นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

ปกนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

ในพื้นดินแห่งแดนอีสานที่แสงเดือนฉายผ่านทุ่งเงียบ และเสียงลมพัดไหวต้นตาลยามดึก ยังมีบางเรื่องเล่านิทานพื้นบ้านไทยไม่เคยจางไปจากความทรงจำ บางเสียงยังซ่อนอยู่ในริ้วคลื่น และบางเงาก็ยังล่องอยู่เหนือน้ำเย็นที่ผู้คนไม่กล้าเอ่ยถึงโดยไม่มีเหตุผล

เรื่องที่ผู้เฒ่าเล่าให้ฟังใต้แสงตะเกียง อาจเป็นเพียงนิทานสำหรับเด็ก หรืออาจเป็นบันทึกของใครบางคนที่ถูกลืมไว้ในสายลม ความลับที่เคยถูกกลบด้วยความกลัว… ยังไม่เคยเงียบจริงในคืนเดือนหงาย กับนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในแดนกลางทุ่งที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง มีแม่ลูกอาศัยอยู่เพียงสองคน ตั้งบ้านเรือนเรียบง่ายไว้ใกล้ลำกุดใหญ่ อันมีต้นยาง ต้นตะเคียนเรียงรายริมฝั่งน้ำ ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกลำน้ำนั้นว่า “กุดล่าง” ยังมิได้ตั้งชื่อเรียกเฉพาะ

แม่ผัวเป็นหญิงแก่ใจแข็ง หยัดยืนอยู่ได้เพราะรักลูกชาย ส่วนลูกชายก็ตั้งหน้าตั้งตาหาทางเลี้ยงดูแม่กับเมียให้สุขสบาย พอแต่งเมียได้ไม่นาน ลูกสะใภ้ก็ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมเรือนเดียวกัน

หญิงผู้นั้นพูดน้อย เรียบร้อยนัก จะทำอะไรก็ทำเงียบ ๆ ไม่เอะอะ ไม่มีวันไหนที่เธอจะขัดคำแม่ผัวเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้น สายตาแม่ก็มิได้ละจากนาง

จนอยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายต้องออกเดินทางไปค้าขายต่างเมือง เป็นเวลาหลายวัน

แม่ผัวกับลูกสะใภ้จึงอยู่เพียงลำพังทั้งเรือน

คืนแรกผ่านไปอย่างเรียบง่าย แม่ผัวเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่พอพลบค่ำคืนที่สอง นางลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะเห็นแสงตะเกียงลอดจากห้องลูกสะใภ้ออกมา ทั้งที่เวลานั้นดึกนัก

“ดึกปานนี้ ยังไม่นอนอีกฤา…จะทำอันใดกันแน่” แม่ผัวบ่นเบา ๆ

คืนต่อมาก็เช่นเดิม แสงตะเกียงสว่างลอดออกมาไม่เคยขาด จนแม่ผัวเริ่มระแวง

“ข้าอยู่กับเมียลูกเพียงสองคน จะไว้วางใจนักก็ใช่ที่”

คืนนั้น แม่ผัวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสอดแนมให้รู้แน่ให้จงได้ จึงแง้มประตูเบา ๆ แล้วย่องเท้าเปล่าไปยังหน้าห้องลูกสะใภ้ เงียบจนแม้แต่เสียงจิ้งหรีดยังกลบได้

แสงตะเกียงส่องลอดชายประตูออกมาเป็นแถบสว่าง

นางเอื้อมมือช้า ๆ ไปแนบตากับช่องไม้ แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้มือสั่น ใจเต้นแรง

ลูกสะใภ้นั่งนิ่งอยู่หน้าตะเกียง เปลือยไหล่ ผมยาวสยายลงมาข้างแก้ม แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ…

จากปากของนาง มีเส้นใยบาง ๆ สีขาวพุ่งออกมาเอง ช้า ๆ ม้วนลงบนฝักไม้คล้ายสาวไหม เส้นใยขาวสว่างพอให้เห็นได้ชัด และไม่ใช่ไหมที่ปั่นมาจากรังหนอนไหม มันออกมาจากตัวนาง!

แม่ผัวผงะ ถอยหลังจนเท้าเตะขอนไม้เสียงดัง “กรอบ!” ลูกสะใภ้สะดุ้งเงยหน้าขึ้น มองไปที่ประตู ดวงตาสงบนิ่งแต่ไม่มีคำใดเปล่งออกมา

แม่ผัวรีบเปิดประตูพรวดเข้าไป “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่! ใยจึงมีใยไหมพ่นออกจากปากเยี่ยงผีสาง!”

ลูกสะใภ้ลุกขึ้น ยกมือไหว้ แต่ไม่พูดอะไร “บอกมานะ ว่าเจ้าใช่คนหรือผี! เจ้าเสกหลอกลูกข้าให้หลงฤา!”

