นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับพระยาสายฟ้าฟาด

ใต้ฟ้าแผ่นดินลุ่มทะเลสาบ ข้ามขุนเขาและคลื่นลม ยังมีนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องหนึ่งเล่าขานในหมู่ชาวใต้มาช้านาน เป็นตำนานที่ฝังรากลึกในใจคน มิใช่เพียงเพราะความอัศจรรย์ หากเพราะสายเลือด รอยครู และการให้อภัย

มิได้เริ่มจากวีรบุรุษ มิใช่ชัยชนะในการศึก หากเริ่มจากความฝันของหญิงสาวผู้หนึ่ง… ความฝันที่เปลี่ยนชะตาเมือง ชะตาคน และสืบทอดเป็นเสียงเท้ากระทบพื้นเวทีไปอีกหลายชั่วอายุคน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แดนใต้ริมฝั่งทะเลใหญ่ ยังมีเมืองหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและเกลียวคลื่น พระผู้ครองนครทรงพระนามว่าเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด กษัตริย์ผู้ทรงเดชาทั้งในแผ่นดินและฟ้าร้อง เมื่อแว่นแคว้นใดขัดขืน พระองค์ก็เพียงกระทืบพระบาท ฟ้าก็แลบแสง เสียงกึกก้องดั่งจักแยกโลก

พระองค์มีมเหสีทรงนามว่าพระนางศรีมาลา ทั้งสองมีโอรสธิดาหนึ่งเดียวทรงพระนามว่านวลทองสำลี รูปกายวิลาส งามพร้อมโฉมเฉลา วาจานุ่มละมุน พระจริยาน่าชื่นชมเป็นที่รักของบ่าวไพร่ทั่ววัง

รุ่งหนึ่ง ยามฟ้าสาง พระนางนวลทองสำลีตื่นจากบรรทม ยังมิทันชำระพระพักตร์ ก็มายืนแน่วอยู่หน้าชานพระตำหนัก เงียบงันสนิท สายพระเนตรเหม่อออกไปไกลดั่งจะค้นหาสิ่งใดในห้วงนึก พวกสาวใช้เห็นเป็นประหลาด ต่างเข้ามาโค้งถาม

“ด้วยเหตุใดพระแม่เจ้าจึงมิทรงชำระพระพักตร์พะยะค่ะ ยามนี้สายแล้ว”

พระนางนวลทองสำลีจึงเหลียวมา แล้วตรัสเสียงนุ่ม “ข้าฝันประหลาดนัก เป็นความฝันที่ข้ามิเคยเห็นเลยในชีวิต”

พวกสาวใช้ต่างพนมมือ ก้มลงฟังอย่างตั้งใจ พระนางจึงเล่าฝันนั้นว่า เทพธิดาองค์หนึ่งลงมาจากฟ้าสวรรค์ มาร่ายรำอยู่เบื้องหน้า ท่วงท่านั้นงามยิ่ง มีสิบสองท่า พร้อมด้วยเสียงประโคมทั้งกลอง ทับ โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และแตร ทำนองคลอไปกับการรำอย่างพอดิบพอดี งามนักจนข้าจำได้หมดสิ้น

ตรัสจบ พระนางก็ลุกขึ้น ทรงรำตามในฝันทันที เสียงเท้าแตะชานไม้เป็นจังหวะ เบื้องพระกรค่อยโบกไหว ร่างกายโน้มรับจังหวะเสียงในจินตภาพ พวกสาวใช้ลุกขึ้นโห่ร้องด้วยความตื่นตา ร่ายรำงดงามเสมือนเทพเสด็จ

พระนางจึงรับสั่งให้จัดเครื่องประโคมขึ้นตามแบบในฝัน แล้วทรงสอนสาวใช้ให้ร่ายรำร่วมกับพระองค์ เครื่องดนตรีลั่นเสียงเป็นจังหวะ ฝึกซ้อมกันทุกวันไม่มีเว้น ความสนุกสนานครื้นเครงแผ่ไปทั่วปราสาทราวเป็นแดนสวรรค์

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางอยากเสวยเกสรบัวในสระหน้าวัง จึงรับสั่งให้สาวใช้ไปหักเอามา ครั้นได้แล้ว พระนางก็เสวยดอกบัวนั้นจนหมดทั้งช่อ

กาลถัดมา พระนางเริ่มมีอาการผิดแผก ครรภ์ก็ตั้งขึ้นทุกวันแต่ไม่มีสามีใด พระนางยังคงรำและฝึกคนในวังจนเสียงรำโนราดังขึ้นมิขาด

