นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง

ในเมืองเงียบ ๆ ริมน้ำ ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ไม่มีใครรู้เลยว่าแม่น้ำสายเดิมที่ไหลผ่านบ้านไหลผ่านวัดนั้น ซ่อนโลกอีกใบไว้ใต้น้ำ โลกที่ไม่มีใครกล้าลงไปดู และบางสิ่งที่อยู่ในนั้น…ก็กำลังเฝ้ามองขึ้นมาอย่างเงียบงัน

เรื่องราวตำนานนิทานพื้นบ้านไทยเริ่มจากความกล้าเล็ก ๆ ของมนุษย์ กับความลุ่มหลงที่เติบโตใต้บาดาล เมื่อทั้งสองโลกมาเจอกัน ใครบางคนต้องตัดสินใจ และคำตัดสินนั้น…จะเปลี่ยนความสงบของเมืองนี้ไปตลอดกาล กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ก้นบึ้งของแม่น้ำลึก มีถ้ำหนึ่งที่ไม่เหมือนใครในโลก มันคือถ้ำแก้ววิเศษ ที่ส่องแสงสว่างดุจกลางวันตลอดเวลา ที่นั่นคืออาณาจักรลับของเหล่าจระเข้ ซึ่งเมื่อใดที่ก้าวเข้าสู่ถ้ำ ทุกตนจะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ชั่วคราว แต่มิใช่มนุษย์ธรรมดา หากเป็นผู้มีฤทธิ์ อาคม และแรงปรารถนาเกินกว่าใคร

ผู้ครองถ้ำคือท้าวรำไพ จระเข้เฒ่าผู้เคร่งศีล เขาปกครองด้วยเมตตา ไม่กินเนื้อมนุษย์ ไม่ทำลายชีวิตเกินจำเป็น และสอนให้จระเข้ทั้งหลายรู้จักยั้งใจ

แต่ไม่ใช่ทุกตนจะยอมเชื่อฟัง…

บุตรของท้าวรำไพคือท้าวโคจร กลับเป็นจระเข้ที่หุนหัน หลงใหลในอำนาจ ชิงดีชิงเด่นจนยอมแลกศีลธรรมกับความยิ่งใหญ่ ท้าวโคจรมีลูกชายคนหนึ่งชาละวันผู้ที่ได้ชื่อว่าเกิดมาพร้อม “เขี้ยวเพชร” และ “ใจเพลิง”

เมื่อท้าวโคจรทะเลาะกับจระเข้ฝ่ายเหนืออย่างท้าวแสนตา และพญาพันวัง ศึกน้ำจึงปะทุขึ้นกลางแม่น้ำ จระเข้สามตนใหญ่ฟาดฟันกันด้วยเวทมนตร์และความโกรธ ไม่มีผู้ใดยอมแพ้

สุดท้าย ทั้งสามก็ตายพร้อมกัน… ชะตาของผู้ไม่ยั้งใจ ย่อมจบด้วยเลือดของตนเอง

การตายของพ่อกลายเป็นเชื้อไฟให้ชาละวันลุกขึ้นครองอำนาจ “จากนี้ ข้าจะไม่ขอเดินตามเงาใคร แม้แต่เงาของปู่ข้าเอง!”

ชาละวันยึดถ้ำวิเศษ ปกครองเหล่าจระเข้ด้วยอาคมและความโหดเหี้ยม มีเมียสองนางคือวิมาลา และเลื่อมลายวรรณ ที่ทั้งหลงรักและหวั่นเกรงเขา

แต่เมื่อใดที่อำนาจไม่มีกรอบ เมื่อนั้น…มันก็พร้อมจะกลืนโลกทั้งใบ

ณ เมืองพิจิตร มีข่าวจระเข้อาละวาดในลำคลอง ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ขวัญกระเจิง เศรษฐีใหญ่แห่งเมืองพยายามห้ามลูกสาวสองคน คือตะเภาทอง และตะเภาแก้ว ไม่ให้ลงเล่นน้ำ แต่ไม่อาจขัดใจพวกนางได้

“มีพี่เลี้ยงไปด้วยเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกเจ้าค่ะ”

เสียงหัวเราะใส ๆ ของสองสาวไม่ทันจางหายชาละวัน ก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ แปลงร่างเป็นจระเข้ยักษ์ในพริบตา สายตาของมันจ้องตรงไปยัง “ตะเภาทอง” ไม่ใช่ด้วยความหิว… แต่ด้วยความหลง

“ข้าจะพาเจ้าไปอยู่กับข้า…ในโลกที่มนุษย์ไม่มีทางฝันถึง”

มันพุ่งขึ้นจากน้ำ คาบนางไปต่อหน้าต่อตา ไม่มีใครช่วยทัน สายน้ำกลบเสียงกรีดร้องไว้อย่างโหดร้าย

ภายในถ้ำทอง ตะเภาทองฟื้นขึ้นกลางแสงสว่างเรืองรอง และพบว่า ผู้ลักพาตัวนาง คือชายรูปงามในชุดจระเข้เถื่อนพญาชาละวัน

