ในดินแดนที่มีทั้งเมืองหลวงและบ้านทุ่ง ทั้งผู้มีอำนาจและคนสามัญ ชะตาของคนบางคนกลับถูกกำหนดโดยสิ่งที่เขาไม่ได้เลือกเอง เรื่องเล่าหนึ่งจึงถือกำเนิดขึ้นจากความรัก ความริษยา และความไม่เป็นธรรม ที่กลายเป็นเงาไล่ล่าหัวใจคนมาหลายชั่วอายุ
เรื่องราวนิทานพื้นบ้านไทยเรื่องนี้นี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความดีหรือความชั่ว แต่เริ่มจากความเป็นเพื่อน ความผูกพัน และความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา เมื่อความรักไม่อาจเป็นของใครคนเดียว และความถูกต้องอาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจเข้าใจ นิทานเรื่องนี้จึงยังคงถูกพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองสุพรรณบุรี อันเป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ มีเด็กสามคนเติบโตมาด้วยกันราวเงากับแสง คือ พลายแก้ว, ขุนช้าง, และพิมพิลาไลย
พลายแก้วหนุ่มรูปงาม ผิวผ่องดังทองคำ เปี่ยมด้วยสติปัญญา แต่น่าเศร้าที่ครอบครัวตกอับ เพราะพระพันวษาเคยลงโทษประหารบิดา แล้วริบทรัพย์สมบัติไปหมดสิ้น เขาเติบโตในอ้อมอกแม่ทองประศรี ด้วยจิตใจอ่อนโยนแต่แกร่งกล้า
ขุนช้างกลับตรงข้ามทุกประการ รูปชั่ว หัวล้านตั้งแต่เยาว์วัย อุปนิสัยซื่อจนคนล้อ แต่ร่ำรวยนัก เพราะบิดาเคยฝากตัวไว้กับขุนนางใหญ่ ขุนช้างจึงมีเส้นสายหนุนหลังในราชสำนัก
ส่วนพิมพิลาไลย หญิงเดียวในกลุ่ม เป็นดั่งแก้วกลางใจของทั้งสองฝ่าย งามล้ำเกินหญิงทั้งเมือง นิสัยดี พูดจาอ่อนหวาน เป็นที่รักของผู้คน
ทั้งสามเติบโตมาด้วยกัน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป… ความไร้เดียงสากลายเป็นเพลิงรักที่ค่อย ๆ แผดเผา
เมื่ออายุถึงวัยเรียน พลายแก้วบวชเป็นสามเณร เขาเรียนทั้งคาถาอาคม และวิชาทหาร จนเป็นที่กล่าวขวัญทั่วเมือง ว่าชายผู้นี้จะต้องมีวาสนาใหญ่ยิ่งนัก
ขุนช้างนั้น แม้จะเรียนไม่เก่ง แต่กลับมีเงินตราและเส้นสาย ใช้จ่ายสินบน แลกกับเกียรติยศในเมืองหลวง
ถึงวันสงกรานต์ หนุ่มสาวต่างออกมาเล่นน้ำ พิมพิลาไลยได้พบพลายแก้วโดยบังเอิญ ใจที่เคยแอบรักแต่เด็กก็บังเกิดประกายแรงกล้า ทั้งสองสบตากันนาน… และไม่นานหลังจากนั้น พลายแก้วก็ตัดสินใจ หนีสึก
“หลวงพ่อเจ้าขา… ขออภัยเถิด ข้ามิอาจทนไฟแห่งใจนี้ได้อีกแล้ว”
พลายแก้วออกจากวัด รีบไปหาพิม ณ ไร่ฝ้าย พวกเขากระทำการเป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้ประกาศ แต่รักนั้นมั่นคงนัก
ข่าวลือกระจายไปทั่วเมือง ขุนช้างผู้หมายปองพิมอยู่แล้วถึงกับลมแทบจับ “อ้ายพลายแก้ว! มันมีดีตรงไหนกัน รูปก็หล่อ แต่เงินทองมีหรือไม่? ข้าต้องได้แม่นางพิมมาเป็นเมีย!”
