นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ

ปกนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ

ภายใต้เงาของภูเขาสูงตระหง่าน มีเรื่องเล่าขานตำนานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนปลาดิบ โดยเรื่องราวมีชายคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่กับก้อนหินและสิ่ว เสียงค้อนกระทบหินดังก้องไปทั่วหุบเขา “ตึง ตึง ตึง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาทำงานหนักตั้งแต่รุ่งเช้าจรดเย็น แต่ชีวิตของเขาก็ยังคงลำบากเช่นเดิม

วันหนึ่ง ขณะที่เหงื่อไหลอาบใบหน้าและแสงแดดแผดเผาผิวกาย เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่มีชีวิตแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง และในใจของเขา ก็เกิดความปรารถนาหนึ่งขึ้นมา ความปรารถนาที่จะเป็นมากกว่าที่เขาเป็นอยู่… กับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ

กลางหุบเขาสูงตระหง่าน มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหน้าผา ค้อนและสิ่วในมือของเขากระทบหินดัง “ตึง ตึง ตึง” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างของเขาถูกแดดเผาจนเกรียม เหงื่อไหลอาบใบหน้า แต่เขาก็ยังคงทำงานอย่างหนัก เขาคือช่างตัดหิน

งานของเขาคือการสกัดหินจากภูเขา เพื่อนำไปใช้สร้างบ้านเรือน วัดวา และพระราชวัง แต่ถึงแม้เขาจะทำงานหนักเพียงใด ชีวิตของเขาก็ยังคงยากลำบาก

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังตัดหินอยู่ เสียงม้าและขบวนแห่ดังขึ้นจากทางถนนเบื้องล่าง

“ใครกัน?” เขาหยุดมือแล้วหันไปมอง

เขาเห็นขุนนางผู้สูงศักดิ์นั่งอยู่บนเกี้ยวทองคำ ขบวนทหารและข้ารับใช้เดินตามหลัง ดวงอาทิตย์แผดเผาผู้คนที่อยู่ริมทาง แต่ขุนนางกลับนั่งอย่างสบาย มีร่มกั้น มีคนคอยพัดวี และเครื่องแต่งกายของเขาก็หรูหราจนแสบตา

ช่างตัดหินมองภาพนั้นด้วยความอิจฉา “ข้าเกิดมาเป็นเพียงช่างตัดหิน ทำงานหนักแต่ไม่มีใครเห็นค่า ทำไมข้าถึงไม่ได้เป็นผู้ทรงอำนาจเช่นนั้นบ้าง?”

เขาถอนหายใจ แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นก้อนหินที่เขากำลังตัดอยู่ สลักลวดลายโบราณเอาไว้ ว่ากันว่าเป็นหินศักดิ์สิทธิ์ของภูเขา

“หากเทพเจ้าภูเขามีอยู่จริง ข้าขอให้ข้าได้เป็นขุนนางด้วยเถิด!” ทันใดนั้นเอง ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านร่างเขา เสียงก้องสะท้อนจากภูเขาเบื้องบน

“คำขอของเจ้าจะเป็นจริง” ดวงตาของช่างตัดหินเบิกกว้าง และเมื่อเขากะพริบตาอีกครั้ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ช่างตัดหินพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ริมหน้าผาอีกต่อไป แต่กลับนั่งอยู่บนเกี้ยวทองคำ เครื่องแต่งกายของเขาหรูหราทอด้วยเส้นไหมและปักดิ้นทอง มือของเขาประดับด้วยแหวนอัญมณีล้ำค่า ด้านข้างมีข้ารับใช้ยืนพัดวีอย่างนอบน้อม

“ข้า… ข้ากลายเป็นขุนนางแล้ว!” เขายิ้มกว้าง มองชาวบ้านที่พากันหลีกทางและก้มศีรษะให้ขณะที่ขบวนของเขาผ่านไป ไม่มีใครมองข้ามเขา ไม่มีใครดูถูกเขาอีกต่อไป

“นี่สินะ คืออำนาจที่แท้จริง!” แต่ไม่นาน เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งของเขายังไม่สูงพอ

เพราะทุกครั้งที่มีขบวนเสด็จของจักรพรรดิ ผ่านมาขุนนางทุกคนรวมทั้งตัวเขาเองต้องรีบคุกเข่าลง แนบหน้าผากลงกับพื้นโดยไม่อาจเงยหน้าขึ้นมอง “แม้แต่ขุนนางก็ยังต้องศิโรราบต่อจักรพรรดิ เช่นนั้นแล้วจักรพรรดิคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดสินะ?”

เขาเงยหน้ามองไปยังพระราชวังอันโอ่อ่ายอดเจดีย์สีทองสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ขณะที่กลองศึกและเสียงประกาศราชโองการดังกึกก้องไปทั่วนครหลวง

เขากำมือแน่น รู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น “โอ้ เทพภูเขา ข้าปรารถนาที่จะเป็นจักรพรรดิ ผู้อยู่เหนือทุกสิ่งในแผ่นดินนี้!”

