ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมชายทะเลใต้ มีเรื่องราวเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ตาบอดแต่ใส เขาผู้นั้นใช้สติปัญญาและความกล้าหาญในการเอาตัวรอดจากชีวิตที่ท้าทาย แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความพิการที่ซ่อนอยู่ในใจและไม่อยากให้ใครรู้
แต่ความจริงจะถูกเปิดเผยในที่สุด และความรักอันแท้จริงก็จะทดสอบความกล้าหาญของเขา เรื่องราวของนายดั้น คือบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า ความรักที่แท้จริงไม่เห็นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เห็นใจที่บริสุทธิ์และความตั้งใจดีที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของแต่ละคน กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องนายดั้น

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องนายดั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งริมทะเลในภาคใต้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อนายดั้น เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างดี แต่มีความพิการที่ยากจะมองเห็นจากภายนอก เขาคือชายผู้ตาบอด แต่กลับมีสายตาที่เฉียบแหลมในเรื่องอื่น ๆ เขาสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้แม่นยำไม่แพ้คนปกติ
ด้วยการใช้ความสามารถพิเศษ ที่เกิดจากสัญชาตญาณและประสาทสัมผัสที่พัฒนาให้ดีขึ้นเมื่อยามที่ต้องใช้ชีวิตในความมืด
แม้จะตาบอด แต่นายดั้น ก็ไม่เคยย่อท้อหรือวิตกกังวล เขามีความฝันที่จะได้แต่งงานกับนางริ้งไร หญิงสาวในหมู่บ้านผู้มีรูปร่างงดงามและใจดี
จนเป็นที่กล่าวขานไปทั่วทั้งหมู่บ้านว่าไม่มีชายใดในหมู่บ้านไม่รู้จักชื่อของนางริ้งไร เธอเป็นที่รักของทุกคน และก็เป็นคนที่นายดั้น หลงรักตั้งแต่แรกเห็น แม้ไม่เคยได้สบตากับเธอเลย
นายดั้นเห็นในใจว่า “นางริ้งไรคือผู้หญิงที่เขาจะทำให้ชีวิตของเขามีความหมาย” เขาตัดสินใจจะไปสู่ขอนาง โดยใช้ความเฉลียวฉลาดและไหวพริบที่จะปกปิดความพิการของตนให้ดีที่สุด แม้ว่านางริ้งไร จะไม่ได้รู้ว่าตนเองตาบอด แต่เขาก็ยังคงกลัวว่าเมื่อวันแต่งงานมาถึง นางจะพบว่าเขามีความพิการ จึงต้องหาวิธีหลีกเลี่ยงและกลบเกลื่อนมันเอาไว้
วันหนึ่ง เขาจึงส่งคนไปสู่ขอนางริ้งไร โดยไม่บอกกล่าวถึงความพิการของตน พร้อมนัดวันแต่งงานที่จะมาถึงในเร็ววัน นายดั้นเริ่มใช้แผนการต่าง ๆ เพื่อให้วันนั้นมาถึงโดยที่ไม่มีใครสงสัยเลยว่าเขาตาบอด
วันแต่งงานมาถึง ขบวนขันหมากของนายดั้น มาถึงบ้านนางริ้งไร ตามประเพณีแล้ว เมื่อเจ้าบ่าวถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าบ่าวต้องขึ้นไปบนบ้านเจ้าสาวเพื่อทำพิธีการต่าง ๆ ตามธรรมเนียม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับทำให้คนในขบวนขันหมากสงสัยเล็กน้อย เพราะนายดั้น กลับนั่งอยู่ที่นอกชาน ไม่ขึ้นไปตามขั้นตอนในพิธี
ชาวบ้านในขบวนขันหมากเห็นแล้วต่างก็มองหน้ากัน แล้วทักทายขึ้นว่า “เจ้าบ่าวทำไมไม่ขึ้นไปบนบ้าน เจ้าภาพได้ขึ้นไปแล้วนะ?”