เสียงประโคมนี้ทราบไปถึงพระยาสายฟ้าฟาด พระองค์ตรัสว่า “เหตุใดราชฐานธิดาจึงโกลาหลครื้นเครงทุกวัน หามิได้เหมาะสมแก่กุลนารี”

แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรด้วยองค์เอง ครั้นถึง ทรงเห็นพระธิดารำอยู่ เสียงดนตรีประโคมแน่น พระองค์จึงรับสั่งเรียก “ธิดาเอ๋ย เจ้าทำการร่ายรำเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ใครสอนเจ้า”

พระนางกราบทูลว่า “หามิได้มีผู้ใดสอนเพคะ เป็นเทพในสุบินนิมิต ข้าฝันเห็นเทพธิดาร่ายรำ จึงจดจำท่ารำนั้นได้”

พระยาสายฟ้าฟาดนิ่งตรอง แล้วรับสั่ง “รำให้เราดูหน่อยเถิด จักได้เห็นด้วยตา”

พระนางจึงรำถวายอีกครั้ง ครั้นถึงกลางท่ารำ พระยาสายฟ้าฟาดก็สังเกตเห็นที่ครรภ์ของธิดา โป่งออกผิดสังเกต พระเนตรขึงขึ้นแล้วรับสั่งให้หยุดรำทันที

“เจ้าตั้งครรภ์ใช่หรือไม่! ใครเป็นชายของเจ้า ไหนเลยผู้ใดเข้ามาในราชฐานเราได้”

พระนางนวลทองสำลีตกใจ น้ำพระเนตรคลอเบ้า กราบทูลเสียงสั่น “หามิได้เพคะ หามีชายใดไม่ ข้ามิเคยรักชอบหรือเสวนาใกล้ใคร ครั้นวันหนึ่งข้าเสวยดอกบัวเข้าไป แล้วจึงเป็นเช่นนี้…”

พระยาสายฟ้าฟาดทรงโกรธเกรี้ยว ทรงว่า “เรื่องไร้สาระ ไหนเลยกินดอกบัวแล้วจักตั้งครรภ์ได้! เจ้าทำให้ราชวงศ์อับอาย!”

พระองค์ตรัสถ้อยบริภาษอย่างแสนขม พระนางได้แต่ก้มหน้าร่ำไห้

ถัดมาวัน พระยาสายฟ้าฟาดรับสั่งให้เรียกสาวใช้ทั้งสามสิบคนมาสอบทีละคน แต่ทุกคนก็ตอบเช่นเดียวกัน ไม่มีชายใดเคยเข้ามา และพระนางมิได้คบชายจริง ทูลว่านางตั้งครรภ์เพราะเสวยดอกบัว

พระองค์กลับยิ่งพิโรธ คิดจะลงทัณฑ์ถึงชีวิตทั้งธิดาและสาวใช้ แต่สุดท้ายด้วยสายใยบิดา จึงเปลี่ยนรับสั่ง “ให้สร้างแพ แล้วจัดเสบียงใส่ไป ลอยแพธิดากับสาวใช้ทั้งหมดออกทะเลเสีย”

รุ่งสางวันถัดมา พระนางนวลทองสำลีกับสาวใช้ทั้งสามสิบถูกนำขึ้นแพ ลอยออกจากฝั่งช้า ๆ เสียงคลื่นซัดเป็นระยะ ท้องฟ้าอึมครึมดังร่วมร่ำไห้

แพลอยไปตามลมอยู่หลายราตรี จนกระทั่งไปติดอยู่ที่เกาะหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน

เมื่อเท้าแตะผืนทราย พระนางนวลทองสำลีเงยพักตร์ขึ้นมองฟ้า แล้วพร่ำเบา ๆ “หากลูกในครรภ์นี้มีบุญจริง ขอให้เทวดาโปรดคุ้มครองเถิด…”

ทันใดนั้น ณ ใจกลางเกาะมีบรรณศาลาปรากฏขึ้น พร้อมเรือนพัก และพันธุ์ไม้ฟักแฟงแตงกวา เทวดาเนรมิตไว้เพื่อดำรงชีวิต