เขาพูดอ่อนหวาน แต่สายตาแข็งกร้าว เขาเกี้ยวพาราสี แต่นางปฏิเสธ เขาใช้เวทมนตร์… และหัวใจนางก็อ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว

วิมาลาและเลื่อมลายวรรณ เห็นนางคนใหม่ในถ้ำ ต่างก็โกรธนัก แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรมากไปกว่าการซ่อนความหึงไว้ในรอยยิ้ม

ณ เบื้องบน เศรษฐีร่ำไห้แทบขาดใจ จึงประกาศต่อเมือง: “ใครช่วยลูกข้ากลับมาได้ จะได้สมบัติครึ่งหนึ่ง และได้แต่งกับนางตะเภาแก้ว”

เหล่านักพรต มือปราบ และจอมเวทต่างมุ่งหน้าไป… แต่สุดท้าย พวกเขาก็กลายเป็นเพียง “ของเล่น” ในถ้ำของชาละวัน

และแล้ว… เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากนนทบุรี “ชื่อข้าคือ ไกรทอง”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง 2

ก่อนฟ้าจะเปลี่ยนฤดู จระเข้เจ้าถ้ำเริ่มฝันร้าย

ชาละวันลุกพรวดจากที่นอนกลางถ้ำ แววตาสั่นไหวราวสัตว์ที่กลัวเงาของตัวเอง ในฝันนั้น มีเปลวไฟล้อมถ้ำ น้ำทะเลทะลักเข้ามา เสียงคำรามก้อง ก่อนที่ชายในชุดขาวจะฟันคอเขาขาดกระเด็น

เขาเล่าให้ท้าวรำไพ ปู่ของตนฟัง ท้าวรำไพหลับตานิ่ง แล้วกล่าวว่า “เอ็งได้อำนาจมาโดยไม่ฟังธรรม คราวนี้ธรรมจะกลับมาทวง”

เพื่อเลี่ยงเคราะห์ ชาละวันต้อง “จำศีลในถ้ำ 7 วัน” และห้ามออกสู่ผิวน้ำ

วิมาลารีบสั่งบริวารให้คาบหินมาปิดปากถ้ำไว้แน่นหนา

ณ ฝั่งแม่น้ำ ไกรทองชายหนุ่มผู้ผ่านการเรียนอาคมจากอาจารย์คงกำลังตั้งพิธีบวงสรวงด้วยเทียนมนตร์ เสียงบทสวดสะท้อนก้องเหนือผืนน้ำ ปลุกคลื่นเบา ๆ จนถ้ำเริ่มร้อนขึ้นจากเบื้องลึก

ชาละวันครวญคราง ดิ้นรนอย่างกับถ้ำจะไหม้ วิมาลา จับมือตนแน่น “อดทนไว้เจ้าขา อย่าออกไป… ได้โปรด”

แต่ธรรมชาติของผู้ลุ่มหลงในอำนาจ คือไม่ฟังแม้แต่เสียงที่ห่วงใย

ชาละวันแหวกหินออก แปลงร่างเป็นจระเข้ยักษ์ กระโจนขึ้นผิวน้ำ! เสียงน้ำปะทะพื้นดังสนั่นก่อนที่ไกรทองจะพุ่งเข้าหาด้วยหอกสัตตโลหะ อาคมของเขี้ยวเพชรเริ่มเสื่อม หอกปักเข้าที่หลังชาละวันร้องลั่นแล้วหนีลงน้ำ

“อย่าคิดว่าถ้ำของเอ็งจะปกป้องเอ็งได้ตลอดไป…” ไกรทองกระซิบก่อนจุดเทียนมนตราอีกเล่ม

แม่น้ำแยกทาง น้ำไหลย้อนกลับตามคาถา ไกรทองกระโดดลง ตามเข้าสู่ถ้ำแก้ววิเศษ

ภายในถ้ำที่สว่างราวแสงอาทิตย์ ไกรทองพบกับวิมาลา เจ้าหญิงจระเข้ในร่างหญิงงาม รูปร่างอ่อนช้อยนั่งอยู่กลางศิลาแก้ว ดวงตาเศร้าแต่ลึกล้ำ

เขาไม่ได้รีบไปหาชาละวัน… เขากลับพูดจาอ่อนโยน เกี้ยวพาราสีด้วยวาจาเรียบเฉียบ และนาง… ก็เผลอใจให้เขา

นางหนีเข้าไปในห้องลึก ไกรทองตามไป ไม่ใช่ด้วยความหลงใหลเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อหาทางไปสู่ตัวชาละวัน

ศัตรูยังไม่ตาย หากใจยังติดกับของรัก

ชาละวันที่บาดเจ็บอยู่เห็นไกรทองก็โผล่ออกมา เสียงคำรามสะท้านถ้ำ การต่อสู้รอบสุดท้ายเกิดขึ้นกลางอาณาจักรของจระเข้

ไกรทองเหวี่ยงหอกสุดแรง แทงกลางอก แล้วหมุนกลับฟันอีกครั้งที่หลัง ร่างของชาละวันสิ้นใจลงในถ้ำแก้ว ร่างเปลี่ยนกลับเป็นจระเข้ยักษ์ นอนตายท่ามกลางแสงที่เคยทำให้เขาหลงคิดว่าตนเป็นอมตะ

