นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า

กาลก่อนนานนักหนา เมื่อฟ้ายังอ่อนแสง และโลกยังเชื่อในปาฏิหาริย์ ผู้คนในเมืองหนึ่งดำเนินชีวิตใต้ร่มเงาแห่งอำนาจ ความรัก และการชิงดีชิงเด่น ทั้งที่หัวใจบางดวงยังไม่เคยถูกมองเห็นเลยแม้เพียงครึ่งเดียว

ในท่ามกลางความงามที่ถูกบูชา และคำพูดที่เชื่อถือเพียงเพราะเปลือกเสียง มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านไทยถึงใครคนหนึ่ง… ผู้ถือกำเนิดมาอย่างผิดแผก แตกต่าง ทั้งถูกเย้ยหยันจากสายตาคนทั้งแผ่นดิน แต่ยังกล้าลุกขึ้นยืน ด้วยศักดิ์ศรีเพียงหนึ่งเดียวคือความดีในใจ กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองหนึ่งชื่อว่ามิถิลา อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยมีพระราชาผู้ทรงธรรมปกครองบ้านเมือง พระนามว่าภูวดลมงคลราช และพระมเหสีผู้เปี่ยมด้วยเมตตา พระนามว่าพระนางนันทา

พระองค์ทั้งสองมีพระโอรสเพียงองค์เดียว คือพระปิ่นทอง มีสิริโฉมงดงามยิ่งนัก สายพระเนตรล้ำลึกดังสระโบกขรณี ผิวพรรณดั่งทองคำเจือจันทน์ ทั้งยังทรงมีญาณวิเศษ รู้ล่วงหน้าว่าฟ้าฝนจะตกต้องเพียงใด ชาวเมืองต่างรักใคร่ศรัทธา

ณ เรือนเล็กท้ายเมือง มีสามัญชนผู้ยากไร้อาศัยอยู่ด้วยกันสามคน พ่อ แม่ และบุตรสาวหนึ่งนาง ก่อนที่นางจะถือกำเนิด มารดาได้ฝันว่าเทวดานำแก้วใสมาโปรยตรงหน้า ครั้นคลอดบุตรออกมา จึงตั้งชื่อว่าแก้ว ด้วยเชื่อว่าเทพประทาน

แต่อนิจจา เด็กหญิงนั้นกลับมีรูปหน้าคล้ายอาชา ขากรรไกรยื่น หน้ายาว ดวงตาโต ผิวคล้ำ หน้าผากนูน คนทั้งเมืองจึงล้อเลียนว่าแก้วหน้าม้า จนกลายเป็นนามขานติดปาก

ถึงกระนั้น นางแก้วกลับมีใจอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย หาได้ตอบโต้ผู้ใดไม่ ขยันขันแข็ง ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินเก็บฟืน ตำข้าว หาบน้ำ หาอาหาร มิย่อท้อต่อโชคชะตา

วันหนึ่ง พระปิ่นทองทรงโปรดให้ทหารจัดว่าวจุฬา เพื่อเสด็จออกไปเล่นยังทุ่งกว้างนอกพระนคร พร้อมขอพระราชานุญาตจากพระบิดาและพระมารดา

เมื่อถึงทุ่งกว้าง พระปิ่นทองทอดว่าวขึ้นสู่ฟ้า ว่าวจุฬาทรงลวดลายมังกรทองตระหง่านกลางเวหา ลมว่าวพัดแรงนัก จนสายว่าวหลุดจากพระหัตถ์ ว่าวปลิวลิ่วลอยหายไปไกล

ทหารต่างรีบวิ่งตามว่าวไปไกลลิบ ทว่าเป็นนางแก้วหน้าม้าที่เดินผ่านมาทางนั้น ได้พบว่าวตกอยู่เบื้องหน้า นางเก็บว่าวขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ว่าวอะไรงามนักหนา ข้าไม่เคยเห็นของเล่นสูงค่านี้มาก่อนเลย”

นางลูบคลำว่าวด้วยความรักใคร่ พลางยิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ “คงไม่มีผู้ใดตามหาแล้วกระมัง… ข้าขอเก็บไว้เล่นเองเถิด”

แต่ยังไม่ทันนางจะหันหลังเดินจาก ก็มีเสียงทหารร้องดังลั่น แล้วพระปิ่นทองก็เสด็จมาถึงด้วยพระองค์เอง ทอดพระเนตรเห็นว่าวอยู่ในมือนางแก้ว “หญิงผู้นั้น เจ้าถือว่าวของเราหรือไม่ คืนมาเถิด นั่นคือของหลวง”

นางแก้วเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร พลางประนมหัตถ์กราบลงกับพื้น “หม่อมฉันเก็บได้เจ้าค่ะ… หากพระองค์ทรงประสงค์จะได้คืน หม่อมฉันมีข้อแม้เล็กน้อย”

“ข้อแม้? เจ้าเป็นผู้ใดจึงมาตั้งข้อแม้กับเรา?”