นายดั้นซึ่งรู้ดีว่าความพิการของตนจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า จึงตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ “ขอน้ำสักน้อย ล้างตีนเรียบร้อย จึงค่อยคลาไคล ทำดมทำเช็ด เสร็จแล้วด้วยไว แล้วจึงขึ้นไป ยอไหว้ซ้ายขวา”
คำตอบของนายดั้น นั้นเรียบง่ายและชวนให้เข้าใจ แต่ในความจริงแล้วเขากำลังหลีกเลี่ยงการขึ้นไปบนบ้าน เพื่อไม่ให้ใครสงสัยในความพิการของตน
ทุกคนในขบวนขันหมากต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำอธิบายของเขา และความสงสัยก็หมดไป
พิธีการแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่มีใครสงสัยแม้แต่น้อยว่านายดั้น กำลังปกปิดความจริงที่สำคัญเอาไว้ ด้วยความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของเขา ทุกอย่างดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ

หลังจากวันแต่งงานนายดั้น และนางริ้งไร ก็เริ่มใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านหลังเดียวกัน ด้วยความรักที่มีให้แก่กัน แต่ในความสงบสุขนั้นก็มีบางสิ่งที่นายดั้นต้องใช้ความชาญฉลาดในการปกปิดความพิการของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นางริ้งไร เริ่มสงสัยในพฤติกรรมบางอย่างของนายดั้น
วันหนึ่งนางริ้งไร ได้จัดสำรับอาหารไว้ให้แล้ว แล้วลงไปทอผ้าที่ใต้ถุนบ้าน ขณะที่เธอไม่อยู่ นายดั้นเข้าไปในครัวและหาข้าวกินเอง แต่เขากลับทำข้าวหกเรี่ยราดไปทั่วใต้ถุนครัว ด้วยความรีบร้อนและไม่ระมัดระวัง
เมื่อนางริ้งไร กลับขึ้นมาบนบ้านและเห็นข้าวหกไปทั่วใต้ถุนครัว จึงร้องทักขึ้นด้วยความสงสัย “ทำไมเทข้าวลงไปเยอะแยะ ทำไมไม่ระวัง?”
นายดั้น หันไปและทำหน้าตาเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตอบกลับไปว่า
“เป็ดไก่เล็กน้อยบ้างง่อยบ้างเพลีย ตัวผู้ตัวเมีย ผอมไปสิ้นที่ อกเหมือนคมพร้า แต่เพียงเรามา มีขึ้นดิบดี หว่านลงทุกวัน ชิงกันอึ่งมี่ กลับว่าเรานี้ ขึ้งโกรธโกรธา”
คำพูดแปลกประหลาดและสำนวนที่ไม่ค่อยเข้าใจทำให้นางริ้งไร พอจะสงสัยอยู่บ้าง แต่ในความรักและความห่วงใยที่มีให้กัน เธอไม่ได้ถามอะไรไปมากนัก แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับคำตอบของเขา
วันหนึ่งนางริ้งไร ได้ส่งนายดั้น ไปไถนาให้ แต่เมื่อถึงทุ่งนา เขากลับไม่สามารถบังคับวัวให้ไถได้ วัวหักแอกและหักไถหนีไปอย่างรวดเร็ว นายดั้นจึงต้องวิ่งตามวัวอย่างทุลักทุเล ขณะที่วิ่งตามวัวไปนั้น เขาได้ยินเสียงใบไม้แห้งปลิวลมจากชายป่า
นายดั้นเข้าใจผิดคิดว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของวัวที่หนีไป จึงได้พยายามวิดน้ำใส่ไปยังที่เสียงนั้นเพื่อให้วัวเชื่องลง โดยไม่รู้ตัวว่าเขากำลังวิดน้ำใส่รังของรังแตน
นางริ้งไรที่มาเห็นเข้าจึงถามขึ้นว่า “นายดั้นทำอะไรอยู่?”
นายดั้นตอบกลับไปด้วยความสงบ “พี่เดินไปตามวัว ปะรังแตนแล่นไม่ทัน จะเอาไฟหาไม่ไฟ วิดน้ำใส่ตายเหมือนกัน ครั้นแม่บินออกพลัน เอารังมันจมน้ำเสีย”
คำพูดของนายดั้น ทำให้นางริ้งไร ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย เพราะเขามักจะแก้ตัวด้วยคำพูดแปลก ๆ เสมอ
หลายวันต่อมานายดั้น ต้องการกินหมาก แต่ในเชี่ยนหมาก กลับไม่มีปูนเลยนายดั้น จึงถามนางริ้งไรว่า “ปูนอยู่ที่ไหน?”