เมื่อไกรทองพานางตะเภาทองกลับสู่พิจิตร เศรษฐียิ้มทั้งน้ำตา รีบจัดพิธีแต่งงานให้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมยกนางตะเภาแก้วและทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งให้ไกรทอง

เรื่องราวควรจบลงที่ “ความดีชนะความชั่ว” แต่หัวใจของคนเรา… ไม่เคยยอมจบง่ายขนาดนั้น

ไกรทองยังคิดถึงวิมาลา ในถ้ำ เขากลับไปหา ทำพิธีให้นางมีร่างมนุษย์ จะได้อยู่ร่วมกัน

แต่เมื่อตะเภาทองและตะเภาแก้ว จับได้ว่าผัวไปมาหาสู่กับหญิงในถ้ำ ทั้งคู่ก็ตามไปหาเรื่องจนวิมาลาทนไม่ไหว ต้องกลับร่างเป็นจระเข้

ไกรทองรีบห้าม ไม่ใช่เพียงเพื่อหยุดศึกเมีย แต่เพื่อไม่ให้ใจตนเองแตกเป็นเสี่ยง

สุดท้าย… ทั้งสามฝ่ายต่างได้เรียนรู้ ว่าอำนาจที่แท้ไม่ใช่เวทมนตร์ หรือดาบหอก แต่อยู่ที่ว่า ใครรู้จักพอ ใครรู้จักรัก และใครรู้จักให้อภัย และ “ทั้งมนุษย์และจระเข้อยู่อย่างสันติ”

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… อำนาจที่ไร้ขอบเขตย่อมย้อนกลับมาทำร้ายผู้ถือมันก่อนเสมอ ชาละวันไม่ได้แพ้เพราะไกรทองเก่งกว่า แต่แพ้เพราะไม่ฟังใครแม้แต่เสียงเตือนจากหัวใจคนใกล้ตัว ขณะที่ไกรทองชนะ ไม่ใช่เพราะหอก หรือคาถา แต่เพราะกล้ายืนอยู่ท่ามกลางความต่าง ทั้งมนุษย์และจระเข้ แล้วเลือกที่จะประสาน มากกว่าจะตัดขาด ความกล้าจึงไม่ได้อยู่แค่ในสนามรบ แต่อยู่ในวันที่เรายอมลดใจ เพื่อให้ใครสักคนอยู่ข้างเราได้ โดยไม่ต้องเสียใครไปอีกเลย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องไกรทอง เป็นนิทานพื้นบ้านภาคกลางของไทย ที่เล่าขานกันมายาวนานผ่านทั้งการขับร้อง การแสดง และการเล่านิทานภายในครอบครัว เนื้อเรื่องว่าด้วยชายหนุ่มชื่อไกรทอง ผู้มีวิชาอาคมและความกล้า ได้รับมอบหมายให้ไปปราบพญาชาละวัน จระเข้ยักษ์ที่ลักพาตัวหญิงสาวไปสู่อาณาจักรใต้บาดาล

นิทานเรื่องนี้มีหลายสำนวน แตกต่างกันไปในรายละเอียดของฉาก การต่อสู้ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร แต่ทุกฉบับต่างสอดแทรกแนวคิดเรื่องความดี ความกล้าหาญ และการให้อภัย ไว้อย่างชัดเจน

ภายหลังในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นใหม่ในรูปแบบ บทละครนอก ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในราชสำนักและหมู่บ้าน นิพนธ์ฉบับนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นฉบับมาตรฐาน ที่ส่งอิทธิพลต่อการเล่าเรื่อง “ไกรทอง” ในรุ่นหลังอย่างกว้างขวาง

นอกจากความสนุกของการปราบจระเข้และอาคมไสยศาสตร์ นิทานเรื่องนี้ยังมีมิติของความรักที่ท้าทายเส้นแบ่งระหว่างเผ่าพันธุ์ การอยู่ร่วมกันของคนกับจระเข้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความต่าง ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจและการประนีประนอม

จึงไม่น่าแปลกที่นิทานเรื่องนี้จะยังคงถูกเล่าต่อเรื่อยมา ทั้งในรูปแบบนิทาน ละครพื้นบ้าน การแสดงพื้นเมือง ไปจนถึงสื่อร่วมสมัยอย่างภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ ซึ่งไม่เพียงรักษาเสน่ห์ของตำนานไว้ แต่ยังทำให้นิทานเรื่องนี้มีชีวิตในทุกยุคสมัย และก่อนที่จะเป็นนิทานพื้นบ้านเรื่องไกรทองมีตำนานจระเข้ยักษ์ที่ผู้คนสมัยก่อนตั้งชื่อว่าตาละวัน เรื่องที่เล่ากันปากต่อปากก่อนจะเป็นไกรทอง นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องตำนานจระเข้ชาละวัน

“อำนาจที่ไม่รู้จักขอบเขต จะพาเราไกลเกินคน แต่หัวใจที่รู้จักยั้ง จะพาเรากลับมาใกล้กันอีกครั้ง”