ปกนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น

นิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น

ในโลกของพันธสัญญาที่ไม่อาจคืนคำ บางครั้งสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่ดูงดงามและไร้เดียงสาอย่างนกที่ร้องเพลงได้ ก็อาจนำพาเราไปสู่ภาระอันยิ่งใหญ่ที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพและการพลัดพรากจากครอบครัวอันเป็นที่รัก

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงเรื่องราวของลูกสาวผู้ซื่อสัตย์ที่ต้องออกเดินทางข้ามโลกเพื่อตามหาร่องรอยของคนรักที่หายไปในคราบขนนกและหยดเลือด นำไปสู่บทพิสูจน์ความอดทนที่ต้องอาศัยพลังจากดวงดาวและลมทั้งสี่ทิศ กับนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพ่อค้าคนหนึ่งมีลูกสาวสามคน ก่อนจะออกเดินทางไกลเขาถามลูก ๆ ว่าอยากได้ของขวัญอะไร ลูกคนโตขอไข่มุก ลูกคนรองขอเพชรพลอย

แต่ลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นที่รักที่สุดกลับขอในสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง นั่นคือ “นกลาร์คที่ร้องเพลงและกระโดดโลดเต้นได้”

พ่อรับปากว่าจะพยายามหามาให้ แม้ในใจจะกังวลว่าจะไปหานกพิเศษเช่นนั้นได้จากที่ใด

เมื่อถึงเวลาเดินทางกลับ พ่อหาไข่มุกและเพชรได้แล้วแต่ยังไร้วี่แววของนกลาร์ค จนกระทั่งเขาเดินทางผ่านป่าลึกที่มีปราสาทงดงามตั้งอยู่ บนยอดไม้สูงหน้าปราสาทนั้น

เขาเห็นนกลาร์คตัวหนึ่งกำลังร้องเพลงและกระโดดไปมาอย่างน่ามหัศจรรย์ พ่อดีใจมากและสั่งให้คนรับใช้รีบไปจับมันมา ทันใดนั้นสิงโตตัวมหึมาก็กระโจนออกมาคำรามลั่น “ใครกล้ามาขโมยนกลาร์คของข้า ข้าจะกินมันเสีย!”

พ่อค้าตัวสั่นงันงกและขอชีวิต สิงโตจึงยื่นข้อเสนอว่า “ข้าจะไว้ชีวิตเจ้าและยกนกตัวนี้ให้ หากเจ้าสัญญาว่าจะยก ‘สิ่งแรก’ ที่วิ่งมาต้อนรับเจ้าเมื่อกลับถึงบ้านให้แก่ข้า” พ่อค้าจำใจตกลงเพราะอยากรอดชีวิต โดยหวังลึก ๆ ว่าขอให้สิ่งนั้นเป็นเพียงหมาหรือแมวตัวหนึ่ง

เมื่อพ่อค้าถึงบ้าน หัวใจเขาแทบสลายเมื่อลูกสาวคนเล็ก คือคนแรกที่วิ่งเข้ามากอดเขาด้วยความรัก พ่อเล่าเรื่องสัญญาอันตรายให้ฟังพร้อมคราบน้ำตา

แต่ลูกสาวกลับมีจิตใจเด็ดเดี่ยว “หนูจะไปรักษาสัญญาของคุณพ่อเองค่ะ” เมื่อเธอไปถึงปราสาทสิงโต

เธอจึงได้รู้ความจริงที่น่าตกใจว่า สิงโตตัวนั้นคือเจ้าชายรูปงามที่ถูกคำสาป โดยตอนกลางวันเขาและคนสนิทจะกลายเป็นสิงโตดุร้าย แต่พอพระอาทิตย์ตกดินจะกลับคืนร่างเป็นมนุษย์ ทั้งคู่จึงแต่งงานกันและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกันเฉพาะในยามค่ำคืน

