ในโลกที่ทักษะอันปรีชาอาจถูกกลบฝังด้วยคำลวง และวีรบุรุษตัวจริงมักเลือกที่จะทำความดีอย่างเงียบเชียบเพื่อรอเวลาให้ความจริงทำหน้าที่ประกาศชัยชนะของมันเองผ่านหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงพรานหนุ่มผู้มีปืนลมวิเศษยิงไม่เคยพลาดเป้า ซึ่งต้องเผชิญกับภารกิจช่วยเหลือเจ้าหญิงจากยักษ์ร้าย แต่กลับถูกขโมยความดีความชอบโดยทหารชั่วผู้ละโมบ จนนำไปสู่การรอคอยและการพิสูจน์ความสัตย์จริง กับนิทานกริมม์เรื่องนายพรานผู้ปรีชา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องนายพรานผู้ปรีชา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบวิชาช่างกุญแจ เขาบอกกับพ่อว่าอยากจะออกไปท่องโลกเพื่อหาโชคลาภ พ่อของเขาก็ยินดีและมอบเงินเดินทางให้ก้อนหนึ่ง เขาออกเดินทางหางานทำอยู่พักใหญ่ แต่แล้วเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายในงานช่างกุญแจ และเริ่มหลงใหลในการล่าสัตว์แทน
ในขณะที่เขากำลังเดินเตร่อยู่ เขาก็พบกับพรานคนหนึ่งในชุดสีเขียว ชายหนุ่มจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้วิชาการล่าสัตว์ เขาตั้งใจเรียนรู้อยู่หลายปีจนเชี่ยวชาญ เมื่อถึงเวลาต้องจากลากัน อาจารย์พรานไม่ได้มอบเงินทองให้ แต่กลับมอบ “ปืนลมวิเศษ” กระบอกหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ ไม่ว่าเขาจะเล็งเป้าหมายใด ปืนนี้จะยิงถูกเป้าอย่างแม่นยำไม่มีวันพลาด
นายพรานหนุ่มออกเดินทางจนเข้าไปในป่าลึกที่กว้างใหญ่จนหาทางออกไม่ได้ในวันเดียว เมื่อตกกลางคืนเขาจึงปีนขึ้นไปนอนบนต้นไม้สูงเพื่อหนีสัตว์ร้าย ท่ามกลางความมืดมิดเขาเห็นแสงไฟลิบ ๆ จึงทิ้งหมวกชี้ทางไว้แล้วเดินตามแสงนั้นไปจนพบกองไฟขนาดมหึมาที่มี ยักษ์ 3 ตน กำลังย่างวัวตัวใหญ่กินกันอยู่
นายพรานนึกสนุกจึงใช้ปืนลมวิเศษยิงชิ้นเนื้อออกจากมือยักษ์ถึงสามครั้งสามครา จนพวกยักษ์ตกใจและคิดว่าต้องมีมือฉมังอยู่แถวนี้แน่ ๆ พวกยักษ์จึงตะโกนเรียกให้เขาปรากฏตัวและชวนให้มาเข้าพวก
เพราะพวกมันกำลังต้องการคนฝีมือดีไปช่วยชิงตัวเจ้าหญิงที่ถูกขังอยู่ในหอคอยกลางทะเลสาบ โดยมีข้อแม้ว่าเขาต้องกำจัดสุนัขเฝ้ายามที่ชอบเห่าปลุกคนทั้งปราสาทให้ได้ก่อน

นายพรานตอบตกลงและพายเรือข้ามทะเลสาบไปยังหอคอยเพียงลำพัง ทันทีที่ขึ้นฝั่ง สุนัขเฝ้ายามก็วิ่งกรูเข้ามาจะเห่า แต่เขาก็ใช้ปืนลมวิเศษยิงมันตายสนิทในนัดเดียว เมื่อพวกยักษ์เห็นดังนั้นก็ดีใจมากคิดว่าจะได้ตัวเจ้าหญิงแ น่ๆ แต่นายพรานบอกให้พวกมันรออยู่ข้างนอกจนกว่าเขาจะเรียก เขาเดินเข้าไปในปราสาทที่เงียบเชียบเพราะทุกคนกำลังหลับใหล
ในห้องแรก เขาพบ “ดาบเงินบริสุทธิ์” แขวนอยู่บนผนัง มีตราดาวทองและชื่อพระราชาสลักไว้ พร้อมจดหมายลับที่ระบุว่า “ผู้ใดที่ถือดาบนี้จะสามารถสังหารทุกสิ่งที่ขัดขวางได้” เขาจึงหยิบดาบนั้นมาเหน็บข้างกาย
แล้วเดินต่อไปจนถึงห้องบรรทมของเจ้าหญิงผู้เลอโฉม เขาตะลึงในความงามของเธอและคิดว่า “ข้าจะยอมมอบหญิงผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ให้แก่ยักษ์ใจร้ายได้อย่างไร?”
