ในโลกที่สายใยความรักมั่นคงจนไม่อาจตัดขาด แม้ความตายพรากจากแต่ความอาลัยที่ท่วมท้นกลับกลายเป็นโซ่ตรวนเหนี่ยวรั้งดวงวิญญาณให้ไม่อาจก้าวข้ามผ่านไปยังดินแดนแห่งความสงบได้
มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงความโศกเศร้าอันลึกซึ้งของแม่ผู้สูญเสียลูกชาย จนเกิดเป็นนิมิตยามค่ำคืนที่มาพร้อมกับคำขอร้องอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาแห่งความทุกข์ให้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของการปล่อยมือเพื่อให้คนที่รักได้รับสันติสุขตลอดกาล กับนิทานกริมม์เรื่องผ้าห่อศพ

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องผ้าห่อศพ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ม่ายผู้หนึ่งอาศัยอยู่กับลูกชายตัวน้อยวัยเพียงเจ็ดขวบ เด็กชายคนนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เขาไม่เพียงแต่มีใบหน้าที่จิ้มลิ้มรูปงาม แต่ยังมีกิริยามารยาทที่น่ารักและจิตใจที่สดใส จนใครก็ตามที่ได้สบตาหรือพูดคุยด้วยต่างก็ต้องหลงรักและเอ็นดูเขาอย่างไม่อาจถอนตัว
สำหรับผู้เป็นแม่แล้ว ลูกชายคนนี้คือแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวและเป็นโลกทั้งใบที่เธอเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต
แต่แล้วเมฆหมอกแห่งความเศร้าก็เข้าปกคลุมอย่างกะทันหัน เมื่อเด็กน้อยล้มป่วยลงด้วยโรคที่ไม่มีทางรักษา เพียงไม่นานพระผู้เป็นเจ้าก็รับดวงวิญญาณของเขากลับคืนสู่สรวงสวรรค์ ทิ้งให้แม่ม่ายจมอยู่กับความทุกข์ระทมที่มหาศาลเกินกว่าใจจะรับไหว
เธอร่ำไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ ทั้งกลางวันและกลางคืนเธอนั่งเฝ้าแต่คิดถึงสัมผัสอันอบอุ่นและเสียงหัวเราะของลูกที่เงียบหายไป แม้จะถึงวันฝังศพเธอก็ยังคงหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย ร่างเล็ก ๆ ถูกบรรจุลงในโลงไม้ สวมชุดผ้าห่อศพสีขาวบริสุทธิ์และประดับด้วยมงกุฎดอกไม้บนศีรษะ แต่หยาดน้ำตาของแม่กลับยังคงรินไหลลงสู่หลุมศพอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่ร่างของลูกน้อยถูกฝังลงใต้ผืนดิน ความประหลาดก็เริ่มต้นขึ้น ในยามค่ำคืนที่ความมืดปกคลุมไปทั่วบ้าน แม่ม่ายมักจะแว่วเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ และเห็นเงาร่างที่คุ้นตาปรากฏขึ้นในที่ที่เด็กน้อยเคยนั่งเล่นหรือใช้ชีวิตในช่วงที่มีชีวิตอยู่
สิ่งที่น่าอัศจรรย์และเศร้าสลดไปพร้อมกันคือ หากแม่เริ่มสะอื้นไห้ด้วยความโหยหา วิญญาณของเด็กน้อยที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นก็จะเริ่มร้องไห้ตามเธอไปด้วยความโศกเศร้าเช่นกัน
ทุกคืนเงาร่างเล็ก ๆ ในชุดผ้าห่อศพสีขาวจะยืนนิ่งมองแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และเมื่อแสงเงินแสงทองของเช้าวันใหม่รำไร เขาก็จะเลือนหายไปพร้อมกับความมืด
แต่ความเศร้าของแม่กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ เธอไม่อาจหยุดร้องไห้ได้เลยแม้แต่วันเดียว ยิ่งเธอร้องไห้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนลูกชายยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวและไม่สามารถไปสู่สุขคติได้
จนกระทั่งในคืนหนึ่งที่ดวงจันทร์ส่องสว่างนวลตาเป็นพิเศษ วิญญาณของเด็กน้อยตัดสินใจเดินเข้ามาหาแม่ที่ข้างเตียงเพื่อบอกความจริงบางอย่างที่หนักอึ้งเกินกว่าจะเก็บไว้

ในคืนที่พายุความเศร้าในใจแม่โหมกระหน่ำจนเธอสะอื้นไห้แทบขาดใจ ทันใดนั้น วิญญาณของลูกน้อยในชุดผ้าห่อศพสีขาวและมงกุฎดอกไม้เหี่ยวแห้งก็ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายเตียง
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เพียงแค่ยืนมองเหมือนทุกคืน เขาเดินเข้ามาช้า ๆ จนร่างเล็ก ๆ นั้นยืนอยู่บนเตียงตรงหน้าแม่ แววตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงกระซิบที่สั่นเครือว่า
“โอ้… ท่านแม่ โปรดหยุดร้องไห้เถิด ลูกขออ้อนวอน หากแม่ยังไม่หยุดหลั่งน้ำตา ลูกคงไม่มีวันได้หลับพักผ่อนอย่างสงบในโลงศพของลูกเลย เพราะผ้าห่อศพของลูกนั้นไม่เคยแห้งเลยสักวินาที น้ำตาของแม่ไหลลงมาทับถมบนตัวลูกจนเปียกชุ่มและหนักอึ้งไปหมด ลูกหนาวเหลือเกินท่านแม่” เมื่อแม่ก้มลงมองที่ชายผ้าห่อศพสีขาวของลูก
เธอก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นว่ามันเปียกโชกราวกับจมอยู่ในน้ำ และหยาดน้ำตาเหล่านั้นคือสิ่งที่ตรึงรั้งเขาไว้ไม่ให้ไปสู่แสงสว่าง