หลายปีผ่านไป เมื่อพี่สาวของเธอจะแต่งงาน เธอขอร้องให้เจ้าชายไปร่วมงานด้วย เจ้าชายเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า “หากแสงเทียนเพียงนิดเดียวมาสัมผัสตัวข้า ข้าจะถูกสาปให้กลายเป็นนกลาร์คขาว และต้องบินร่อนเร่ไปเป็นเวลา 7 ปี”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น 2

แม้เจ้าสาวจะสร้างห้องหินหนาทึบเพื่อป้องกันแสงให้เขาอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ในวันงาน ประตูห้องกลับมีรอยแตกเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เมื่อขบวนแห่ถือคบไฟเดินผ่าน แสงเทียนเพียงเส้นผมเดียวก็ลอดเข้าไปโดนตัวเจ้าชาย

ทันใดนั้นเขาก็กลายเป็นนกลาร์คสีขาวบินจากไป ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ว่า “ข้าจะทิ้งหยดเลือดและขนนกสีขาว ไว้ทุก ๆ 7 ก้าว จงตามมันไปเพื่อหาทางช่วยข้า” เจ้าสาวผู้น่าสงสารจึงเริ่มออกเดินทางตามหาคนรักข้ามโลกด้วยหัวใจที่บอบช้ำแต่ไม่ยอมแพ้

เจ้าสาวออกเดินทางตามรอยหยดเลือดและขนนกสีขาวของนกลาร์คไปนานเกือบ 7 ปี จนกระทั่งรอยเหล่านั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในความสิ้นหวังเธอได้ปีนขึ้นไปขอความช่วยเหลือจากพระอาทิตย์ ซึ่งท่านได้มอบกล่องวิเศษให้พร้อมกำชับว่า “จงเปิดเมื่อยามคับขันที่สุด” จากนั้นเธอไปหาพระจันทร์ ผู้มอบไข่ทองคำให้

และสุดท้ายเธอได้พบกับลมฝ่ายใต้ ซึ่งบอกข่าวสำคัญว่า “นกลาร์คตัวนั้นกลับเป็นสิงโตแล้ว และกำลังต่อสู้กับมังกร (เจ้าหญิงที่ถูกสาป) อยู่ที่ริมทะเลแดง”

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น 3

ลมฝ่ายใต้มอบถั่ววิเศษและไม้วิเศษให้เธอ เพื่อใช้ตีมังกรให้คืนร่างเป็นมนุษย์ เธอรีบเดินทางไปที่ทะเลแดงและทำตามคำแนะนำจนเจ้าชายสิงโตและเจ้าหญิงมังกรกลับคืนร่างเป็นคน

แต่ทว่าเจ้าหญิงมังกรกลับใช้จังหวะที่เจ้าชายกำลังมึนงง ชิงตัวเขาขี่หลังนกกริฟฟิน หนีข้ามทะเลไป ทิ้งให้เจ้าสาวตัวจริงต้องยืนร้องไห้ด้วยความโดดเดี่ยวอีกครั้ง

แต่เธอก็ยังไม่ละความพยายาม ออกเดินเท้าตามหาต่อไปจนถึงปราสาทที่เจ้าหญิงมังกรพาเจ้าชายไปกักขังไว้

ที่ปราสาทนั้น เจ้าชายถูกเวทมนตร์ทำให้ลืมภรรยาตัวจริงไปจนสิ้น เจ้าสาวจึงใช้ของวิเศษที่ได้รับมาเริ่มจากชุดสีทองอร่าม จากกล่องพระอาทิตย์มาสวมใส่จนเจ้าหญิงมังกรอยากได้ เธอจึงขอแลกกับการได้เข้าไปนอนในห้องเจ้าชายหนึ่งคืน

แต่เจ้าหญิงมังกรกลับแอบให้เจ้าชายดื่มยาให้นอนหลับ เธอจึงไม่ได้คุยกับเขา คืนต่อมาเธอใช้แม่ไก่ทองคำพร้อมลูกเจี๊ยบ จากไข่ของพระจันทร์มาล่อใจเจ้าหญิงมังกรอีกครั้ง