“หม่อมฉันขอให้พระองค์รับหม่อมฉันเข้าไปอยู่ในวัง เป็นพระมเหสีในวันหนึ่งข้างหน้า”

พระปิ่นทองนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ พระเนตรกวาดมองตั้งแต่เศียรจรดบาทของนางแก้ว ก็เห็นว่าหญิงตรงหน้าหาใช่หญิงงามไม่ รูปพักตร์ผิดธรรมดา หน้าคล้ายม้า กิริยาก็แปลกประหลาด จึงตวัดพระเนตรขึ้น ตรัสด้วยเสียงเย็นชา “เจ้านี่บังอาจนัก หรือเจ้าหวังจะล้อเล่นกับเรา?”

“หามิได้เจ้าค่ะ หม่อมฉันพูดด้วยใจจริง”

“เอาเถิด เราสัญญา คืนว่าวมาเถิด” พระองค์ตรัสออกไปด้วยความรำคาญ หวังเพียงให้นางยื่นว่าวคืนมาโดยเร็ว นางแก้วเบิกบานนัก รีบยื่นว่าวคืน แล้วก้มกราบอย่างเต็มใจ

นับแต่นั้น นางแก้วก็นั่งรอริมประตูเมืองทุกเช้า เฝ้ามองขบวนหลวงว่าจะมีวันใดที่พระปิ่นทองมารับตนเข้าสู่พระราชวังตามคำมั่น

แต่นางรอแล้วรอเล่า จนล่วงเข้าเจ็ดวัน สิบวัน ก็ยังไร้วี่แวว ขบวนวังหาได้ผ่านมาไม่ นางจึงกลับไปบอกพ่อแม่ให้ช่วยทวงถามคำมั่นสัญญานั้น

บิดามารดานางแม้รู้ว่าเป็นเพียงถ้อยคำเลื่อนลอย ก็สงสารบุตรนัก จึงพากันเข้าเฝ้าพระปิ่นทองที่หน้าท้องพระโรง “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระโอรสเคยให้คำมั่นสัญญากับบุตรีของหม่อมฉัน ว่าจะรับเข้าวังเป็นมเหสี หม่อมฉันมาเพื่อทวงถาม”

เมื่อพระภูวดลทรงสดับเรื่องราว ก็พิโรธนัก พระสุรเสียงดังกึกก้อง “สามัญชนต่ำต้อย กล้ามาแอบอ้างคำสัญญา แลจะลบหลู่พระเกียรติแห่งราชวงศ์! จงนำตัวออกไปประหารเสียเดี๋ยวนี้!”

แต่พระนางนันทา ซึ่งทอดพระเนตรเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ กลับลุกขึ้นทัดทาน “ขอพระราชทานอภัยเถิดเพคะ หม่อมฉันขอให้พระองค์ได้ทรงไต่ถามความจริงจากพระโอรสเสียก่อน”

เมื่อพระปิ่นทองถูกเรียกมา พระองค์ก้มหน้าลงตรัสเบา ๆ “เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ… หม่อมฉันให้คำสัญญากับนางจริง”

“เจ้าทำไปด้วยเหตุใด?”

“หม่อมฉันเพียงอยากได้ว่าวคืน มิได้ตั้งใจจะเอานางมาเป็นมเหสีจริงจัง”

“โอรสเอ๋ย… คำพูดของเจ้ามิใช่เพียงวาจาเปล่า แต่เป็นพระสุรเสียงขององค์รัชทายาท เจ้าจะเลินเล่อเช่นนี้ไม่ได้”

พระนางนันทาจึงรับสั่งให้ส่งราชรถไปรับตัวนางแก้วเข้าสู่วัง ครั้นขบวนมาถึงเรือน นางแก้วกลับไม่ยอมออกมา

“หากจะให้ข้าเป็นมเหสีจริง เหตุใดจึงมิส่งวอทองหรือเครื่องยศมา ข้ามิใช่ข้าทาส จะเดินเท้าเข้าสู่วังได้อย่างไร?”

