอาวุธใดสามารถสังหารได้ เป็นการสะท้อนถึงความคิดของการมีอำนาจที่ไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียว ความล้มเหลวของพญาโคตรตะบองเกิดจากการหลงกลและการเปิดเผยจุดอ่อนของตัวเองให้กับผู้ไม่หวังดี ซึ่งสื่อถึงการหลอกลวงและความไม่ระมัดระวัง ที่อาจทำลายผู้ที่มีอำนาจสูงสุดได้
นิทานพญาโคตรตะบองยังสะท้อนถึงบทเรียนชีวิตเกี่ยวกับการระวังตัวและไม่หลงเชื่อในความลวงของคนใกล้ตัว ถึงแม้จะมีพลังและอำนาจมากมาย หากขาดการระมัดระวังในเรื่องของการวางใจและการเชื่อในคำพูดของคนอื่น ก็อาจทำให้ต้องเสียสิ่งที่สำคัญไป
“อำนาจอาจทำให้ยิ่งใหญ่ แต่การประมาทและหลงเชื่อในคำลวงสามารถทำลายทุกสิ่งได้ในพริบตา”