สาวใช้ทั้งหลายยินดี ต่างตั้งใจเพาะปลูก ร่วมแรงร่วมใจกันเอาชีวิตรอด

พระนางอยู่ที่นั่นนับเดือน ครรภ์ก็ยิ่งโตขึ้นทุกวัน

จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง ยามดาวพราวฟ้า พระนางนวลทองสำลีประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง พระองค์ตั้งนามว่า ด.ช.น้อย เป็นเด็กชายผิวผ่อง หน้าตาแจ่มใส แววตาฉายแววฉลาด ทันทีที่ลืมตาดูโลก เสียงฟ้าก็ร้องครืนเหนือเกาะ เสมือนเทวดารับรู้ว่าสิ่งสำคัญได้ถือกำเนิดแล้ว

จากนั้นมา พระนางเลี้ยงดูลูกอย่างสงบในบรรณศาลา ส่วนสาวใช้ก็คอยดูแลไม่ห่าง วัดจากครรภ์ถึงวัยสิบปี ด.ช.น้อยเติบโตเป็นเด็กหนุ่มผู้หัดรำโนราจากพระมารดา และมีฝีมือจัดจ้านไม่แพ้ใคร

“แม่… เราอยู่แต่กับหญิงสาวในเกาะนี้ ไม่มีชายใดเลย แล้วแม่มาแต่ไหน”

ด.ช.น้อยเอ่ยถามขึ้นวันหนึ่ง พระนางนวลทองสำลีจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

เมื่อฟังจบ ด.ช.น้อยน้อมหัวแนบตักแม่ แล้วเอ่ย “ลูกจักไปหาอัยกาของข้า ไปให้เขาเห็นกับตา ว่าคำแม่มิใช่มารยา”

พระนางมิได้ห้าม เพียงเอ่ยเบา ๆ “เอาผ้าผูกไม้ ปักเป็นธงไว้เถิด เรือผ่านมาเขาจะเห็น”

ด.ช.น้อยก็ทำตามนั้น แล้วยืนมองทะเลด้วยใจแน่วแน่

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด 2

เรือพ่อค้าผ่านมาพบธงที่ด.ช.น้อยปักไว้ จึงเทียบท่าแล้วรับเด็กขึ้นเรือ ด.ช.น้อยร่ำลาพระมารดาและสาวใช้ทั้งหลายด้วยดวงใจมั่นคง จากนั้นเรือก็มุ่งหน้าสู่แผ่นดินใหญ่

เมื่อถึงท่าเรือเมืองหลวง ด.ช.น้อยลงจากเรือแล้วร่ายรำโนราตามที่แม่สอนมาตลอดทาง ร่ายรำไป รำไป ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดดู รำที่เขาไม่เคยเห็น ท่าที่เขาไม่เคยรู้ เสียงเท้าแตะพื้นดินเป็นจังหวะ มือโบกสะบัดตามท่าทางงดงามชดช้อย ผู้คนจึงร่ำลือกันไม่ขาดสาย

“เจ้าหนุ่มผู้นี้มาจากใด รำโนราได้น่าอัศจรรย์นัก”

“เขาไม่ใช่ชาวเมืองนี้ ท่าทางเยี่ยงกษัตริย์ แต่มาเล่นรำอยู่ริมถนน!”

เมื่อผู้คนแห่ไปดูมากขึ้น ข่าวเรื่องการรำโนราก็เลื่องลือไปถึงในราชสำนัก พระยาสายฟ้าฟาดได้ฟังก็สงสัยนัก ตรัสถามข้าราชบริพาร

“โนราคือผู้ใด เป็นคนหรือสัตว์ เหตุใดชาวเมืองจึงคลั่งไคล้นักหนา”

ข้าราชการทูลว่าเป็นชายหนุ่มอาภรณ์แปลก ท่ารำเยี่ยงเทพ เนื้อตัวสะอาด หน้าตาอ่อนวัย พูดจาไพเราะ พระองค์ยิ่งสนพระทัย จึงตรัสสั่ง “เราจะปลอมองค์ไปทอดพระเนตรเอง”

พระยาสายฟ้าฟาดทรงครองเพียงจีบพระภูษา นุ่งแบบชาวบ้านปะปนกับฝูงชน เสด็จไปยังท่ารำริมทาง ครั้นทอดพระเนตรเห็น เด็กชายเบื้องหน้านั้นมีหน้าตาคล้ายคลึงกับนางนวลทองสำลีธิดาของพระองค์ไม่มีผิด

พระองค์จึงรับสั่งเรียกตัวเข้าเฝ้า เมื่อด.ช.น้อยมาเบื้องพระพักตร์ พระองค์ตรัสถาม “เจ้าชื่อใด เป็นลูกผู้ใด มารดาอยู่แห่งไหน”

