ปกนิทานกริมม์เรื่องอีกา

นิทานกริมม์เรื่องอีกา

ท่ามกลางความโกรธเพียงชั่ววูบที่เปลี่ยนชีวิตเด็กน้อยให้กลายเป็นนกสีดำทมิฬกับการเดินทางที่เต็มไปด้วยบททดสอบแห่งความอดทน และการต่อสู้กับกิเลสในใจที่อาจทำให้เป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงอีกาดำเจ้าหญิงที่ถูกแม่สาปให้เป็นนกและต้องรอคอยความช่วยเหลือจากชายหนุ่มผู้ถูกทดสอบด้วยความง่วงเหงาหาวนอน จนนำไปสู่การเดินทางตามหาปราสาททองคำบนภูเขาแก้วที่ต้องใช้ทั้งของวิเศษและหัวใจที่มุ่งมั่นในการทวงคืนความรัก กับนิทานกริมม์เรื่องอีกา

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องอีกา

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชินีองค์หนึ่งทรงมีพระธิดาที่ยังเล็กมากจนต้องอุ้มไว้ในอ้อมอกเสมอ วันหนึ่งเจ้าหญิงน้อยเกิดงอแงไม่ยอมหยุด ไม่ว่าพระราชินีจะทรงปลอบโยนอย่างไรก็ไม่เป็นผล

จนกระทั่งพระนางเริ่มหมดความอดทน ในขณะนั้นมีฝูงอีกาบินโฉบไปมานอกหน้าต่าง พระราชินีจึงเผลอพลั้งปากรับสั่งออกไปว่า “ข้าอยากให้เจ้ากลายเป็นอีกาแล้วบินไปเสีย จะได้ให้ข้าได้พักผ่อนบ้าง!”

สิ้นคำรับสั่ง ร่างของเจ้าหญิงน้อยก็เปลี่ยนเป็นอีกาสีดำสนิทและบินหลุดจากอ้อมแขนออกนอกหน้าต่างหายลับไปในป่าลึก ทิ้งให้พระราชินีตกตะลึงและเศร้าโศกเสียใจกับการพลั้งปากของตนเองเป็นเวลาหลายปี

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา 2

จนกระทั่งวันหนึ่ง มีชายนักเดินทางคนหนึ่งเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เขาได้ยินเสียงอีกาคร่ำครวญจึงเดินตามเสียงนั้นไปจนพบมัน อีกาตัวนั้นพูดกับเขาว่า “ข้าคือเจ้าหญิงที่ถูกสาป หากท่านยอมช่วยข้าตามเงื่อนไข ท่านจะสามารถปลดปล่อยข้าได้”

เงื่อนไขคือ เขาต้องเข้าไปในบ้านของหญิงชราในป่า หญิงชราจะนำอาหารและเครื่องดื่มมาปรนเปรอ แต่เขา “ห้ามแตะต้องสิ่งใดเด็ดขาด” มิฉะนั้นเขาจะตกอยู่ในภวังค์หลับใหล และเขาต้องไปรอเธอที่กองเปลือกไม้ในสวนหลังบ้านเป็นเวลา 3 วัน

ทุกบ่ายสองโมงเธอจะนั่งรถม้าผ่านมา หากเขาตื่นอยู่เขาจะช่วยเธอได้ ชายหนุ่มรับคำด้วยความมั่นใจ แต่เมื่อเข้าบ้านหญิงชรา เขากลับทนแรงรบเร้าไม่ไหว แอบจิบไวน์ไปเพียงอึกเดียว ร่างกายเขาก็หนักอึ้งและหลับลึกไปจนไม่ว่าอีกาจะมาเขย่าตัวหรือเรียกอย่างไรเขาก็ไม่ตื่น เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนครบ 3 วัน