พระนางนันทาทรงเห็นว่ามีเหตุอันควร จึงโปรดให้จัดวอทองและเครื่องยศตามตำแหน่งมเหสีไปเชิญตัวนางแก้ว

เมื่อถึงวัง นางแก้วแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยผ้าแพรลายทองลายช้างเผือก แต่นางหาได้แปลงโฉมไม่ รูปหน้ายังคงดั่งเดิม ครั้นท้าวภูวดลและพระปิ่นทองทอดพระเนตร ก็เบือนพระพักตร์หนี “หญิงผู้นี้อัปลักษณ์เกินกว่าจะอยู่ในราชวัง ยิ่งเป็นมเหสีด้วยแล้ว ย่อมบ่อนทำลายพระเกียรติ”

พระปิ่นทองจึงแอบกราบทูลพระบิดาให้หาวิธีกำจัดนางแก้วเสีย

วันรุ่งขึ้น ท้าวภูวดลมีพระบัญชาเรียกนางแก้วเข้าเฝ้า “หากเจ้าปรารถนาเป็นมเหสีแห่งแผ่นดินจริง จงแสดงความสามารถออกมาให้ประจักษ์”

“หม่อมฉันพร้อมเจ้าค่ะ”

“ภายในเจ็ดวัน จงยกเขาพระสุเมรุมาวางกลางเมือง หากทำได้ เราจักจัดพิธีอภิเษกให้สมเกียรติ หากทำมิสำเร็จ เจ้าจะต้องถูกโทษประหาร”

ทุกผู้คนในท้องพระโรงต่างตะลึงกับพระบัญชานั้น แต่นางแก้วกลับมิสะทกสะท้าน

“หม่อมฉันขอรับพระบัญชานั้นไว้เจ้าค่ะ” นางแก้วเก็บเสื้อผ้าเล็กน้อย เดินเท้าออกจากเมืองลัดเลาะสู่ป่าลึก เพียงผู้เดียว ไร้คนติดตาม

เมื่อถึงใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ นางจึงนั่งลง ประนมหัตถ์ หลับตา แล้วเอ่ยอธิษฐานด้วยเสียงอันหนักแน่น “หากข้ากับพระปิ่นทองเป็นเนื้อคู่กันโดยแท้ ขอให้ข้ามีหนทางพบเขาพระสุเมรุ และสามารถนำเขากลับเมืองให้สำเร็จ”

นางเดินต่ออีกสามวันสามคืน จนถึงเขตเขาลำเนาไพรอันสงัดเงียบ พบถ้ำของพระฤาษีผู้หนึ่ง นางจึงเข้าไปกราบ แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมด

พระฤาษีเมตตานัก รับฟังจนจบ แล้วพยักหน้า “หญิงผู้มีสัจจะ กล้าหาญ ไม่ปริปากโต้ตอบแม้ถูกรังเกียจ สมควรแก่การช่วยเหลือ”

ท่านจึงหยิบผ้าขาวม้วนหนึ่งออกมา แล้วภาวนาคาถา พร้อมเอ่ยว่า “เราจะถอดรูปหน้าม้าออก ให้เจ้างามสมบุญ แล้วมอบเรือเหาะวิเศษ กับอีโต้ประจำตัว เพื่อใช้ในภารกิจนี้”

พระฤาษีเสกคาถาเป่าลงบนน้ำมนต์ ครั้นนางแก้วอาบน้ำตามที่สั่ง รูปหน้าก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นหญิงงามโฉมเฉลา ผิวผ่องดังงาช้าง ดวงหน้างามละมุนกว่าสตรีใด

นางแต่งองค์ด้วยผ้าสีเขียวอ่อนดังใบไม้แรกผลิ แล้วขึ้นเรือเหาะลำสีทองเบื้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังเขาพระสุเมรุเพื่อทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นจริง…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า 2

นางแก้วในร่างสตรีผู้เลอโฉม ขึ้นเรือเหาะวิเศษ เหาะลัดฟ้ากลับเมืองมิถิลา ครั้นถึงหน้าพระราชวัง ก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าท้าวภูวดล พร้อมนำภูเขาพระสุเมรุจำลองขนาดเท่าจริงวางลงใจกลางพระนคร

ทั้งพระปิ่นทองและท้าวภูวดลต่างตะลึง แม้มิรู้ว่านางคือใคร แต่ก็รับรู้ได้ว่า นางคือผู้เดียวกับนางแก้วที่ถูกส่งไป “หม่อมฉันทำตามพระบัญชาได้แล้ว ขอให้โปรดจัดพิธีอภิเษกตามที่รับสั่งไว้เถิด”

“หญิงงามเช่นนี้จะเป็นนางแก้วหน้าม้าได้เยี่ยงไร หรือว่าใช้คาถาลวงตา?”