ทันใดนั้นเอง เสียงก้องจากภูเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “คำขอของเจ้าจะเป็นจริง”

สายลมหมุนวนรอบตัวเขา ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทอง ก่อนที่เขาจะพบว่าตัวเอง กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ภายใต้หลังคาสีแดงของพระราชวัง เขากลายเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินแล้ว!

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ 2

ช่างตัดหินที่กลายเป็นจักรพรรดิครอบครองทุกสิ่งในแผ่นดินทหารนับพันก้มหัวให้ ข้าราชบริพารต่างพากันสรรเสริญ พระราชวังของเขางดงามเหนือคำบรรยายประตูไม้แกะสลักเคลือบทองคำ ธงจักรพรรดิสะบัดพลิ้วในสายลม

“บัดนี้ ข้าคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแล้ว!” เขาเปล่งเสียงอย่างภาคภูมิ

แต่ไม่นานนัก เขาก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งหนึ่งที่แม้แต่จักรพรรดิยังไม่อาจควบคุมได้ ดวงอาทิตย์ ยามเที่ยงวัน แสงแดดแผดเผาพระราชวังจนพื้นหินร้อนระอุ แม้แต่ร่มเงาจากหลังคาทองคำยังไม่อาจปกป้องเขาจากไอร้อนของมัน จักรพรรดิไม่อาจหลีกหนีจากแสงแดดได้ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด “แม้แต่จักรพรรดิยังต้องยอมจำนนต่อดวงอาทิตย์ เช่นนั้นแล้ว ดวงอาทิตย์คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด!”

เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม ก่อนเปล่งเสียงขอพรอีกครั้ง “โอ้ เทพภูเขา ข้าปรารถนาที่จะเป็นดวงอาทิตย์!”

เสียงก้องจากภูเขาดังขึ้น “คำขอของเจ้าจะเป็นจริง”

ทันใดนั้นร่างของเขากลายเป็นแสงอันเจิดจ้า ลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า แผ่รังสีความร้อนลงมายังแผ่นดิน ผู้คนหลบหนีเข้าที่ร่ม พื้นดินแตกระแหง พืชผลเหี่ยวเฉา “ฮ่า ๆ ๆ! บัดนี้ ข้าคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก!”

แต่ไม่นานนักก้อนเมฆสีเทาก็ค่อย ๆ ลอยเข้ามา มันบดบังแสงของเขา ปิดกั้นพลังที่เขาภูมิใจ “อะไร? เจ้ากล้าขวางข้าหรือ?!”

แต่ไม่ว่าดวงอาทิตย์จะพยายามเปล่งแสงเพียงใด เมฆก็ยังคงปิดบังมันได้อย่างง่ายดาย “เช่นนั้น เมฆก็คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดสินะ?”

“โอ้ เทพภูเขา ข้าปรารถนาที่จะเป็นเมฆ!”

“คำขอของเจ้าจะเป็นจริง” ร่างของเขากลายเป็นก้อนเมฆสีขาวนุ่ม ล่องลอยอย่างอิสระบนท้องฟ้า เขาสามารถลอยไปที่ไหนก็ได้ปิดบังดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดฝน “บัดนี้ ข้าคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแล้ว!”

แต่แล้วสายลมก็พัดผ่านมา มันกวาดร่างของเขาไปตามทิศทางที่ไม่อาจขัดขืนได้ “ไม่นะ! หยุดเดี๋ยวนี้!”

แต่เมฆไม่อาจต่อต้านลมได้ ลมพัดมันไปตามใจชอบ “เช่นนั้น ลมก็คือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด!”

“โอ้ เทพภูเขา ข้าปรารถนาที่จะเป็นลม!”

“คำขอของเจ้าจะเป็นจริง” ทันใดนั้น เขากลายเป็นสายลมอันทรงพลังพัดพายุเข้าใส่บ้านเรือน โค่นต้นไม้ ลากเมฆไปตามใจชอบ

“ไม่มีสิ่งใดจะขวางข้าได้อีกแล้ว!” แต่เมื่อเขาพัดเข้าปะทะกับภูเขาสูงตระหง่าน เขากลับพบว่าไม่ว่าเขาจะพัดแรงเพียงใด ภูเขากลับไม่สั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

เขาพยายามพัดแรงขึ้น แต่ภูเขาก็ยังคงนิ่งเงียบ “อะไร?! แม้แต่พายุของข้าก็ทำอะไรภูเขาไม่ได้หรือ?”

เขาหรี่ตาลง ก่อนเข้าใจได้ว่าภูเขาคือสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด “โอ้ เทพภูเขา ข้าปรารถนาที่จะเป็นภูเขา!”

“คำขอของเจ้าจะเป็นจริง” และแล้วเขากลายเป็นภูเขาที่สูงที่สุด แข็งแกร่งที่สุด ไม่มีสิ่งใดสามารถเคลื่อนย้ายเขาได้ เขาคือพลังที่มั่นคงที่สุดในโลก “ในที่สุด ข้าก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!”