ในวันที่สาม เมื่ออีกาเห็นว่าชายหนุ่มหลับเป็นตายและไม่สามารถช่วยเธอได้อีกแล้ว เธอจึงวางของวิเศษไว้ข้างกายเขาเพื่อเป็นเสบียงในการเดินทางตามหาเธอ ของเหล่านั้นประกอบด้วยขนมปังก้อนใหญ่ เนื้อชิ้นโต และไวน์หนึ่งขวด

ซึ่งทั้งหมดนี้มีมนต์วิเศษคือไม่ว่าจะกินหรือดื่มไปเท่าไหร่ ของเหล่านั้นจะไม่มีวันหมดไป นอกจากนี้เธอยังถอดแหวนทองคำ ที่สลักชื่อของเธอสวมไว้ที่นิ้วของเขา และทิ้งจดหมายลาไว้ฉบับหนึ่ง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา 3

ในจดหมายระบุว่า “ข้าเห็นแล้วว่าท่านไม่สามารถช่วยข้าที่นี่ได้ แต่หากท่านยังมีใจจะช่วยข้า จงตามหาปราสาททองคำแห่งสตรอมเบิร์กให้พบ” เมื่อชายหนุ่มตื่นขึ้นมาและอ่านจดหมาย เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งที่พ่ายแพ้ต่อความหิวและความง่วง เขาจึงเริ่มออกเดินทางรอนแรมไปทั่วโลกเพื่อตามหาปราสาทที่ไม่มีใครรู้จัก

เขาเดินเท้าฝ่าป่ามืดครึ้มนานถึง 14 วัน จนกระทั่งพบกับบ้านหลังหนึ่งที่มี “ยักษ์” ตนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน ยักษ์ขู่จะกินเขาเป็นอาหารเย็น แต่ชายหนุ่มกลับยื่นอาหารวิเศษให้ยักษ์กินจนอิ่มหนำ

ยักษ์จึงเปลี่ยนใจมาช่วยเขาค้นหาปราสาททองคำในแผนที่ ยักษ์ค้นหาแผนที่ทุกใบที่มีแต่ก็ไม่พบ จนต้องรอพี่ชายของมันกลับมา พี่ชายยักษ์ผู้มีแผนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค้นหาจนเจอว่าปราสาททองคำตั้งอยู่ไกลออกไปหลายพันไมล์

ยักษ์ใจดีช่วยแบกชายหนุ่มเดินเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ข้ามผ่านระยะทางนับร้อยลี้มาส่งเขาที่ใกล้กับปราสาทมากที่สุด “ข้าส่งท่านได้เพียงเท่านี้ เพราะข้าต้องกลับไปดูแลลูก” ยักษ์กล่าวลา ชายหนุ่มจึงเดินหน้าต่อไปเพียงลำพังด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง จนกระทั่งมองเห็นยอดปราสาทสีทองอร่ามตัดกับขอบฟ้าอยู่แต่ไกล

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา 4

ชายหนุ่มเดินทางมาจนถึงตีนเขาของปราสาททองคำแห่งสตรอมเบิร์ก แต่เขาต้องชะงักเมื่อพบว่าปราสาทตั้งอยู่บน “ภูเขาแก้ว” ที่สูงเสียดฟ้าและลื่นไหลราวกับน้ำแข็ง ไม่ว่าเขาจะพยายามปีนขึ้นไปกี่ครั้งเขาก็ลื่นไถลลงมาที่จุดเดิมเสมอ

เขาเฝ้ามองจากเบื้องล่าง เห็นเจ้าหญิงในรถม้าขับวนอยู่รอบปราสาททุกวัน แต่เขากลับไม่มีทางเข้าถึงเธอได้เลย เขาตัดสินใจสร้างกระท่อมเล็ก ๆ และเฝ้ารอด้วยความอดทนอยู่เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม

