ณ ดินแดนหนึ่งซึ่งแสงทองเคยทาบยอดปราสาทสูงตระหง่านกลางผืนปฐพี เสียงฆ้องกลองเคยกึกก้องรับยามอรุณและร่ำไห้ยามสนธยา แผ่นดินนี้เคยมีทั้งบารมี ศรัทธา และรักอันเหนียวแน่นยิ่งชีวิต
แต่ใต้พื้นดินอันสงบนั้นยังคงมีตำนานเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงบางสิ่งเคลื่อนไหวในความเงียบ บางดวงจิตยังเพรียกหาด้วยเสียงที่ไม่มีถ้อยคำ และบางแรงรักยังไม่ยอมปล่อยมือแม้กาลเวลาจะพาโลกทั้งใบล่มสลาย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่
กาลครั้งหรึ่งนานมาแล้ว ณ นครเอกชะทีตา อันเป็นมหานครรุ่งเรืองในทิศอุดร ดารดาษด้วยหมู่ปราสาทราชวัง งามตาราวเมืองเทวะ มีพระยาขอมผู้ทรงพระคุณยิ่ง เป็นมหาราชครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงมีพระราชธิดาผู้หนึ่ง พระนามว่านางไอ่ (ไอ่คำ) หรือเรียกกันโดยสามัญว่านางไอ่ รูปโฉมนั้นวิไลหาที่เปรียบมิได้ ผิวพรรณผุดผ่องดังทองชมพูนุช เนตรเรียวยาวเหมือนนัยน์กวาง ดวงพักตร์นั้นพริ้มเพราราวนางอัปสราจุติจากสวรรค์
พระยาขอมทรงหวงแหนยิ่งนัก โปรดให้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้น ล้อมรอบด้วยสระแก้ว สระมุก หอมาลีบานตลอดทั้งสี่ฤดู โปรดให้สตรีบริสุทธิ์เป็นนางสนม นางกำนัล เลี้ยงดูพระธิดาเปรียบประหนึ่งเทพี อยู่ในหอคำไม่ให้ออกพบผู้ใดนอกจากราชวงศ์ชั้นสูง
“นางไอ่ของเรา มีบุญนักหนา งามพ้นนารีทั้งหลาย ๏ อย่าให้บุรุษใดยลเลย” พระยาขอมตรัสดังนี้แก่พระมเหสี
ทว่าแม้จะปิดทองล้อมเพชรสักเพียงใด กลิ่นหอมแห่งนางก็มิอาจซ่อนให้พ้นสายลม เรื่องราวแห่งความงามลือนามไปไกลจนถึงเมืองทางทักษิณ คือเมืองของท้าวผาแดง เจ้าเมืองแห่งแว่นแคว้นใหญ่ผู้มีรูปงาม ฉลาดหลักแหลม และทรงฤทธาไม่น้อย
เมื่อท้าวผาแดงได้ยินคำเล่าขานถึงนางไอ่ ก็มิอาจห้ามพระทัยได้ โปรดให้เสนาออกสืบข่าวความจริง แล้วเสด็จขึ้นมาสู่เมืองชะทีตาโดยมิให้มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเลือกใช้ทางคนธรรมดา แฝงองค์เป็นพ่อค้าเร่ แลใช้หญิงคนใช้ในวังเป็นทางผ่านติดต่อสื่อสาร
หลายราตรีผ่านไป เสน่ห์แห่งท้าวผาแดงกับความหวานฉ่ำแห่งคำ กลับกลายเป็นสะพานเชื่อมสองใจเข้าหากัน
“แม้นแคว้นใดขวาง ข้าจักฝ่าฟัน แม้นบิดานางกีดกัน ข้าจักยอมตาย”
“หากเจ้าเอ่ยสัตย์จริง ข้าจะมอบใจไม่คืนกลับ”