เขาจึงตัดสินใจเก็บหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงในภายหลัง โดยใช้กรรไกรตัดมุมผ้าพันคอไหมปักทองของเธอ, ตัดเศษผ้าจากชุดนอน และหยิบรองเท้าข้างขวาที่มีชื่อพระราชาเก็บใส่ย่ามไว้ โดยที่ไม่ได้แตะต้องตัวเธอเลย
จากนั้นเขากลับไปที่ประตูและเรียกให้ยักษ์มุดรูประตูเข้ามาทีละตน เขาใช้พลังของดาบเงินบั่นคอพวกยักษ์ขาดกระเด็นทันทีที่พวกมันโผล่หัวเข้ามาจนครบทั้ง 3 ตน เมื่อจัดการศัตรูเสร็จสิ้น เขาได้ตัดลิ้นของยักษ์ทั้งสามเก็บใส่ย่ามไว้เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง
ก่อนจะเดินทางกลับไปหาพ่อเพื่อแสดงความสำเร็จและออกเดินทางท่องเที่ยวต่อไป โดยปล่อยให้เจ้าหญิงหลับใหลอยู่อย่างปลอดภัยในปราสาทที่ปราศจากยักษ์ร้ายอีกต่อไป

เช้าวันต่อมา เมื่อพระราชาทรงตื่นขึ้นและพบศพยักษ์ทั้งสามตน กัปตันตาเดียวผู้มีรูปร่างอัปลักษณ์และนิสัยชั่วร้ายเห็นเป็นโอกาสทอง จึงฉวยโอกาสแอบอ้างว่าตนเองเป็นผู้สังหารยักษ์และช่วยเจ้าหญิงไว้ พระราชาทรงเชื่อคำลวงนั้นและประกาศจะให้เขาแต่งงานกับเจ้าหญิง
แต่เจ้าหญิงทรงปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ยอมไปตายดาบหน้าดีกว่าต้องแต่งงานกับคนเช่นนี้!” พระราชากริ้วมากจึงสั่งให้เธอถอดชุดเจ้าหญิงออก สวมชุดชาวบ้านแทน และส่งเธอไปขายเครื่องปั้นดินเผาเลี้ยงชีพ
พระราชาแอบจ้างคนให้ขับรถม้าชนแผงเครื่องปั้นดินเผาของเธอจนแตกกระจายเพื่อกดดันให้เธอยอมแพ้ แต่เธอก็ยังยืนหยัด จนสุดท้ายพระราชาให้คนสร้างกระท่อมหลังเล็กในป่าให้เธออยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขว่าเธอต้องทำอาหารเลี้ยงผู้เดินทางทุกคนฟรีตลอดชีวิต พร้อมติดป้ายที่ประตูว่า “วันนี้ให้ฟรี พรุ่งนี้ขาย”
เวลาผ่านไป นายพรานหนุ่มผู้สังหารยักษ์ตัวจริงได้ยินข่าวลือเรื่องหญิงสาวผู้มีเมตตาคนนี้ เขาจึงสะพายปืนลมและย่ามที่มีหลักฐานสำคัญ เดินทางมายังกระท่อมแห่งนี้ ทันทีที่เขาก้าวเข้าไป เขาก็จำได้ทันทีว่าเธอคือเจ้าหญิงผู้เลอโฉมคนเดิม เขาจึงสั่งอาหารและเริ่มบทสนทนาเพื่อสืบหาความจริง

นายพรานแกล้งถามถึงดาบเงินที่แขวนอยู่ ซึ่งเจ้าหญิงบอกว่านั่นเป็นชื่อพ่อของเธอ นายพรานจึงเปิดเผยว่า “ข้านี่แหละคือคนที่ใช้ดาบนี้บั่นคอยักษ์ทั้งสาม!” เขาจึงหยิบหลักฐานในย่ามออกมาแสดง ทั้งลิ้นยักษ์สามลิ้น, รองเท้าข้างขวา, และเศษผ้าพันคอที่หายไป เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหญิงก็ทรงดีใจเป็นล้นพ้นและพาเขาไปพบพระราชาที่ปราสาททันที
พระราชาทรงจัดงานเลี้ยงใหญ่และให้นายพรานปลอมตัวเป็นเจ้าชายจากต่างแดน โดยจัดให้นั่งถัดจากเจ้าหญิง ส่วนกัปตันจอมปลอมก็นั่งอยู่อีกข้างอย่างลำพองใจโดยไม่รู้ความจริง เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ พระราชาทรงตั้งคำถามขึ้นกลางวงว่า “หากใครคนหนึ่งอ้างว่าฆ่ายักษ์ได้ แต่พอไปตรวจดูในหัวยักษ์กลับไม่มีลิ้นอยู่เลย เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?”