หญิงสาวยังคงนิ่ง แม้จะมีหยดน้ำตาคลอที่หางตา

แม่ผัวไม่รอฟังคำใดอีก เธอออกไปนั่งทบทวนอยู่ริมชานบ้านทั้งคืน ด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนด้วยความกลัวและความไม่ไว้ใจ

รุ่งเช้า แม่ผัวเล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า “เจ้าเมียน้อยมันมิใช่คนดอก มันเป็นผี! ข้าประจักษ์ด้วยตาตัวเอง มันพ่นใยไหมจากปากได้จริง ๆ”

จากเรื่องเล่าคนน้อย ๆ เริ่มกลายเป็นเสียงซุบซิบในตลาด และจะกลายเป็นเงากดทับลูกสะใภ้ผู้นั้นจนถึงที่สุด…

คืนนั้น แม่ผัวตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสอดแนมให้รู้แน่ให้จงได้ จึงแง้มประตูเบา ๆ แล้วย่องเท้าเปล่าไปยังหน้าห้องลูกสะใภ้ เงียบจนแม้แต่เสียงจิ้งหรีดยังกลบได้

แสงตะเกียงส่องลอดชายประตูออกมาเป็นแถบสว่าง

นางเอื้อมมือช้า ๆ ไปแนบตากับช่องไม้ แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้มือสั่น ใจเต้นแรง

ลูกสะใภ้นั่งนิ่งอยู่หน้าตะเกียง เปลือยไหล่ ผมยาวสยายลงมาข้างแก้ม แต่ที่น่าประหลาดกว่านั้นคือ…

จากปากของนาง มีเส้นใยบาง ๆ สีขาวพุ่งออกมาเอง ช้า ๆ ม้วนลงบนฝักไม้คล้ายสาวไหม เส้นใยขาวสว่างพอให้เห็นได้ชัด และไม่ใช่ไหมที่ปั่นมาจากรังหนอนไหม มันออกมาจากตัวนาง!

แม่ผัวผงะ ถอยหลังจนเท้าเตะขอนไม้เสียงดัง “กรอบ!” ลูกสะใภ้สะดุ้งเงยหน้าขึ้น มองไปที่ประตู ดวงตาสงบนิ่งแต่ไม่มีคำใดเปล่งออกมา

แม่ผัวรีบเปิดประตูพรวดเข้าไป “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่! ใยจึงมีใยไหมพ่นออกจากปากเยี่ยงผีสาง!”

ลูกสะใภ้ลุกขึ้น ยกมือไหว้ แต่ไม่พูดอะไร “บอกมานะ ว่าเจ้าใช่คนหรือผี! เจ้าเสกหลอกลูกข้าให้หลงฤา!”

หญิงสาวยังคงนิ่ง แม้จะมีหยดน้ำตาคลอที่หางตา

แม่ผัวไม่รอฟังคำใดอีก เธอออกไปนั่งทบทวนอยู่ริมชานบ้านทั้งคืน ด้วยหัวใจที่เต้นรัวระคนด้วยความกลัวและความไม่ไว้ใจ

รุ่งเช้า แม่ผัวเล่าให้เพื่อนบ้านฟังว่า “เจ้าเมียน้อยมันมิใช่คนดอก มันเป็นผี! ข้าประจักษ์ด้วยตาตัวเอง มันพ่นใยไหมจากปากได้จริง ๆ”

จากเรื่องเล่าคนน้อย ๆ เริ่มกลายเป็นเสียงซุบซิบในตลาด และจะกลายเป็นเงากดทับลูกสะใภ้ผู้นั้นจนถึงที่สุด…

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย 2

ข่าวลือเรื่องเมียหนุ่มผู้สาวใยไหมออกจากปาก แพร่สะพัดรวดเร็วเหมือนไฟลามในลมแรง จากกระซิบในเรือน กลายเป็นเสียงครหาทั้งหมู่บ้าน ไม่ว่าเดินไปทางใดก็มีแต่เสียงนินทา กระซิบกระซาบว่า “นางนั่นมันเป็นผี” “มันมาหลอกกินลูกชาวบ้าน”

หญิงสาวไม่เคยเถียงสักคำ ไม่โต้ตอบ ไม่อธิบาย น้ำตานั้นไหลรินในความเงียบ

แม่ผัวผู้เป็นต้นเรื่อง ยิ่งได้ยินคนเชื่อคำของตน ยิ่งพูดให้หนักขึ้นกว่าเดิม “พวกเอ็งเชื่อข้าเถิด ข้าเห็นกับตาว่าใยมันออกมาจากปากมันจริง ๆ คืนก่อนมันคงแอบสาวไหมไปทำเสน่ห์นั่นแล”

แล้วคืนนั้นเอง ยามฟ้าสางก่อนแสงอาทิตย์จะโผล่พ้นยอดตาล หญิงสาวก็เดินออกจากเรือนเงียบ ๆ ห่มผ้าเพียงผืนเดียว ไม่กล่าวลาลาใคร ไม่เหลียวกลับ

เธอเดินไปยังริมกุด แหล่งน้ำที่ลึกและสงบอยู่ท้ายหมู่บ้าน ยืนอยู่นาน… เงามืดสะท้อนน้ำ นิ่ง