ทั้งสองลักพบกันหลายครา จนความรักแกร่งกล้า มั่นสัญญาว่าจะมาสู่ขอตามราชประเพณี ท้าวผาแดงจึงกลับเมืองเพื่อเตรียมเครื่องบรรณาการอันสมเกียรติราชบุตรเขย
ณ ห้วงเวลาเดียวกัน ในแดนลึกใต้บาดาลอันเย็นชืด มีนครนาคินทร์ของพญาสุทโธนาค ปกครองดินแดนด้วยอำนาจแห่งนาคเผ่า มีพระโอรสนามว่าท้าวภังคี รูปโฉมงามสง่า ทว่าดวงเนตรนั้นซ่อนความดำมืดแห่งชะตากรรม
อดีตกาลไกลโพ้น ท้าวภังคีกับนางไอ่เคยเป็นคู่กัน ทว่าในชาตินั้นนางไอ่เป็นหญิงใบ้ ถูกเย้ยหยันและทอดทิ้งอย่างทุกข์ระทม ก่อนตายได้นั่งหลับตาอธิษฐานไว้ว่า
“ชาตินี้ข้าตกต่ำ ครอบครัวมิแยแส ๏ ขอชาติหน้า แม้นได้พบกันอีก ไอ้ใบ้จักตายด้วยมือข้าเอง”
คำอธิษฐานนั้นดังไกลถึงเมืองนาคา เสมือนขวากหนามแห่งภพใหม่ ที่จะทิ่มแทงใจทุกผู้ไม่ว่าฟ้าหรือนาค
ท้าวผาแดงเสด็จกลับสู่เมืองพร้อมขบวนราชรถและเครื่องราชบรรณาการอันยิ่งใหญ่ ไข่มุกจากชายฝั่งนาคินทร์ หยกแกะสลักทองคำ และอัญมณีมากมาย มุ่งสู่ราชสำนักเมืองชะทีตาเพื่อขอพระราชธิดา
พระยาขอมแม้รู้เห็นถึงความเพียบพร้อมของท้าวผาแดง หากก็ยังแฝงความลังเลอยู่ ด้วยความรักและหวงแหนบุตรีสุดดวงใจ จึงตรัสว่า
“บัดนี้ท้าวผาแดงจักขอพระธิดาไป ข้าเกรงจะยังมิได้เห็นฤทธา จักมีพิธีบั้งไฟขึ้นเพื่อพิสูจน์ฟ้า ๏ หากบั้งไฟของผาแดงสูงล้ำกว่า ข้าจะยกนางให้ มิขัดขวางอีกต่อไป”
ท้าวผาแดงรับคำโดยไม่ครั่นคร้าม กลับมุ่งมั่นในใจ “ฤาจะมีไฟใดสูงกว่าไฟรักข้า”
เมื่อถึงฤกษ์พิธีบั้งไฟ มหาชนต่างตื่นตระหนกเร้าใจ ฟ้าร้องครืน ๆ ดั่งล่วงรู้การท้าทายระหว่างมนุษย์กับฟากฟ้า ท้าวผาแดงจุดบั้งไฟของตนก่อน พุ่งทะยานฟ้าดั่งพญาครุฑโผผิน เหนือยอดเขาหลายลูก แสงปลาบพรายอยู่ช้านาน
ทว่ายามพระยาขอมจุดบั้งไฟของตน… กลับมีลมพายุกรรโชกกระหน่ำ แสงเพลิงกลับพุ่งทะลุชั้นเมฆ บรรลุถึงชั้นฟ้าและดับลงพร้อมเสียงฟ้าฟาดสนั่นราวเทวะรับรู้
ผู้คนต่างเฮโล ร้องเรียกพระเกียรติพระยาขอม ขณะที่ท้าวผาแดงยืนนิ่ง ริมเนตรสั่นสะท้าน นางไอ่ในหอสูงเพียงแลลง เห็นคนรักพ่ายแพ้ด้วยดวงใจแตกสลาย
ณ เมืองนาคินทร์ ท้าวภังคีหัวร่อเยาะเบา ๆ ในเงาสลัวของปราสาทบาดาล
“นางเป็นของข้า… ชะตาสิ้นแล้ว เจ้ารอไว้เถิดไอ่คำ”