กัปตันจอมปลอมตอบอย่างหน้าไม่อายว่า “ยักษ์พวกนั้นคงไม่มีลิ้นมาแต่แรกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
พระราชาจึงตรัสสวนกลับว่า “สัตว์ทุกชนิดย่อมมีลิ้น!”
แล้วทรงถามต่อว่า “คนโกหกเช่นนั้นควรได้รับโทษอย่างไร?”
กัปตันตอบด้วยความโง่เขลาว่า “ควรถูกจับฉีกร่างเป็นสี่ส่วนพ่ะย่ะค่ะ!”
พระราชาจึงประกาศว่า “ดีมาก เจ้าได้ตัดสินโทษของตัวเองแล้ว!” นายพรานจึงนำลิ้นยักษ์และหลักฐานทั้งหมดออกมาแฉความจริง กัปตันตาเดียวถูกนำตัวไปรับโทษตามที่ตนเองพูดไว้
ส่วนนายพรานผู้ปรีชาได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับเจ้าหญิง เขาได้รับพ่อและแม่มาอยู่ในปราสาทด้วยกันอย่างสุขสบาย และได้สืบทอดราชบัลลังก์ปกครองอาณาจักรอย่างเป็นธรรมสืบไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสามารถที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องโอ้อวดหรือรีบเร่งหาชื่อเสียง เพราะความจริงเปรียบเสมือนร่องรอยที่ทิ้งไว้ซึ่งไม่มีใครสามารถลบเลือนหรือปลอมแปลงได้
ดังเช่นหลักฐานเล็ก ๆ ที่นายพรานเก็บไว้ ซึ่งท้ายที่สุดจะกลับมาปกป้องผู้ที่ทำความดีอย่างเงียบเชียบ ขณะที่ความมักง่ายและการชุบมือเปิบอย่างกัปตันตาเดียวนั้น นอกจากจะสร้างรากฐานที่ง่อนแง่นบนคำลวงแล้ว ยังนำไปสู่จุดจบที่น่าอนาถด้วยการตัดสินโทษตัวเองผ่านคำพูดที่ขาดสติ สุดท้ายแล้วผู้ที่มีทั้งฝีมือและความอ่อนน้อมถ่อมตนเท่านั้นที่จะได้รับชัยชนะและครองความสุขได้อย่างสง่างามและยั่งยืน
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกได้ข้อคิดดี ๆ ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องนายพรานผู้ปรีชา (อังกฤษ: The Skilful Huntsman) นิทานเรื่องนี้หยิบยกประเพณีการเรียนรู้วิชาชีพ (Apprenticeship) ในยุโรปสมัยกลางมาเป็นแกนหลัก โดยสะท้อนถึงค่านิยมของคนหนุ่มที่แสวงหาอิสระและโชคลาภผ่านการเดินทางไกล (Journeyman) พี่น้องกริมม์ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าดั้งเดิมที่มีความคล้ายคลึงกับตำนานวีรบุรุษที่ต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการสังหารอสูรกายเพื่อช่วยเหลือหญิงสูงศักดิ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างมาตรฐานของนิทานประเภทการผจญภัยที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเยอรมนี
ในเชิงสัญลักษณ์ “ปืนลมวิเศษ” และ “ดาบเงิน” เป็นตัวแทนของอำนาจที่เหนือธรรมชาติและการปกครองที่ชอบธรรม โดยเฉพาะการที่นายพรานเลือกเก็บชิ้นส่วนผ้าและลิ้นยักษ์ไว้เป็นหลักฐาน แทนที่จะประกาศชัยชนะในทันที แสดงถึงความรอบคอบและความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่นิทานเรื่องนี้ต้องการเชิดชูเพื่อเปรียบเทียบกับความโอหังของกัปตันตาเดียวที่ต้องการชื่อเสียงโดยไม่ต้องลงแรง
นอกจากนี้ การที่เจ้าหญิงต้องออกไปขายเครื่องปั้นดินเผาและทำอาหารในกระท่อม ยังสะท้อนถึงบททดสอบความอดทนและความต่ำต้อย (Humiliation) ของชนชั้นสูงในนิทานพื้นบ้าน ซึ่งเป็นบทลงโทษเพื่อขัดเกลาจิตใจก่อนที่จะได้รับความสุขในบั้นปลาย นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการล่าสังหารยักษ์ แต่ยังเป็นเรื่องของการรอคอยจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้ “ความจริง” ทำหน้าที่จัดการความอยุติธรรมด้วยตัวของมันเอง
คติธรรม: “ความดีที่ทำด้วยใจบริสุทธิ์และหลักฐานแห่งความจริง คือเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดต่อคำลวงของผู้ที่ชุบมือเปิบ”