เด็กชายก้มกราบแล้วตอบ “ข้าพเจ้านามว่าน้อย มารดาชื่อนวลทองสำลี ส่วนบิดานั้น มารดากล่าวว่าเกิดจากการเสวยดอกบัวเพคะ”

ฟังถ้อยนั้น พระองค์ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงคล้ายดั่งธิดาตรัสในวันก่อน ใจหนึ่งพลันแน่นด้วยสิ่งที่เคยทิ้งไป พระองค์จึงตรัสให้พาขุนโนราและคณะเข้าสู่วังโดยพลัน

ผู้คนในเมืองซุบซิบกันทั่ว

“เขาเอาโนราไปเสียแล้ว! พรุ่งนี้คงมิได้ดูอีก”

“โนราเป็นของหายาก แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนวังเสียแล้ว”

พระยาสายฟ้าฟาดหาทรงฟังไม่ พระองค์เพียงตรัสเบา ๆ กับตัวเองว่า “ดวงหน้าเจ้าเหมือนธิดาข้าราวกับแกะ หากใช่จริง… ข้าจะไม่ให้ผิดพลั้งอีก”

ครั้นทรงทราบว่าด.ช.น้อยเป็นหลานในสายโลหิต พระองค์ก็รับสั่งให้อำมาตย์เตรียมเรือไปเชิญพระนางนวลทองสำลีกลับพระนครโดยเร็ว พวกอำมาตย์นำเรือออกจากท่า มุ่งหน้าไปเกาะกะชังจนถึง

เมื่อพบพระนาง จึงกราบทูลตามรับสั่ง “พระราชบิดารับสั่งให้เชิญเสด็จกลับพระนครพะยะค่ะ”

พระนางนวลทองสำลีเงียบอยู่ชั่วอึดใจ แล้วตรัส “บัดนั้นพระบิดาทิ้งข้าดั่งไม่มีค่าควร จักเหตุใดจึงมาเชิญให้ข้ากลับ บัดนี้ข้าขออยู่กับทะเล จะขอตายที่นี่”

พวกอำมาตย์กราบทูลไม่สำเร็จ จึงกลับมารายงาน พระยาสายฟ้าฟาดทรงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นรับสั่งอีก “ถ้าเชิญมิได้ ครานี้จับมัดมาเสีย”

พวกอำมาตย์จำต้องนำคนขึ้นเกาะอีกครา ครั้นพระนางปฏิเสธอีกครั้ง ก็มิอาจถ่วงเวลา จึงให้พวกสาวใช้ช่วยกันจับพระนางมัดขึ้นเรือ

ขณะนั้นเองได้มีการร่ายรำเรียกวิญญาณพระนาง เปรียบเป็นการจับหงส์ลงจากเวหา ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นเค้าของท่ารำ “คล้องหงส์” ในโนราพื้นบ้านภาคใต้

ขณะเรือจะเข้าสู่ปากน้ำเมือง จู่ ๆ มีจระเข้ใหญ่ลอยขวางน้ำอยู่ กีดกันมิให้เรือผ่าน พวกลูกเรือต่างหวาดกลัว ต้องประกอบพิธีแทงจระเข้เสียก่อน จระเข้จึงสิ้นใจแล้วเรือจึงเข้าสู่พระนครได้

ครั้นพระนางถูกนำเข้าเฝ้า พระยาสายฟ้าฟาดทอดพระเนตรพระธิดาผู้โศกเศร้า พระองค์นิ่งอยู่เนิ่นนาน แล้วจึงตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วนัก “เราเคยหลงผิด ทำสิ่งเลวร้ายแก่เจ้า… ข้าเฒ่าขออภัยเถิด ลูกพ่อ”

พระนางนวลทองสำลีเงยหน้าช้า ๆ สายตานั้นไร้แค้น แต่ก็ปราศจากความยินดี

พระองค์ตรัสต่อ “ลืมเถิด ลืมทุกสิ่ง… ตั้งแต่นี้เราจักชดใช้”

พระองค์ทรงประกอบพิธีทำขวัญแก่พระธิดา และจัดมหรสพเจ็ดวันเจ็ดคืน เชิญผู้คนทั่วเมืองมาร่วมฉลอง

ในงานนั้น พระองค์ให้หลานรักขึ้นร่ายรำโนราเป็นองค์เอก พร้อมพระราชทานเครื่องทรงเฉกเช่นกษัตริย์ ได้แก่ เทริด ปั้นเหน่ง กำไลแขน พาดเฉียง ปีกนกแอ่น หางหงส์