แล้วในพริบตา เธอก็กระโจนลงไปในสายน้ำ ไร้เสียง ไร้ร่าง เหลือเพียงแค่ “เงาใยไหมบาง ๆ” ที่ลอยวนอยู่เหนือผืนน้ำ

ชาวบ้านตื่นมา ก็พบเพียงรอยเท้าบางเบาบนดินชื้น กับตะเกียงดวงน้อยที่ยังไม่ดับ

เมื่อชายหนุ่มเดินทางกลับจากค้าขาย ได้ยินข่าวก็รีบรุดหน้าซีดถึงบ้าน ร้องเรียกชื่อเมียด้วยเสียงปริเศร้า แต่คำตอบมีเพียงความว่างเปล่า

“เจ้ากล่าวหาแม่นางเช่นนั้นได้เยี่ยงไร แม่…นางเป็นหญิงที่สัตย์ที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก” เขากล่าวด้วยน้ำตา ไม่ใช่เสียงตวาด แต่เป็นคำที่อาบด้วยความผิดหวังลึก

นับแต่นั้นมา เขาก็ไม่พูดถึงเรื่องภรรยาอีกเลย เวลากลางคืน เขาจะเดินไปยังริมกุดน้ำนั้นในทุกคืนเดือนหงาย นั่งนิ่ง ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียง ราวกับรอฟังบางสิ่งในความเงียบ

จนชาวบ้านเริ่มพูดกันว่า “เห็นมันนั่งอยู่นั่นตลอดคืน… มันบ่แม่นรอเงานางบ้อ?”

และแล้ว ในคืนหนึ่ง เดือนกลมโตเต็มฟ้า ฟ้าสว่างเหมือนมีไฟจุดบนฟ้า

เขามองลงไปในผืนน้ำ และสิ่งที่เห็นคือ… ร่างของหญิงสาวในชุดเดิม ผมยาวคลุมหลัง นั่งสาวใยไหมจากปากอย่างสงบ ใยขาวพาดผ่านน้ำวน

ดวงตาทั้งสองสบกับเขาผ่านผิวน้ำ ไม่มีถ้อยคำ ไม่มีเสียง

มีเพียง “เงาใย” ที่ค่อย ๆ ละลายไปกับสายน้ำ เมื่อแสงเดือนจาง

จากนั้นมา ผู้คนต่างเรียกกุดน้ำแห่งนั้นว่า “กุดนางใย” เพื่อระลึกถึงหญิงสาวผู้ไม่เคยโต้คำแม้ตนจะถูกตราหน้า ว่าเป็นผี… ทั้งที่เป็นเพียง “ผู้มีเงาอยู่ในน้ำ และใจอยู่ในใย”.

ภาพประกอบนิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย 3

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… การกล่าวหาใครด้วยความกลัวหรืออคติ โดยไม่ฟังเหตุผลหรือเปิดใจรับฟัง ย่อมก่อโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจเรียกกลับคืนได้ คำพูดของคนเพียงคนเดียว อาจฆ่าคนบริสุทธิ์ได้ทั้งเป็น โดยไม่ต้องลงมือ

เรื่องของนางใยสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่เราไม่เข้าใจ อาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่เป็นความแปลกต่างที่ควรถนอม ถ้าแม่ผัวยอมฟัง ถ้าใครสักคนยื่นมือแทนจะชี้นิ้วลงโทษ บางทีชีวิตนางคนนั้นอาจไม่หายไปใต้กุดน้ำในคืนเดือนหงาย

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานพื้นบ้านไทยภาคอีสานเรื่องตำนานกุดนางใย สืบทอดมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม โดยเฉพาะในบริเวณที่มีแหล่งน้ำชื่อว่า “กุดนางใย” ซึ่งเป็นบึงน้ำขนาดย่อมที่มีอยู่จริงในพื้นที่ท้องถิ่น คลองน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำชี ไหลผ่านตัวเมืองมหาสารคาม ชาวบ้านรุ่นก่อนเชื่อกันว่าเคยเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเกี่ยวกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ซึ่งถูกเข้าใจผิดและตราหน้าอย่างไม่เป็นธรรม จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม

นิทานเรื่องนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่ออธิบายที่มาของชื่อ “กุดนางใย” โดยคำว่า “ใย” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงใยธรรมดา แต่หมายถึง “ใยไหม” ที่ออกจากปากของหญิงสาวผู้มีความลี้ลับ ขณะเดียวกันก็สะท้อนโลกทัศน์แบบชาวบ้านอีสานโบราณที่ผสมระหว่างเรื่องชีวิตประจำวัน ความเชื่อในภูตผี และบทเรียนทางจริยธรรม

เรื่องนี้มักถูกเล่าผ่านผู้เฒ่าผู้แก่ในวงข้าว หรือยามค่ำที่ลูกหลานล้อมวงฟังใต้แสงตะเกียง เพื่อสอนให้รู้จักเมตตา ไม่รีบด่วนตัดสิน และให้เกียรติผู้ที่แตกต่างจากตน

“คำพูดบางคำ ฆ่าคนได้ โดยไม่ต้องมีเลือดสักหยด”