ในโลกที่หยาดเหงื่อแรงงานและความมุ่งมั่นทางการศึกษากลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความยากจนไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ บางครั้งโอกาสที่เปลี่ยนชีวิตกลับซ่อนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด ภายใต้รากไม้ลึกของป่าอันแสนเงียบสงัด
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงลูกชายคนตัดไม้ผู้ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเงิน จนต้องกลับมาช่วยพ่อทำงานหนักในป่า ก่อนจะบังเอิญไปพบกับขวดแก้วลึกลับที่ขังวิญญาณร้ายไว้ข้างใน นำไปสู่การประลองไหวพริบที่มีชีวิตเป็นเดิมพันและการค้นพบของวิเศษที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องวิญญาณในขวดแก้ว

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องวิญญาณในขวดแก้ว
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนตัดไม้ผู้ยากจนข้นแค้นคนหนึ่ง เขาทำงานหนักตั้งแต่เช้ามืดจนดึกดื่นภายใต้แสงจันทร์เพื่อเก็บหอมรอมริบเงินทุกเหรียญที่ได้จากหยาดเหงื่อแรงงาน พ่อคนนี้มีลูกชายเพียงคนเดียวซึ่งเขาหมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะให้ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด
“ลูกรัก” พ่อกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “เงินที่พ่อสะสมมาตลอดชีวิตนี้ พ่อจะใช้มันส่งเจ้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย จงตั้งใจเรียนวิชาที่ซื่อสัตย์สุจริตเถิด เพื่อที่วันหน้าเมื่อพ่อแก่ตัวลง แข้งขาอ่อนแรงจนทำงานไม่ไหว พ่อจะได้พึ่งพาเจ้าได้”
ลูกชายรับคำและเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เฉลียวฉลาดและขยันหมั่นเพียรจนได้รับคำชมจากอาจารย์ไม่ขาดสาย แต่ทว่า… ในช่วงเวลาที่เขากำลังจะก้าวสู่บทเรียนขั้นสูง เงินก้อนสุดท้ายที่พ่อสะสมไว้กลับหมดลงเสียก่อน ลูกชายจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว
“โธ่ลูกเอ๋ย พ่อไม่มีอะไรจะให้เจ้าแล้ว” พ่อกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ พ่อหาเงินได้เพียงแค่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น”
แต่ลูกชายกลับยิ้มและตอบว่า “พ่อครับ อย่ากังวลเลย หากเป็นความประสงค์ของสวรรค์ ทุกอย่างจะเรียบร้อยเอง ผมจะช่วยพ่อทำงานเองครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อพ่อบอกว่าจะเข้าป่าไปตัดฟืน ลูกชายก็ขอตามไปด้วย แม้พ่อจะคัดค้านเพราะกลัวลูกชายที่มือบางจากการจับปากกาจะทนงานหนักไม่ไหว แถมยังมีขวานเพียงอันเดียว แต่ลูกชายก็ใช้ไหวพริบไปขอยืมขวานจากเพื่อนบ้านมาจนสำเร็จ และสองพ่อลูกก็มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึกพร้อมกัน

เมื่อแสงอาทิตย์แผดเผาจนมาอยู่ตรงศีรษะ พ่อก็บอกให้พักกินมื้อเที่ยง แต่ลูกชายที่ยังพลังล้นเหลือบอกว่า “พ่อพักผ่อนเถอะครับ ผมยังไม่เหนื่อย ผมจะขอเดินเล่นแถวนี้เพื่อหาดูรังนกเสียหน่อย”
พ่อเตือนด้วยความหวังดีว่า “อย่าซนนักเลยลูก เดี๋ยวจะเหนื่อยจนยกแขนไม่ขึ้นเปล่า ๆ” แต่เด็กหนุ่มกลับร่าเริงเกินกว่าจะหยุดนิ่ง
เขาเดินลึกเข้าไปในป่าจนพบกับ “ต้นโอ๊กยักษ์” ที่มีอายุหลายร้อยปี ลำต้นมันใหญ่โตขนาดที่ผู้ชายห้าคนโอบก็ยังไม่รอบ ขณะที่เขากำลังแหงนมองกิ่งก้านสาขาอยู่นั้น ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเบา ๆ เหมือนถูกอุดไว้ดังมาจากใต้ดินว่า… “ปล่อยข้าออกไป… ปล่อยข้าออกไป…”
เด็กหนุ่มหันมองรอบตัวแต่ไม่พบใคร เขาจึงคุกเข่าลงแล้วเริ่มใช้มือคุ้ยดินบริเวณรากไม้จนกระทั่งไปพบกับ “ขวดแก้วใบเล็ก” ที่ซ่อนอยู่ในโพรงรากไม้ เมื่อเขายกมันขึ้นมาส่องกับแสงแดด เขาก็ต้องประหลาดใจที่เห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายกบกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในขวดพร้อมตะโกนว่า “ปล่อยข้าออกไป!”
ด้วยความใสซื่อและไม่คิดว่าจะมีอันตราย ลูกชายคนตัดไม้จึงดึงจุกไม้ก๊อกออกทันที! ชั่วพริบตาเดียว ควันสีดำทะมึนก็พุ่งพรวดออกมาจากขวดและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นยักษ์ร่างมหึมา ที่สูงใหญ่ปานครึ่งต้นโอ๊กยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“เจ้าหนู! เจ้ารู้ไหมว่ารางวัลที่เจ้าจะได้จากการปล่อยข้าคืออะไร?” ยักษ์ถามด้วยเสียงอันดังกึกก้องปานฟ้าผ่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะ” เด็กหนุ่มตอบอย่างกล้าหาญ
“ข้าจะหักคอเจ้าทิ้งซะยังไงล่ะ!” ยักษ์ประกาศ “ข้าคือเมอร์คิวเรียสผู้ยิ่งใหญ่ ข้าถูกขังเพื่อเป็นการลงโทษมานานแสนนาน และใครก็ตามที่ปล่อยข้าออกมา ข้าจะต้องฆ่ามันเพื่อระบายความแค้น!”
เด็กหนุ่มยืนประจันหน้ากับยักษ์ร้ายในความเงียบของป่าลึก โดยมีเพียงขวานที่ขอยืมมาเป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียว!