พร้อมพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ขุนศรีศรัทธา” ผู้เป็นต้นตระกูลโนรา

เสียงปี่พาทย์ดังกึกก้องทั่วพระนคร โนราแพร่หลายจากนั้นเป็นต้นมา กลายเป็นศิลปะแห่งรัตนโกสินทร์ตอนใต้ สืบทอดมาถึงลูกหลานจนถึงกาลทุกวันนี้

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… คำตัดสินที่ไร้สติอาจนำพาความสูญเสียที่มิอาจเรียกคืนได้ พระยาสายฟ้าฟาดซึ่งตัดสินพระธิดาจากเพียงสิ่งที่เห็น มิได้ฟังด้วยใจสงบ กลับต้องใช้เวลานานนับสิบปีจึงได้เรียนรู้ความจริง และเมื่อนั้น ความเสียใจย่อมมิอาจกลบล้างสิ่งที่เคยกระทำไปแล้ว

ในขณะเดียวกัน ความดีงามย่อมไม่อับแสง แม้จะถูกทอดทิ้งอยู่เพียงลำพัง นางนวลทองสำลียืนหยัดอยู่ด้วยศักดิ์ศรี ไม่โกรธแค้น ไม่ทวงคืน และโนรา สิ่งที่ถือกำเนิดจากการรำในความฝันก็ยังคงสืบทอดเป็นศิลปะที่มีชีวิต สะท้อนถึงพลังของความงามที่เกิดจากความจริงใจ แม้ในโลกที่ไม่ยุติธรรม

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาด นิทานเรื่องนี้มีรากเหง้ามาจาก ตำนานพื้นบ้านของภาคใต้ประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตจังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เรียกว่า “โนรา” หรือ “มโนราห์” อันเป็นการแสดงที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ทั้งในด้านท่ารำ เครื่องแต่งกาย และเสียงดนตรี

ตำนานนี้เล่าอิงถึงกำเนิดของโนรา ว่ามิใช่เพียงศิลปะที่เกิดจากมนุษย์เท่านั้น หากแต่มีรากจากความฝันและอำนาจเหนือธรรมชาติ ผ่านตัวละครหลักคือพระนางนวลทองสำลี ซึ่งเป็นธิดาของพระยาสายฟ้าฟาด ผู้มีความสามารถในการรำที่ได้รับจากเทพธิดาในสุบินนิมิต โดยร่ายรำท่าทางงาม ๑๒ ท่า พร้อมเสียงประโคมที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน

เรื่องราวดำเนินไปจนเกิดความเข้าใจผิดและความอยุติธรรม เมื่อพระนางตั้งครรภ์โดยไร้สามี และอ้างว่าเกิดจากการเสวยดอกบัว พระยาสายฟ้าฟาดจึงสั่งลอยแพพระธิดาและสาวใช้ไปกลางทะเล จนกระทั่งพระนางประสูติบุตรชายผู้มีพรสวรรค์ในการรำโนรา และนำศิลปะนั้นกลับคืนสู่เมือง จนความจริงเปิดเผย พระบิดาจึงกลับใจและรับศิลปะโนราไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

เนื้อเรื่องสะท้อนถึงความเชื่อโบราณหลายอย่าง ทั้งเรื่องสุบินนิมิต เทวดาชุบสร้าง ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ และการลงโทษด้วยการลอยแพ ซึ่งเป็นคติที่มีจริงในหลายวรรณคดีพื้นบ้านไทย

ในเชิงประวัติศาสตร์ “โนรา” ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของภาคใต้ ที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อผ่านสายเลือด การฝึกฝน และการแสดงในโอกาสสำคัญ เช่น งานบุญ งานบวช หรือการเชิญครู โดยในตำนานเรื่องนี้ “โนรา” มิได้เป็นเพียงการแสดง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากสายโลหิตของราชวงศ์ เป็นของสูง และมีที่มาอันศักดิ์สิทธิ์

ดังนั้นตำนานนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องโนรากับเจ้าพระยาสายฟ้าฟาดจึงเปรียบเสมือน “ใบเกิด” ของโนราในสายตาของชาวใต้ และยังคงถูกเล่าขานเป็นรากเหง้าของศิลปะโนราจวบจนปัจจุบัน

“พลังของความจริงย่อมชนะความสงสัย เมื่อจิตใจบริสุทธิ์ ย่อมเปล่งประกายแม้ท่ามกลางความมืด”