ขุนช้างจึงไปสู่ขอกับแม่ของพิมด้วยเงิน ทอง และวาจาหวาน แต่นางไม่เต็มใจยกบุตรสาวให้
ในท้ายที่สุด… พลายแก้วกับพิมพิลาไลยก็แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความยินดีของผู้คน และความเดือดดาลของขุนช้าง
ขุนช้างมิอาจทนดูคนที่ตนรักตกเป็นของชายอื่น จึงวางอุบายอย่างแยบยล ใช้เส้นสายในราชสำนักกราบทูลพระพันวษาว่า “ขุนแผนผู้นี้ เก่งกล้าก็จริง แต่มีท่าทีเกียจคร้าน เหมาะจะส่งไปตีเมืองเชียงใหม่ เพื่อพิสูจน์ความสามารถและกำจัดคนอวดดี!”
พระพันวษาทรงเชื่อ จึงมีรับสั่งส่งพลายแก้วไปศึกทางเหนือ ให้ช่วยราชธานีเชียงทอง
ขุนช้างสบโอกาสโกหกว่าขุนแผนตายในศึก และใช้โอกาสนั้นใส่ร้ายเพิ่มเติมว่าพลายแก้วประมาท เลินเล่อ ผิดราชการ
ในเวลานั้นเอง พลายแก้วกลับมาอย่างวีรบุรุษผู้มีชัย พร้อมชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ทันทีที่เหยียบเข้าเมือง ขุนช้างก็หาทางบั่นทอนศักดิ์ศรีอีกครั้ง
พระพันวษาแม้พอใจในชัยชนะ แต่เมื่อได้ฟังขุนช้างกล่าวโทษ ก็ทรงเริ่มระแวง
ขณะเดียวกัน พิมพิลาไลยซึ่งขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง ก็ยังยืนยันมั่นคงในรักของตน ต่อต้านขุนช้างทุกทาง แม้จะถูกกดดันจากราชสำนัก
แต่ชะตาเริ่มผันผวน เมื่อขุนแผนกลับมาพร้อมภรรยาอีกคนคือ “ลาวทอง”
เปลวไฟแห่งรักสามเส้าเริ่มก่อตัวขึ้นในใจวันทอง ความรัก ความเสียใจ และศักดิ์ศรีปะปนกันเป็นกลุ่มหมอก และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง…
แม่ของวันทอง ก็ลากตัวนางกลับไปอยู่กับขุนช้างโดยไม่ถามความสมัครใจของลูกแม้แต่น้อย “กลับไปเสียเถิดวันทอง อย่าให้ชื่อแม่ต้องอัปยศกับผู้หญิงสองผัว!”
นางร้องไห้ แต่จำใจเดินกลับไป พร้อมหัวใจที่แตกร้าว

แม้หัวใจวันทองจะยังอยู่กับขุนแผน แต่ร่างนั้นกลับถูกจองจำอยู่กับขุนช้างที่สุพรรณบุรี ในคืนหนึ่งของชีวิตที่อับจนแสง นางให้กำเนิดบุตรชายชื่อว่าพลายงาม ผู้เป็นสายเลือดแท้ของขุนแผนและวันทอง
ขุนช้างเห็นเด็กน้อยน่าชัง กลับมิได้เอ็นดู กลับระแวงว่าโตขึ้นอาจเป็นภัย จึงคิดการอำมหิต ถึงขั้น วางแผนจะฆ่าเด็ก “ถ้ามันเกิดมาเป็นลูกของมัน มันก็จะพาแม่มันหนีกลับไปอีกแน่!”