ครานั้น ท้าวภังคีเห็นว่าโอกาสแห่งกรรมได้มาถึง จึงแปลงองค์เป็น กระรอกเผือก ขนขาวบริสุทธิ์แวววาวดั่งจันทร์ยามเพ็ญ ขึ้นมาโลดแล่นกลางเมืองชะทีตา เดินยั่วสายตาผู้คนกลางงานบุญฤดูไฟ ราวกับเย้าแหย่มนุษย์ให้หลงในเงาเวรของตน
เสียงพรานป่าร้องขึ้นทันทีที่พบ “กระรอกเผือก ของวิเศษยิ่งนัก จับให้ได้ นำไปถวายราชธิดาเถิด”
พรานป่าเล็งธนู ศรพุ่งฉับ กระรอกเผือกทรุดตัวลงพร้อมเสียงอธิษฐานครั้งสุดท้ายดังก้อง
“แม้กายข้าต้องตาย เนื้อข้าขอจงอร่อยล้ำ จงอิ่มให้ทั่วเมือง แม้นผู้ใดกิน จงตกในห้วงเวร”
ร่างแห่งท้าวภังคีแปลงตน กลายเป็นกระรอกตายแน่นิ่ง ถูกนำขึ้นวัง นางไอ่ทอดเนตรเห็นแล้วกลับสงสาร ทว่าสนมข้างองค์กล่าวว่า
“ของดีเช่นนี้ หามีบ่อยไม่ จักถวายพระธิดาแกงกระรอกเสียเถิด”
เนื้อกระรอกถูกแล่ แกงเป็นสำรับงาม กลิ่นหอมฟุ้งจรุงไปทั่ววัง จากวังถึงตลาด จากตลาดถึงตรอกซอกซอย ชาวเมืองแห่แหนเข้ากิน เนื้อกระรอกเพียงร่างเดียวกลับไม่หมดเสียที ราวกับชามเวทมนตร์ที่ไม่มีวันพร่อง
ครานั้น ณ เมืองบาดาล บริวารนาคาเห็นแสงตะเกียงส่องเงากระรอกลอยขึ้นเหนือปราสาทน้ำ ก็รู้ในบัดดลว่า โอรสแห่งพญาสุทโธนาได้ถูกฆ่าไปแล้ว
เสียงคำรามของพญานาคดังก้องในถ้ำบาดาล
“ลูกข้า สิ้นแล้ว มนุษย์ช่างลบหลู่แผ่นดิน”
พญาสุทโธนาคแผดเสียงเรียกนาคาทั้งมวลแห่งโลกา นับหมื่น นับแสนตน พากันผุดขึ้นจากแอ่งน้ำ ลำธาร ทะเลสาบ ล้วนมีดวงเนตรแดงฉาน ฟันคมเป็นแถว เกล็ดเรืองแสงเป็นอาภรณ์
แผ่นดินสั่นไหว รอยแยกกระจาย น้ำผุดทะลักขึ้นมาทั่วเมืองชะทีตา ประดุจว่ามหานทีทั้งเจ็ดจะรวมลงมาถล่มที่นี่ที่เดียว
“จงสิ้นมนุษย์เถิด ให้รู้ว่าเวรกรรมมีจริง”
เสียงนั้นราวฟ้าคำรามสะเทือนพื้นแผ่นปฐพี วังหลวงถล่ม ผู้คนถูกกลืนกลางธารน้ำขุ่นคลั่ก ผู้ที่เคยกินเนื้อกระรอกกลับกลายเป็นเป้าทำลาย เมืองทั้งเมืองพังทลายลงสู่ใต้พิภพ
เหลือเพียงเนินดอนสามถึงสี่แห่งซึ่งสูงกว่าระดับน้ำ เป็นที่อาศัยของหญิงม่ายผู้มิได้แตะเนื้อกระรอก พวกนางร่ำไห้กลางสายฝนโศกาดูร จนมีผู้เรียกขานว่า “ดอนแม่ม่าย”
ท้าวผาแดง เมื่อรู้เหตุภัยพิบัติ ก็มิได้นิ่งเฉย รีบขึ้นม้าศึกชื่อนิลมณี วิ่งผ่านสายฝนและคลื่นโศกา พุ่งตรงไปยังปราสาทเจ็ดชั้น ท่ามกลางแผ่นดินที่ถล่มลงทุกคราเมื่อย่ำกีบ
“ไอ่คำ รีบมาเถิด เมืองสิ้นแล้ว”
นางไอ่ ผู้ยังงุนงงในเหตุการณ์ หาได้เอ่ยวาจาไม่ เพียงกุมแขนท้าวผาแดงแน่น น้ำตาเจิ่งสองแก้ม