พระภูวดลทรงขึงพระเนตร แล้วเลี่ยงคำมั่นเดิม รับสั่งให้พระปิ่นทองเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าหญิงทัศมาลี ราชธิดาแห่งเมืองพรหมทัตแทน

ก่อนเสด็จ พระปิ่นทองกล่าวทิ้งท้ายกับนางแก้วด้วยสีพระพักตร์เย็นชา “หากเรากลับมา แล้วเจ้ายังมิได้ให้กำเนิดบุตร จะต้องถูกโทษสถานหนัก”

นางแก้วได้ยินดังนั้น จึงนั่งเรือเหาะตามไปยังเมืองพรหมทัต ครั้นถึง ก็ถอดรูปหน้าม้าเสีย แล้วปลอมแปลงตนเป็นหญิงชาวบ้านชื่อ มณีรัตนา ไปอาศัยอยู่กับสองตายายในกระท่อมเล็ก ๆ ใกล้ทางผ่าน

เมื่อพระปิ่นทองผ่านมายังลำธารใกล้กระท่อม เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งงามสง่า กำลังตักน้ำด้วยท่วงท่าละมุนละไม “แม่หญิง เจ้ามาจากแห่งใด ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไรหรือ?”

“หม่อมฉันชื่อมณีรัตนา เพิ่งมาอยู่กับตายายได้ไม่นานเจ้าค่ะ”

พระปิ่นทองถึงกับหลงใหล หมั่นมาเยี่ยมทุกวัน จนได้มณีรัตนาเป็นภรรยาโดยมิรู้ว่าคือคนเดียวกับนางแก้วหน้าม้า

ไม่นาน มณีรัตนาก็ตั้งครรภ์ พระปิ่นทองดีพระทัยยิ่งนัก ก่อนจะเดินทางกลับมิถิลา จึงมอบแหวนทองวงหนึ่งไว้ “หากมีเหตุให้เราพลัดพราก แหวนวงนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันว่าลูกของเจ้าคือลูกของเรา”

แต่ระหว่างทางกลับ เรือสำเภาถูกมรสุมซัดเข้าถิ่นยักษ์แห่งเมืองไกรจักร พระปิ่นทองและบริวารถูกจับตัวไปขังไว้ในคุกหิน

ฝ่ายมณีรัตนาให้กำเนิดบุตรชาย นามว่า ปิ่นแก้ว รูปงามและฉลาดเกินวัย เมื่อเลี้ยงดูจนเติบโตพอสมควร นางก็พาไปลาพระฤาษี

พระฤาษีตรัสว่า “พระปิ่นทองถูกท้าวพาลราชจับไปยังเมืองไกรจักร เจ้าจงแปลงร่างเป็นชาย แล้วนำอาวุธวิเศษไปช่วยเหลือเถิด”

นางแก้วฝากลูกไว้กับพระฤาษี แล้วแปลงกายเป็นชายหนุ่ม รูปงาม ผิวเข้ม ท่าทางองอาจ มือถืออีโต้วิเศษ ขึ้นเรือเหาะเหินฟ้าสู่เมืองยักษ์

เมื่อนางรบกับท้าวพาลราช ก็อาศัยฝีมือและความฉลาด ตีโต้จนฝ่ายยักษ์พ่ายแพ้ ท้าวพาลราชสิ้นชีพ

พระปิ่นทองเป็นอิสระ นางในคราบชายจึงตรัสว่า “ขอเพียงให้ข้าพาเจ้าหญิงทั้งสองของท้าวพาลราช คือนางสร้อยสุวรรณ และนางจันทา กลับไปเป็นชายาของพระองค์ เพียงเท่านี้ก็เป็นบุญของข้าแล้ว”

พระปิ่นทองตกลง โดยไม่ระแคะระคายว่าสหายผู้ช่วยตนนั้น คือภรรยาที่ตนเคยทอดทิ้ง

นางแก้วพาสองธิดายักษ์กลับไปหาพระฤาษี แล้วถอดรูปชายออกให้ดู ทั้งสองถึงกับตะลึง แต่มิได้รังเกียจ กลับยิ่งเคารพในความกล้าหาญของนาง