แต่แล้ว… เสียง “ตึง ตึง ตึง” ก็ดังขึ้นจากพื้นด้านล่าง

เสียงนั้นดังก้องขึ้นเรื่อย ๆ เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ ที่กระทบตัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

“เสียงอะไร?” เขาก้มลงมอง และพบว่ามีช่างตัดหินคนหนึ่ง กำลังใช้ค้อนและสิ่วตัดหินจากร่างของเขาเอง

เขามองดูชายคนนั้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ดวงตาแน่วแน่ เป็นเขาเอง… ในอดีต

“เป็นไปไม่ได้!” เขาพยายามต่อต้าน แต่ช่างตัดหินยังคงตอกสิ่วลงไปอย่างหนักแน่น เสียงดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขา

“ข้าเป็นภูเขา แข็งแกร่งที่สุดในโลก! ไม่มีสิ่งใดทำลายข้าได้!” แต่ช่างตัดหินหาได้หวั่นไหวไม่ เขายังคงทำงานต่อไป

และในที่สุดเขาก็เข้าใจทุกสิ่ง “พลังที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่อำนาจหรือความยิ่งใหญ่… แต่อยู่ที่ความพยายามและความอดทน”

“ข้าพยายามแสวงหาอำนาจเหนือทุกสิ่ง จนลืมไปว่า ผู้ที่มีพลังมากที่สุด คือตัวข้าเองมาตั้งแต่แรกแล้ว…” ทันใดนั้น ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

เขากลับมาเป็นช่างตัดหินคนเดิม นั่งอยู่ริมหน้าผา ค้อนและสิ่วในมือหนักแน่นดังเช่นวันวาน

ดวงอาทิตย์ยังคงแผดเผา ลมยังคงพัดผ่าน แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอีกต่อไป เขายิ้มออกมาเป็นครั้งแรก และลงมือทำงานต่อไป ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าครั้งไหน ๆ

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความสุขและพลังที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่การพอใจในสิ่งที่ตนเองเป็น”

ช่างตัดหินพยายามแสวงหาอำนาจไม่รู้จบ หวังจะเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด แต่สุดท้ายกลับพบว่าสิ่งที่เขาเคยมองข้ามตัวเขาเองในฐานะช่างตัดหินคือผู้ที่มีพลังที่สุดมาโดยตลอด

นิทานเรื่องนี้เตือนให้เราตระหนักว่า “ความโลภทำให้เรามองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง” หลายครั้งที่มนุษย์ไขว่คว้าสิ่งที่เหนือกว่า หวังจะเป็นคนอื่นโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วคือสิ่งที่แข็งแกร่งและมีค่าที่สุด

“เมื่อเราเลิกเปรียบเทียบ เลิกไล่ตามสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นแหละคือวันที่เราค้นพบพลังที่แท้จริงของตัวเอง”

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจ (อังกฤษ: The Stonecutter) เป็นนิทานพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่มีมาแต่โบราณ มีการบันทึกและเล่าขานกันในหลายรูปแบบ โดยสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับ ความพอเพียง ไหวพริบ และการแสวงหาความหมายของชีวิต

เรื่องราวของช่างตัดหินที่ไม่พอใจกับชีวิตของตนและพยายามเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมพื้นบ้านของหลายประเทศในเอเชียตะวันออก รวมถึงจีนและอินเดีย แต่ในเวอร์ชันญี่ปุ่น เนื้อหาจะเน้นไปที่บทเรียนเกี่ยวกับความพอใจในสิ่งที่ตนมี และการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตนเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเซนและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความสงบทางใจ

ในช่วงยุคเมจิ (1868–1912) นิทานเรื่องนี้ได้รับการบันทึกและดัดแปลงให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น ผ่านการรวบรวมของนักเล่านิทานและนักเขียนชาวญี่ปุ่น ต่อมา ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะในผลงานของนักเล่าเรื่องชาวเยอรมันวิลเฮล์ม ฮอฟฟ์ (Wilhelm Hauff) ในศตวรรษที่ 19 ซึ่งทำให้เรื่องนี้เป็นที่รู้จักในระดับสากล

นิทานเรื่องนี้สะท้อนแนวคิดของ “มุโจ” (無常, Mujo) หรือ “ความไม่เที่ยงแท้” ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งในโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ ช่างตัดหินพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่รู้จบ แต่สุดท้ายกลับพบว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การยอมรับและพอใจในตัวตนของตนเอง

ปัจจุบันนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องช่างตัดหินผู้ปรารถนาพลังอำนาจยังคงได้รับความนิยม ถูกนำไปตีพิมพ์ในหนังสือสำหรับเด็ก และถูกใช้เป็นบทเรียนในด้านจริยธรรมและปรัชญาชีวิต สื่อถึงแนวคิดที่ว่า “พลังที่แท้จริง ไม่ได้มาจากอำนาจภายนอก แต่มาจากความเข้าใจและยอมรับในตัวเอง”

“คนที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี จะไม่มีวันได้ครอบครองความสุขที่แท้จริง”