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ลูกชายคนตัดไม้ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่เขากลับใช้สมองอันชาญฉลาดที่ได้ร่ำเรียนมาวิเคราะห์สถานการณ์ทันที เขามองไปที่ขวดแก้วใบจิ๋วแล้วมองสลับกับตัวยักษ์ที่สูงเทียมยอดไม้ ก่อนจะแสร้งทำเป็นหัวเราะเยาะ
“ช้าก่อนท่านยักษ์!” เด็กหนุ่มตะโกน “ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่ายักษ์ตนใหญ่ยักษ์ปานนี้จะเข้าไปอยู่ในขวดแก้วใบจิ๋วนั่นได้จริง ๆ นอกจากท่านจะแสดงให้ข้าดูเป็นขวัญตาอีกสักครั้ง ถ้าท่านทำได้ ข้าจะยอมให้ท่านทำอะไรกับข้าก็ได้ตามใจชอบเลย!”
ยักษ์ผู้หยิ่งผยองและบ้าพลังเห็นเด็กหนุ่มท้าทายก็หลงกลทันที “เรื่องแค่นี้มันง่ายนิดเดียว!” ยักษ์คำรามพร้อมกับค่อย ๆ หดตัวให้เล็กลงจนกลายเป็นกลุ่มควัน พุ่งกลับเข้าไปในคอขวดแก้วเหมือนเดิม ชั่วพริบตานั้นเอง เด็กหนุ่มที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วก็รีบคว้าจุกไม้ก๊อกมาตอกปิดขวดไว้อย่างแน่นหนา แล้วโยนขวดกลับเข้าไปในโพรงรากไม้ตามเดิม!
ยักษ์ในขวดเริ่มร้องอ้อนวอนด้วยเสียงที่น่าเวทนา “โอ้… ปล่อยข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเจ้า และจะมอบรางวัลที่ทำให้เจ้าเป็นมหาเศรษฐีไปตลอดกาล!”
เด็กหนุ่มลังเลในตอนแรก แต่เขาก็คิดว่า “เอาเถอะ ข้าจะเสี่ยงดูอีกสักตั้ง ยักษ์ตนนี้คงไม่ยอมพลาดท่าให้ข้าเป็นครั้งที่สองแน่” เขาจึงดึงจุกออกอีกครั้ง ยักษ์ปรากฏกายออกมาเหมือนเดิม แต่คราวนี้มันกลับนิ่งสงบและยื่น “เศษผ้าวิเศษ” ผืนเล็ก ๆ ให้เขาหนึ่งผืน
“นี่คือรางวัลของเจ้า” ยักษ์กล่าว “ด้านหนึ่งของผ้าผืนนี้ หากเจ้านำไปถูที่บาดแผล มันจะสมานตัวและหายเป็นปลิดทิ้งทันที ส่วนอีกด้านหนึ่ง หากเจ้านำไปถูที่เหล็กหรือโลหะ มันจะเปลี่ยนโลหะเหล่านั้นให้กลายเป็นเงินบริสุทธิ์!” เด็กหนุ่มลองทดสอบกับต้นไม้และขวานจนมั่นใจว่าจริง เขาจึงขอบคุณยักษ์และเดินกลับไปหาพ่อ