พลายงามโชคดี หลบหนีจากน้ำมือมารร้ายมาได้ แล้วมาหลบอยู่กับย่าทองประศรี ที่กาญจนบุรี
ซึ่งเลี้ยงดูเขาเยี่ยงหลานแท้ ๆ และพาเข้าสำนักเรียนวิชาคาถาอาคมอย่างที่ขุนแผนเคยเรียน
ปีเดือนผ่านไป พลายงามเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม ปัญญาเฉียบไว ดาบกล้า นามของเขาเริ่มเลื่องลือไปถึงกรุงศรีอยุธยา
วันหนึ่ง พระพันวษาทรงมีข้อพิพาทกับเมืองเชียงใหม่ เรื่องการทูตกับเวียงจันทน์ ถึงกับเกิดศึกใหญ่
เมื่อข่าวมาถึงพลายงาม เขาเข้าวังแสดงตนต่อพระพันวษา และขอให้ปลดปล่อยขุนแผนผู้เป็นบิดา ออกจากคุก เพื่อร่วมทัพ “ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท… หากลูกได้ไปศึก ขอให้พ่อได้ร่วมชัยกับลูกเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
พระพันวษาทรงเห็นความกตัญญู ก็ทรงปล่อยขุนแผนออกมาจากเรือนจำหลังสิบกว่าปี
พ่อลูกจึงออกศึกด้วยกัน ยกทัพไปตีกลับเชียงใหม่ได้อย่างงดงาม ไม่เพียงชนะ ยังจับพระเจ้าเชียงใหม่ได้ พร้อมได้นางเจ้าหญิงสร้อยทอง จากเวียงจันทน์มาด้วย
พระพันวษาทรงโปรดมากแต่งตั้งขุนแผนเป็น “พระสุรินทรฦาชัย” เจ้าเมืองกาญจนบุรี
ส่วนพลายงามได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “จมื่นไวยวรนาถ” หรือ “พระไวย”
ชัยชนะนี้ เป็นดั่งการคืนศักดิ์ศรีแก่ขุนแผน และเป็นการประกาศว่าสายเลือดของวันทองมิใช่คนธรรมดา
งานมงคลของพระไวยกับหญิงงามนามศรีมาลา จัดขึ้นอย่างเอิกเกริก ขุนแผนยืนอยู่ด้วยความปลาบปลื้ม
แต่แล้ว… เงาแห่งอดีตก็หวนมาอีกครั้ง
ขุนช้างเมามายอาละวาดกลางงาน ด้วยความริษยาและเสียหน้า เรื่องราวความหลังถูกขุดขึ้นอีกครั้ง พร้อมทั้งคดีความในราชสำนัก
เมื่อพระไวยแอบไปพาแม่วันทอง กลับมาอยู่ที่เรือน ขุนช้างถือโอกาสใส่ร้าย ทูลว่าพระไวยและขุนแผนกำลังก่อความวุ่นวาย
พระพันวษาทรงเคืองนัก ถึงขั้นเรียกวันทองเข้าวัง แล้วตรัสว่า “หญิงผู้เดียว… แต่ชายถึงสอง จะปล่อยไว้ให้แผ่นดินปั่นป่วนก็มิได้!”
พระองค์มีรับสั่งให้วันทองเลือก ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง
วันทองนิ่งนาน… น้ำตานองหน้า “หม่อมฉันมิอาจเลือกผู้ใดได้เลยพระเจ้าค่ะ คนหนึ่งคือรัก คนหนึ่งคือเวรกรรม… จะให้เลือกหัวใจ หรือเลือกชะตากรรม?”