ม้านิลมณีพุ่งออกจากวัง แล่นตัดสายลมและน้ำเชี่ยวกราก เบื้องหลังมีเหล่านาคาติดตามมาเป็นสาย กระชั้นกระชั้นทุกฝีก้าว
แต่แล้ว… ผืนดินเบื้องหน้าก็ยุบลงมาดังครืน พญานาคผู้หนึ่งแหวกธารขึ้นมาจากใต้ดิน พุ่งตัวเข้าสกัดม้าแล้วกลืนเอานางไอ่ไปต่อหน้า
“ไอ่คำ!!!!” เสียงท้าวผาแดงคำรามสุดลมหายใจ
พระองค์รอดชีวิตเพียงร่าง แต่วิญญาณนั้นแตกดับ
กลับถึงเมือง พระองค์ไม่เสวย ไม่ตรัส ไม่พักผ่อน บำเพ็ญตนกลางสระน้ำ
แล้ววันหนึ่ง… ท้าวผาแดงนั่งสงบ ตาปิดสนิท เอ่ยเพียงวาจาสุดท้าย
“แม้ต้องสิ้นชีวิต ข้าขอไปตามหานางในปรโลก” สิ้นถ้อยนั้น พระองค์ก็กลั้นใจตาย วิญญาณร่อนลงสู่เมืองผี
ณ เมืองบาดาล ท้าวผาแดงผู้เป็นวิญญาณ ขี่ม้านิลผีฟาดหางพญานาคนับร้อย สู้เคียงนางไอ่ที่ถูกขังอยู่ในถ้ำหินมืด ใต้ทะเลบาดาล
สงครามระหว่างโลกผี กับโลกนาค ดำเนินยืดเยื้อหลายภพ เหล่านาคาชั้นสูงตายเป็นเบือ ผีทหารของท้าวผาแดงก็ทยอยดับสิ้น
น้ำบาดาลขุ่นคลั่ก เสียงร้องดังขึ้นทั่วดินแดนทั้งสาม
จน พระอินทร์ ซึ่งเฝ้ามองจากเบื้องบนมิอาจทนนิ่ง จึงเสด็จลงมาประทับ ณ ยอดเขาพระสุเมรุ ตรัสด้วยสุรเสียง
“ผาแดงเอ๋ย เวรแต่เก่าก่อน อย่าให้ลามจนชาติภพสูญสิ้น
ภังคีเอ๋ย เจ้าใช้เล่ห์กลด้วยเวรกรรม ตนก็ตาย มิใช่ฤทธิ์ใดเลย
จงแยกกันเถิด ผีกลับเมืองผี นาคากลับเมืองนาค”
สิ้นคำบัญชา สงครามระงับ เมืองบาดาลปิดประตูสู่ภพภายนอกอีกครา
ส่วนนางไอ่คำ ยังคงอยู่ในเงาเงียบแห่งใต้บาดาล มิอาจกลับสู่ภพมนุษย์ได้อีก ดวงเนตรจ้องฟ้าแม้ไร้ช่องแสง
นางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “ชาตินี้กรรมยังมิเสมอ ข้าจักรอเขา ณ แดนนี้ เมื่อพระศาสดาองค์ใหม่อุบัติ ข้าและเขาจักได้พบกันอีกครา”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรัก แม้จักลึกซึ้งเพียงใด หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรรมเก่า ความยึดมั่นถือมั่น และอัตตา ย่อมนำมาซึ่งความสูญเสีย ไม่เพียงต่อตนเอง แต่ยังลุกลามทำลายผู้คนและแผ่นดินโดยรอบ ความแค้นที่ไม่ได้ถูกปล่อยวางในอดีต ย่อมย้อนกลับมาเผาผลาญปัจจุบัน แม้จะเปลี่ยนภพ เปลี่ยนชาติ ก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์