ความรักที่แม่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่กว่าความเศร้าของตัวเอง เมื่อรู้ว่าน้ำตาของเธอคือสิ่งที่สร้างความทรมานให้แก่แก้วตาดวงใจ แม่ม่ายจึงตัดสินใจเช็ดน้ำตาและรวบรวมความเข้มแข็งทั้งหมดที่มี
เธอตั้งจิตอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า มอบความเศร้าโศกทั้งหมดไว้ในความดูแลของสวรรค์ และรับปากกับลูกว่าจะไม่ร้องไห้อีก เธอฝืนยิ้มทั้งน้ำตาและกล้ำกลืนความทุกข์ลงไปเพื่อความสุขของลูกน้อย
ในคืนถัดมา เมื่อแม่สงบนิ่งและมีสติ วิญญาณเด็กน้อยก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ดูเศร้าหมองอีกต่อไป ในมือเล็ก ๆ ของเขาถือเทียนเล่มน้อยที่ส่องแสงสีทองนวลตา ใบหน้าของเขากลับมาสดใสเหมือนตอนที่มีชีวิตอยู่
เขาบอกกับแม่ว่า “ดูสิท่านแม่ ตอนนี้ผ้าห่อศพของลูกแห้งสนิทแล้ว และลูกก็สามารถหลับพักผ่อนในบ้านหลังเล็กๆ ใต้ผืนดินได้อย่างเป็นสุขเสียที” จากนั้นเขาก็ส่งยิ้มให้แม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเลือนหายไปในอากาศธาตุ
นับตั้งแต่นั้นมา แม่ม่ายก็ใช้ชีวิตอย่างอดทนและรอคอยวันที่จะได้พบกันใหม่ในโลกหน้าด้วยใจที่สงบสุข โดยไม่มีน้ำตามาคอยรบกวนการพักผ่อนของลูกรักอีกต่อไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความโศกเศร้าที่ยึดติดและน้ำตาที่ไหลนองด้วยความโหยหาอย่างไม่จบสิ้น อาจกลายเป็นพันธนาการที่เหนี่ยวรั้งดวงวิญญาณของผู้ที่จากไปไม่ให้ไปสู่สุขคติได้ เพราะความทุกข์ของผู้ที่ยังอยู่มักจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่ล่วงลับเสมอ
การปล่อยวางด้วยความเข้าใจและการใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็งจึงเป็นการแสดงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะจะช่วยให้คนที่เรารักสามารถพักผ่อนได้อย่างสงบสุขและหมดห่วง สะท้อนให้เห็นว่าในบางครั้ง การเยียวยาความเจ็บปวดในใจเราก็คือการมอบอิสระให้แก่คนที่จากไปนั่นเอง
อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัย ที่นี่ taleZZZ.com
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานกริมม์เรื่องผ้าห่อศพ (อังกฤษ: The Shroud) นิทานเรื่องนี้สะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมพื้นบ้านในยุโรปสมัยกลางเกี่ยวกับโลกหลังความตาย โดยเชื่อว่าความเศร้าโศกที่มากเกินไปของคนเป็นจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อวิญญาณของผู้ล่วงลับ พี่น้องกริมม์ได้รับฟังเรื่องเล่าที่มีแก่นคล้ายคลึงกันจากหลายแหล่ง ซึ่งล้วนตอกย้ำภาพลักษณ์ของ “ผ้าห่อศพ” ที่เปียกโชกไปด้วยน้ำตาในฐานะสัญลักษณ์ของพันธนาการที่รั้งไม่ให้วิญญาณเดินทางไปสู่สวรรค์ได้อย่างสงบ
ในเชิงจิตวิทยา นิทานเรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปลอบประโลมใจและเยียวยาเหล่าพ่อแม่ที่ต้องสูญเสียลูกรักในยุคที่มีอัตราการตายของเด็กสูงมาก เรื่องเล่านี้ช่วยให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก้าวผ่านกระบวนการความเสียใจ (Grief) โดยเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นการปล่อยวาง เพื่อความหวังว่าคนที่พวกเขาเชิดชูจะได้รับความสุขในภพภูมิที่ดีกว่า ซึ่งเป็นการสอนให้รู้จักรักอย่างมีสติและไม่ยึดติดจนทำลายทั้งตัวเองและผู้ที่จากไป
นอกจากนี้ “มงกุฎดอกไม้” และ “ผ้าห่อศพสีขาว” ในเรื่องยังสื่อถึงความบริสุทธิ์ของเด็กชายที่ถูกพรากไปก่อนวัยอันควร การที่เด็กปรากฏตัวพร้อมกับ “เทียนเล่มเล็ก” ในตอนท้ายไม่ได้เป็นเพียงการบอกว่าเขาพร้อมจะไปสู่สุขคติแล้ว แต่ยังเป็นแสงสว่างที่นำทางให้ผู้เป็นแม่หลุดพ้นจากความมืดมิดของความทุกข์ นิทานเรื่องนี้จึงเป็นลำดับที่ 109 KHM ที่สั้นแต่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งในคอลเลกชันของกริมม์ เพราะมันเปลี่ยนความสยองขวัญของวิญญาณให้กลายเป็นความเมตตาที่งดงาม
คติธรรม: “ความรักที่แท้จริงคือการปล่อยให้ดวงใจที่จากไปได้พักผ่อนอย่างเป็นสุข”