นางริ้งไรบอกว่าอยู่ในที่วาง แต่นายดั้น กลับหามันไม่พบ แล้วร้องถามอีกหลายครั้งจนนางริ้งไร เริ่มสงสัย
ในที่สุดนายดั้น จึงพูดขึ้นอย่างท้าทายว่า “ขึ้นบ้านมาดู หากปูนมีตามที่บอก จะยอมให้เอาปูนมาทาขยี้ตาเรา”
นางริ้งไรไม่คิดอะไร จึงเอาปูนมาทาขยี้ตาของนายดั้น ตามที่เขาขอ เมื่อปูนทาบนตาเสร็จนายดั้น จึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่จริงจังว่า
“ตาบอดเพราะปูนทา”
คำพูดนี้ทำให้นางริ้งไรตกใจและแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ความจริงที่นายดั้น ซ่อนมาตลอดเวลาถูกเปิดเผยแล้ว แต่แทนที่จะโกรธเคืองนางริ้งไรกลับเห็นใจและต้องหายามารักษาตาของเขาจนสามารถกลับมามองเห็นได้ตามปกติ
หลังจากนั้นนายดั้น ตัดสินใจบวชเรียน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเส้นทางธรรมะ ปล่อยให้ชีวิตที่ผ่านมาผ่านไป และกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าขานให้ลูกหลานรุ่นต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความจริงย่อมปรากฏ แม้จะพยายามหลบซ่อนด้วยความชาญฉลาดและการแก้ตัว แต่เมื่อถึงเวลา ความจริงจะเปิดเผย และทุกคนจะได้เรียนรู้จากมัน”
และความรักและความเข้าใจสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ คนที่มีความผิดพลาดก็ยังสามารถได้รับโอกาสและการให้อภัยจากคนที่รักได้ และผู้มีปัญหาและปฏิภาณไหวพริบดี จะเป็นผู้ที่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้สำเร็จแม้จะประกอบกิจการงานใดก็จะสำเร็จด้วยดี
ในท้ายที่สุด แม้ความพิการของนายดั้นจะถูกปกปิดอย่างแนบเนียนด้วยสติปัญญา แต่ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่สามารถหลบเลี่ยงความจริงไปได้ ตลอดจนบทเรียนในการที่เราต้องยอมรับตัวตนและข้อบกพร่องของตนเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคใต้เรื่องนายดั้น ถูกบันทึกไว้ในสมุดข่อย ที่ต้นฉบับเก็บรักษาอยู่ที่วัดท่าเสริม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคใต้ของไทย ซึ่งมีการแต่งขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 โดยใช้ กาพย์ 3 ชนิด ได้แก่ กาพย์ยานี 11, กาพย์ฉบัง 16, และ กาพย์สุรางคนางค์ 28 เพื่อความบันเทิงและสวดอ่านในยามว่าง ชาวบ้านใช้การเล่าเรื่องเหล่านี้เพื่อคลายเครียดและสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน
นิทานสะท้อนภาพของสังคมชนบทนครศรีธรรมราช ที่ชาวบ้านยึดถือความมีน้ำใจต่อกัน คอยช่วยเหลือกันโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย และลักษณะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบทที่เน้นความเรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองให้ยุ่งยากถือเอาความสะดวกง่ายเป็นหลักมีการเล่นหัวหยอกล้อกันโดยไม่ถือสา
นิทานเรื่องนายดั้น (หรือนายดัน) สะท้อนถึงการใช้ไหวพริบ และความกล้าหาญ ของนายดั้น ที่แม้จะตาบอดแต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างฉลาดและมีความสุข แม้ความพิการของเขาจะถูกปกปิดไว้อย่างดีจนกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้
“ความรักที่แท้จริงไม่มองที่ความสมบูรณ์แบบ แต่เห็นคุณค่าของคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์และความตั้งใจดี แม้ในความไม่สมบูรณ์นั้นก็ยังมีค่าและความหมาย”