ในเรื่องนี้ ตัวละครทั้งสามนางไอ่คำ, ท้าวผาแดง, และท้าวภังคีล้วนเป็นผู้แบกกรรมจากอดีตชาติ ซึ่งมิใช่เพียงเวรกรรมทั่วไป แต่เป็นความผูกพันที่อิงอยู่บนคำสาบาน คำอธิษฐาน และความเจ็บลึกฝังใจ เมื่อมาพบกันในชาติใหม่ แทนที่จะเรียนรู้หรือยุติ กลับกลายเป็นการฉุดรั้งกันไว้ด้วยแรงรักและแรงแค้นอย่างไม่รู้จบ จนต้องแลกด้วยชีวิตและเมืองทั้งเมือง
การที่นางไอ่เลือกจะรอนาคู่ต่อในภพหน้า สะท้อนว่าความยึดติดแม้จะอ่อนหวานในรูปของความรัก ก็อาจเป็นพันธนาการที่ยาวไกลกว่าชีวิตหนึ่ง และไม่มีใครหลุดพ้นได้หากยังไม่เข้าใจว่าการให้อภัยและการวางใจคือทางออกเดียวจากวัฏฏะแห่งเวรกรรม
ในที่สุด แม้เทพเจ้าอย่างพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึก ก็แสดงให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ไม่ยุติกรรมเสียเอง สวรรค์ย่อมต้องลงมือแต่ไม่ใช่เพื่อความรัก หากเพื่อความสมดุลของโลก
นิทานเรื่องนี้จึงมิได้สอนว่าอย่ารัก แต่สอนให้รู้จักรักอย่างมีสติ และรู้จักปล่อยเมื่อถึงเวลา เพราะบางรัก…เกิดขึ้นเพื่อชดใช้ ไม่ใช่เพื่อครอบครอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องผาแดงนางไอ่ มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะทางตอนบนของภาคในบริเวณจังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น รวมถึงในประเทศลาวด้วย
สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค การเวียนว่ายตายเกิด และบุญบั้งไฟซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีรากฐานมาจากความเชื่อในการขอฝน โดยเรื่องนี้เล่าสืบต่อกันมายาวนานผ่านคำบอกเล่า ลิเกพื้นบ้าน และกลอนลำ เป็นนิทานที่มีทั้งมิติความรัก ความสูญเสีย และอำนาจของเวรกรรม โดยมีฉากหลังอยู่ในโลกมนุษย์ เมืองบาดาล และโลกของวิญญาณ
นิทานผาแดงนางไอ่จึงไม่เพียงเป็นเรื่องเล่าขานเพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากแต่เป็นเสมือนคำอธิบายของชาวบ้านในอดีตต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หนองน้ำใหญ่ หรือพื้นที่ลุ่มที่มีชื่อเรียกสืบเนื่องจากเหตุการณ์ในเรื่อง รวมถึงเพื่อปลูกฝังเรื่องกรรม ความรัก ความตาย และการรอคอยในวัฏฏะของชีวิต
เมื่อความรักถูกชักนำด้วยกรรมเก่าและแรงแค้น ความงดงามจึงกลายเป็นเถ้าถ่าน ยิ่งไขว่คว้า ยิ่งพาให้จมหายไปพร้อมทุกสิ่งที่มี