“หากไม่ใช่นางแก้ว เราทั้งสองคงถูกประหารไปแล้ว เราขอสัญญาจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”

นางแก้วพาสองธิดายักษ์พร้อมของกำนัลกลับไปมอบแก่พระปิ่นทอง แล้วจึงรับลูกชายกลับจากพระฤาษี

ครั้นถึงเมืองมิถิลา พระปิ่นทองเสด็จเข้าวังพร้อมนางสร้อยสุวรรณและนางจันทา มีขบวนเกียรติยศแห่แหนตลอดทาง

มณีรัตนาในชุดงามเรียบร้อยจึงพาปิ่นแก้วเข้าเฝ้า พร้อมกราบทูลต่อหน้าท้าวภูวดลและพระนางนันทา

“พระโอรสที่ข้าถวายนี้ เป็นลูกของพระปิ่นทองเจ้าค่ะ”

“เป็นไปมิได้ เราไม่เคยแตะต้องนางแก้วเลยด้วยซ้ำ”

นางจึงหยิบแหวนทองที่พระปิ่นทองเคยมอบให้ ยื่นออกมาท่ามกลางทุกสายตา “นี่คือหลักฐาน พระองค์ประทานไว้ก่อนจะเดินทางกลับ”

นางสร้อยสุวรรณกับนางจันทาพยักหน้าเห็นด้วย พลางกล่าวเสริม “มณีรัตนาเป็นหญิงมีคุณงามความดี ยิ่งรู้ว่าคือนางแก้วหน้าม้า เรายิ่งเคารพรักมากขึ้นไปอีก”

เมื่อความจริงเปิดเผย พระปิ่นทองถึงกับนิ่งอึ้ง ความรู้สึกทั้งโศกเศร้าและละอายบีบคั้นพระทัย “เหตุใดเราจึงมืดบอดนัก ถึงไม่เห็นค่าของหญิงผู้เดียวที่เคียงข้างเรามาโดยตลอด”

ฝ่ายเจ้าหญิงทัศมาลี ครั้นรู้ว่าพระปิ่นทองอภิเษกกับธิดายักษ์ถึงสองคน ก็โกรธนัก เดินทางมาถึงมิถิลา แล้วเกิดวิวาทกับสองชายา

มณีรัตนาเข้าขวาง หวังระงับศึก แต่เจ้าหญิงทัศมาลีสู้ไม่ได้ จึงหนีกลับนครพรหมทัต พร้อมพระโอรสน้อยที่เกิดจากพระปิ่นทอง นามว่าเจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย

ความสงบอยู่ได้ไม่นาน เมื่อนครไกรจักร ส่งทัพยักษ์มารุกราน เพราะท้าวพาลราชถูกฆ่า และธิดาถูกพาไปเป็นชายา

แม่ทัพผู้บัญชาทัพคือท้าวกายมาต ญาติของพาลราช ผู้มีฤทธิ์รักษาแผลตัวเองได้ทุกครั้งที่บาดเจ็บ

พระปิ่นทองขอคำปรึกษาจากสองชายายักษ์ ทั้งสองจึงแนะให้ไปขอความช่วยเหลือจาก “พี่แก้ว” ที่เคยช่วยพระองค์จากแดนยักษ์มาก่อน

เมื่อพระปิ่นทองรู้ความจริงทั้งหมด ก็รีบไปง้อนางแก้วถึงเรือน แต่นางกลับเมินเฉย

พระปิ่นทองจึงแสร้งบาดเจ็บ ทำทีว่าจะเชือดพระศอหวังให้นางสงสาร “พอเถิด… ข้ายอมแล้ว ยอมให้เจ้าเป็นเจ้าชีวิต ยอมให้เจ้าชนะทั้งสงคราม ทั้งหัวใจข้า”

นางแก้วใจอ่อน ยอมถอดรูปหน้าม้าออก พระปิ่นทองเห็นดังนั้น น้ำพระเนตรก็ไหลอย่างมิอาจกลั้น

“ข้าโง่นัก ที่เคยรังเกียจเจ้าด้วยเปลือกนอก ข้าจะรักเจ้าไปชั่วชีวิต”

เมื่อความทราบถึงท้าวภูวดลและพระนางนันทา ทั้งสองพระองค์ก็ยินดียิ่ง จัดพิธีอภิเษกให้นางแก้วเป็นมเหสีเอก