เมื่อกลับมาถึงจุดที่พ่อทำงานอยู่ พ่อก็ดุว่าลูกชายที่หายไปนานและไม่ยอมช่วยงาน “ดูสิ! งานไม่เดินเลย เจ้ามันก็แค่พวกเด็กนักเรียนที่มีแต่ทริคในหัวแต่ทำงานจริงไม่เป็น” ลูกชายไม่ได้โต้ตอบ แต่เขาแอบนำผ้าวิเศษด้านที่เปลี่ยนเหล็กเป็นโลหะเงินมาถูที่ใบขวานจนมันส่องประกายแวววาว
“ดูนี่นะพ่อ ข้าจะโค่นต้นไม้นี้ให้ดู!” ลูกชายฟาดขวานลงไปเต็มแรง แต่เนื่องจากเหล็กกลายเป็น “โลหะเงินแทน” ซึ่งมีความอ่อนนุ่มกว่า ใบขวานจึงงอพับทันทีที่กระแทกเนื้อไม้ พ่อถึงกับร้องลั่นด้วยความตกใจ “โธ่! เจ้าลูกจอมทื่อ! เจ้าทำขวานของเพื่อนบ้านพังแล้ว พ่อจะมีปัญญาที่ไหนไปหาเงินมาใช้เขา!”
ลูกชายยิ้มกว้างแล้วนำขวานที่งอตัวนั้นเข้าไปในเมือง เขาตรงไปที่ร้านทองเพื่อขายมัน ช่างทองตรวจสอบแล้วถึงกับตาค้าง “นี่มันเงินบริสุทธิ์เกรดดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย! ข้าให้เจ้าได้ 400 เหรียญทอง (Talers) เลย แต่ตอนนี้ข้ามีเงินสดไม่พอ ข้าขอจ่ายเจ้าก่อน 300 เหรียญนะ”
เมื่อลูกชายกลับมาบ้านพร้อมถุงเงินหนักอึ้ง เขามอบเงินให้พ่อ 100 เหรียญทอง พ่อถึงกับอ้าปากค้างและถามว่าไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน ลูกชายจึงเล่าเรื่องยักษ์และการผจญภัยทั้งหมดให้ฟัง “พ่อครับ ต่อจากนี้พ่อไม่ต้องทำงานหนักอีกแล้วนะ พ่อใช้ชีวิตตามใจชอบได้เลย เงินนี้มีมากพอสำหรับเราสองคนไปตลอดชีวิต”
ส่วนลูกชายก็นำเงินที่เหลือกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยจนจบหลักสูตร และด้วยพลังของผ้าวิเศษที่สามารถรักษาแผลได้ทุกชนิด ประกอบกับความรู้วิชาการที่เขามี เขาจึงกลายเป็น “หมอที่เก่งที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ผู้ซึ่งรักษาได้แม้แต่โรคที่รักษาไม่หาย และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสมดังความตั้งใจของพ่อในที่สุด

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การศึกษาสามารถสร้างไหวพริบที่ช่วยให้คนเราเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันได้อย่างชาญฉลาด
ดังเช่นที่เด็กหนุ่มใช้ปัญญาเอาชนะพละกำลังของยักษ์ร้ายได้ถึงสองครั้งสองคราว ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความกตัญญูและการมองโลกในแง่ดี ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขากล้าเผชิญหน้ากับโชคชะตาจนได้รับรางวัลอันล้ำค่าในที่สุด สุดท้ายแล้วความสำเร็จที่ยั่งยืนของเด็กหนุ่มไม่ได้มาจากเพียงแค่ของวิเศษที่ได้รับมาอย่างบังเอิญ แต่มาจากการที่เขานำโอกาสนั้นกลับไปต่อยอดด้วยการศึกษาจนกลายเป็นผู้มีความรู้อย่างแท้จริง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องวิญญาณในขวดแก้ว (อังกฤษ: The Spirit in the Glass Bottle) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากนิทานพื้นบ้านเยอรมันที่ถูกบันทึกโดยพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 099 KHM โดยมีรากฐานมาจากตำนานเก่าแก่เกี่ยวกับ “วิญญาณในขวด” (Spirit in the Bottle) ซึ่งเป็นโครงเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในนิทานแถบอาหรับและยุโรปยุคกลาง สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกกักขังไว้ในภาชนะและจะให้ทั้งโทษหรือคุณแก่ผู้ที่ปลดปล่อย
ในทางวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้โดดเด่นตรงการผสมผสานระหว่างโลกแห่งเวทมนตร์และโลกแห่งความเป็นจริงในยุคที่มหาวิทยาลัยเริ่มมีบทบาทสำคัญ โดยใช้ตัวละคร “นักศึกษา” เป็นตัวแทนของปัญญาและไหวพริบที่สามารถเอาชนะอำนาจดิบอันน่ากลัวของยักษ์หรือปีศาจได้ ซึ่งเป็นการสดุดีพลังแห่งการศึกษาที่ช่วยยกระดับฐานะของชนชั้นแรงงานให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ชื่อของยักษ์ในเรื่องที่ชื่อ “เมอร์คิวเรียส” (Mercurius) ยังมีความเชื่อมโยงกับเทพเจ้าแห่งการสื่อสารและปัญญาในตำนานโรมัน รวมถึงเป็นชื่อธาตุปรอทในวิชาเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งสื่อถึงความลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เปรียบเสมือนโชคชะตาของเด็กหนุ่มที่พลิกผันจากลูกคนตัดไม้ผู้ยากจนกลายเป็นหมอผู้มั่งคั่งด้วยปัญญาและของวิเศษ
คติธรรม: “ปัญญาที่เฉลียวฉลาดสามารถเปลี่ยนอุปสรรคอันตรายให้กลายเป็นโอกาส และเปลี่ยนโลหะธรรมดาให้กลายเป็นความสำเร็จอันล้ำค่าได้เสมอ”