พระพันวษากริ้วหนัก สั่งให้ประหารชีวิตวันทองทันที ฐานมีใจโลเล สองใจ
พระไวยเมื่อรู้ข่าว รีบวิ่งเข้าวังวิงวอนขอพระราชทานอภัยโทษ พระพันวษาทรงเริ่มอ่อนพระทัย แต่…
สายไปแล้ว ดาบแห่งโทสะได้ฟันลงที่วันทองเสียแล้ว
เสียงร่ำไห้ของพระไวยก้องทั้งวัง ขุนแผนนิ่งงัน ราวหัวใจหลุดจากอก ขุนช้างเงียบราวกับโลกพังลงตรงหน้า
และตั้งแต่นั้นมา… “วันทอง” กลายเป็นชื่อของหญิงผู้มีหัวใจซื่อตรงเกินกว่ากฎหมายจะเข้าใจ เป็นหญิงที่ไม่ใช่หญิงใจสองใจ แต่คือหญิงผู้มีหัวใจหนึ่งเดียว… ที่โลกมิอาจเลือกแทนเธอได้เลย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักที่แท้ มิได้ชี้วัดด้วยสิทธิหรือสถานะ หากอยู่ที่หัวใจซื่อตรงและความเสียสละเพื่อกันและกัน ผู้หญิงหนึ่งคนไม่ควรถูกตัดสินด้วยความรู้สึกของผู้อื่น เพราะใจคนซับซ้อนกว่าที่โลกต้องการให้เป็น และเหนือสิ่งอื่นใด… คนดี อาจพ่ายแพ้ต่อระบบที่ไม่ยุติธรรม แต่น้ำใจที่มั่นคง จะสว่างกว่าสิทธิที่ใครมอบให้เสมอ
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานมหากาพย์พื้นบ้านของไทยที่มีต้นกำเนิดจากเรื่องเล่าชาวเมืองสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา สันนิษฐานว่าเค้าโครงเรื่องบางส่วนมีพื้นฐานจากเหตุการณ์จริง โดยมีการจดจำและเล่าสืบต่อกันมาทางมุขปาฐะ (ปากต่อปาก) เพื่อความบันเทิงในทำนองเดียวกับมหากาพย์ตะวันตก เช่น The Iliad หรือ The Odyssey ของโฮเมอร์
เรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า และถูกดัดแปลงแต่งเติมในสมัยต่อมาให้มีลักษณะคล้ายนิทานพื้นบ้าน เพื่อให้เรื่องราวสนุกสนาน ชวนติดตามมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวสยามได้อย่างลึกซึ้ง
นักภาษาศาสตร์ชาวต่างชาติ วิลเลียม เก็ดนี่ย์ เคยกล่าวไว้ว่า “หากวัฒนธรรมไทยสูญหายไปหมด ทุกอย่างอาจถูกรื้อสร้างขึ้นใหม่ได้จากวรรณกรรมเรื่องนี้”
แต่เดิม ขุนช้างขุนแผนถูกมองว่าเป็นกลอนพื้นบ้าน หยาบโลน ไม่เป็นวรรณคดีหลวง จึงไม่ได้รับการจดบันทึกอย่างเป็นทางการ และสูญหายไปพร้อมกับการเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 กระนั้นด้วยความนิยมในหมู่ประชาชนที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง จึงมีผู้สามารถจดจำเรื่องราวได้มากพอจนสามารถ “ฟื้นฟู” เนื้อหาได้ในภายหลัง
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้มีการทรงพระราชนิพนธ์ร่วมกับกวีเอกในราชสำนัก เพื่อประพันธ์เป็นกลอนเสภาอย่างเป็นทางการ กลายเป็นวรรณกรรมระดับสูงที่งดงามทั้งฉันทลักษณ์ เนื้อหา และลีลา
ในรัชกาลที่ 6 ขุนช้างขุนแผน ได้รับการยกย่องจาก วรรณคดีสโมสร ให้เป็นยอดวรรณกรรมประเภทกลอนเสภา และได้รับประทับตราพระคเณศร์ ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติคุณ
นอกจากจะเป็นเรื่องรักสามเส้าระหว่างขุนช้าง ขุนแผน และวันทองแล้ว ขุนช้างขุนแผนยังถือเป็น “กระจกวรรณกรรม” ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ การปกครอง และค่านิยมในสังคมไทยโบราณอย่างลึกซึ้ง ช่วยให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจทั้งหัวใจมนุษย์ และหัวใจของแผ่นดินในอดีต
“ผู้หญิงที่ไม่เลือกใคร… ไม่ได้แปลว่าเธอไร้ใจ แต่อาจเป็นเพราะทุกฝ่าย ไม่เคยให้เธอเลือกอย่างแท้จริง และโลกเรียกร้องให้เราตัดสิน แต่ความรักไม่เคยอยู่ภายใต้กฎหมายใดทั้งสิ้น”