เปลี่ยนพระนามว่าพระนางมณีรัตนา

นางแก้วให้คนไปรับพ่อแม่จากเรือนยาก มาพำนักอยู่ในวังอย่างสุขสบาย และไม่นานนัก พระนางก็มีครรภ์อีกครั้ง

ตั้งแต่นั้นมา เมืองมิถิลาอยู่เย็นเป็นสุข พระปิ่นทอง ครองราชย์โดยมีพระนางมณีรัตนาเคียงข้าง พร้อมโอรสทั้งสอง พระปิ่นแก้ว และพระปิ่นศิลป์ไชย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความงามที่แท้จริง มิได้อยู่ที่รูปหน้า หากแต่อยู่ที่ความกล้าหาญ ความสัตย์ซื่อ และใจมั่นคง

นางแก้วหน้าม้าแม้จะถูกเยาะเย้ย ล้อเลียน และถูกรังเกียจจากผู้คน ก็หาได้ย่อท้อต่อโชคชะตาไม่ หากกลับยืนหยัดด้วยคุณความดี รู้จักให้อภัย กล้าเผชิญหน้ากับความไม่เป็นธรรม และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ยากที่สุดด้วยใจเด็ดเดี่ยว

ในขณะที่ผู้อื่นมัวแต่ตัดสินจากเปลือกนอก นางกลับพิสูจน์ตนด้วยการกระทำ จนสุดท้ายจึงได้รับการยอมรับทั้งจากฟ้า จากแผ่นดิน และจากหัวใจของผู้ที่เคยดูแคลน

เพราะในความอัปลักษณ์ที่ใครเห็นนั้น… ซ่อนความงดงามที่โลกไม่เคยเข้าใจ ผู้ที่กล้ารักในสิ่งที่คนทั้งโลกไม่รัก จึงเป็นผู้ที่มีหัวใจประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใดในแผ่นดิน

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านไทยที่ผสมผสานทั้งความเชื่อ เรื่องเล่า และคติสอนใจ ซึ่งถูกเล่าขานกันมาช้านานในหลายท้องถิ่น โดยเฉพาะทางภาคกลาง และได้รับความนิยมจนมีการดัดแปลงเป็นละครเวที ละครโทรทัศน์ และนิทานสำหรับเยาวชนอยู่หลายครั้ง

แก้วหน้าม้าถือวรรณคดีไทยพระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ประพันธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 นอกจากพระนิพนธ์เรื่องนี้แล้ว ยังทรงมีผลงานพระนิพนธ์อื่น ๆ เช่น บทละครนอกเรื่องยอพระกลิ่น โคลงนิราศฉะเชิงเทรา บทละครนอกโม่งป่า และเพลงยาวสังวาสอีกหลายสำนวน

เนื้อเรื่องของนิทานพื้นบ้านไทยภาคกลางเรื่องแก้วหน้าม้า มีโครงสร้างคล้ายวรรณคดีในยุคต้นรัตนโกสินทร์ คือ มีพระเอก-นางเอก อุปสรรค ความเข้าใจผิด การแปลงกาย อิทธิฤทธิ์จากฤๅษี เทวดา และการลงเอยอย่างมีความสุข

จุดเด่นของเรื่องอยู่ที่การพลิกบทบาทของนางเอก จากหญิงที่ถูกดูแคลนว่าอัปลักษณ์ ให้กลายเป็นตัวแทนของ “คุณงามความดี” ที่ไม่ขึ้นอยู่กับรูปโฉมภายนอก และใช้สติปัญญา ความอดทน รวมถึงคุณธรรม เอาชนะความลำเอียงของสังคมและหัวใจของผู้คน

ในยุคปัจจุบัน เรื่องนี้ยังคงถูกนำมาเล่าต่อเพื่อเน้นย้ำคุณค่าของ “ความดี” ที่ซ่อนอยู่ในผู้ที่ถูกมองข้าม และเตือนใจคนรุ่นหลังมิให้ตัดสินผู้ใดด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว

กล่าวได้ว่า นิทานเรื่อง “แก้วหน้าม้า” เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่สืบทอดคติความเชื่อทางจริยธรรมผ่านเรื่องเล่าพื้นบ้านที่เข้าถึงง่ายและอยู่เหนือกาลเวลา

“โลกมักตัดสินจากดวงหน้า แต่ชะตาชีวิตจริงถูกเขียนด้วยคุณธรรม ใครกล้ารักในสิ่งที่คนทั้งโลกไม่รัก คนนั้นคือผู้มีหัวใจเหนือมนุษย์”