ในคืนที่สองนี้ เจ้าชายที่เริ่มสงสัยจึงแอบเทยาไหลทิ้ง ทำให้เขาได้ยินเสียงเจ้าสาวคร่ำครวญเล่าถึงการเดินทางตามหาเขามาตลอด 7 ปี เจ้าชายจำเธอได้ทันทีและโผเข้ากอดกัน

ทั้งคู่แอบหนีออกจากปราสาทในตอนกลางคืนโดยขี่หลังนกกริฟฟิน เมื่อบินมาถึงกลางทะเลแดงที่นกเริ่มหมดแรง เธอจึงโยนถั่ววิเศษ ลงไปจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ให้นกพักเท้าตามที่ลมใต้เคยสอนไว้ ในที่สุดทั้งคู่ก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย ได้พบหน้าลูกน้อยที่รอคอยอยู่ และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขสืบไป

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น 4

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่คำมั่นสัญญาในยามสุขสบาย แต่คือความเด็ดเดี่ยวและความอดทนที่จะก้าวผ่านบททดสอบอันยาวนาน

แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้หรือต้องเดินทางไปจนสุดขอบฟ้าเพื่อตามหาสิ่งที่สูญเสียไป พลังแห่งความเพียรพยายามและสติปัญญาจะช่วยให้เราสามารถทำลายพันธนาการของอุปสรรคและเวทมนตร์ร้ายลงได้ในที่สุด เปรียบเสมือนเจ้าสาวที่ไม่เคยย่อท้อต่อระยะทางจนสามารถนำพาคนรักกลับคืนสู่ครอบครัวได้อย่างสง่างาม

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัยที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องนกลาร์คร้องเพลงกระโดดโลดเต้น (อังกฤษ: The Singing, Springing Lark) จากคอลเลกชันนิทานกริมม์ลำดับที่ 088 KHM ซึ่งพี่น้องตระกูลกริมม์ได้รับฟังมาจากตระกูลแฮกซ์เธาเซิน (Haxthausen) ในแคว้นเวสต์ฟาเลีย โดยมีโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างตำนานกรีกโบราณเรื่อง “คิวปิดกับไซคี” (Cupid and Psyche) และนิทานพื้นบ้านแนวยุโรปตะวันออกที่เน้นการผจญภัยอันยาวนานเพื่อพิสูจน์รักแท้

ในแง่ของสัญลักษณ์ นิทานเรื่องนี้มีรากฐานมาจากเรื่องราวประเภท “เจ้าสาวที่ตามหาสามีที่หายไป” (The Search for the Lost Husband) ซึ่งมักสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตลูกผู้หญิงในสมัยก่อนที่ต้องจากอ้อมอกพ่อไปเผชิญกับโลกภายนอกที่น่ากลัวและไม่คุ้นเคย (แทนด้วยร่างสิงโต) โดยการเดินทางตามหาคนรักผ่านดวงดาวและลมทั้งสี่ทิศนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการขัดเกลาจิตใจและการเติบโตผ่านความทุกข์ยากเพื่อสร้างครอบครัวที่มั่นคงในที่สุด

นอกจากนี้ ที่มาของนิทานยังแสดงให้เห็นถึงร่องรอยของความเชื่อเรื่องเวทมนตร์และการกลายร่าง (Metamorphosis) ที่แพร่หลายในวัฒนธรรมเยอรมันดั้งเดิม โดยการใช้ชื่อ “นกลาร์ค (นกกระจาบฝนในชื่อไทย)” เป็นสื่อกลางของคำสัญญาระหว่างพ่อกับลูกสาวนั้น เป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของสัจจะวาจาในสังคมยุคโบราณว่าสิ่งของเพียงชิ้นเล็ก ๆ ที่ดูไร้พิษสง อาจนำมาซึ่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปได้ตลอดกาลครับ

คติธรรม: “ศรัทธาที่มั่นคงในความรัก คือแสงสว่างเดียวที่นำทางเราก้าวข้ามทุกอุปสรรค แม้ในยามที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะมืดมิดที่สุด”