วันหนึ่ง เขาเหลือบไปเห็นโจรสามคน กำลังทุบตีและทุ่มเถียงกันอย่างรุนแรง เขาจึงตะโกนถามจนรู้ความจริงว่า พวกเขากำลังแย่งชิงมรดกวิเศษ 3 อย่าง ได้แก่ไม้เท้าที่เคาะแล้วประตูทุกบานจะเปิดออก, ผ้าคลุมที่ใส่แล้วจะล่องหนหายตัวได้ และม้าวิเศษที่สามารถควบทะยานไปได้ทุกที่แม้แต่บนภูเขาแก้วที่ลื่นชัน

ชายหนุ่มใช้ไหวพริบยื่นข้อเสนอว่า “ข้าไม่มีเงินทองจะแลก แต่ข้ามีของล้ำค่ากว่านั้น (เสบียงวิเศษ) ทว่าก่อนจะแลก ข้าต้องขอลองประสิทธิภาพของวิเศษพวกนี้ดูก่อน” พวกโจรที่กำลังโมโหจึงยอมให้เขาลอง เขาขึ้นขี่ม้า สวมผ้าคลุมล่องหน และถือไม้เท้าไว้ในมือ

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา 5

พริบตานั้นโจรทั้งสามก็มองไม่เห็นเขาอีกต่อไป ชายหนุ่มจึงฟาดโจรพวกนั้นเพื่อสั่งสอนแล้วควบม้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ยอดภูเขาแก้วไปอย่างง่ายดาย

เมื่อมาถึงหน้าประตูปราสาททองคำ ประตูถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา ชายหนุ่มจึงใช้ไม้เท้าวิเศษเคาะเพียงเบา ๆ ประตูก็ดีดตัวเปิดออกทันที เขาเดินล่องหนภายใต้ผ้าคลุมผ่านทหารยามเข้าไปจนถึงห้องโถงใหญ่ ที่นั่นเขาเห็นเจ้าหญิงนั่งอยู่เพียงลำพัง บนโต๊ะมีจอกเหล้าองุ่นสีทองวางอยู่ตรงหน้าเธอ

เขาเดินเข้าไปใกล้โดยไม่ให้ใครรู้ตัว แล้วถอดแหวนทองคำ ที่เธอเคยสวมให้เขาเมื่อครั้งที่เขาหลับในป่า หย่อนลงไปในจอกเหล้าองุ่นจนเกิดเสียงดัง “กริ๊ง!”

เมื่อเจ้าหญิงยกจอกขึ้นดื่มและเห็นแหวนที่ก้นจอก เธอหัวใจพองโตด้วยความดีใจและอุทานว่า “นี่คือแหวนของข้า! ชายผู้ที่จะมาช่วยข้าต้องอยู่ที่นี่แน่นอน!”

เธอสั่งให้ทหารค้นหาไปทั่วปราสาทแต่ก็ไม่พบใคร จนกระทั่งชายหนุ่มเดินออกไปที่หน้าประตูถอดผ้าคลุมล่องหนออกและลงจากม้าวิเศษแสดงตัวให้ทุกคนเห็น ทันทีที่เจ้าหญิงเห็นเขา เธอรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดและจูบเขาด้วยความซาบซึ้ง “ท่านทำสำเร็จแล้ว! ท่านได้ช่วยข้าจากการถูกจองจำในร่างอีกาและภูเขาแก้วแห่งนี้”

ในที่สุด คำสาปทั้งหมดก็สลายไปอย่างสิ้นเชิง วันรุ่งขึ้นงานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรถูกจัดขึ้น ชายหนุ่มผู้ล้มเหลวจากการทดสอบในวันแรกแต่ไม่เคยละทิ้งความพยายาม ก็ได้ครองคู่กับเจ้าหญิงในปราสาททองคำอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องอีกา 6

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความสำคัญของความเพียรพยายามและความไม่ย่อท้อต่อความผิดพลาดในอดีต แม้ว่ามนุษย์เราอาจจะมีช่วงเวลาที่อ่อนแอจนพ่ายแพ้ต่อสิ่งเย้ายวนหรือทำภารกิจล้มเหลวไปบ้าง แต่ตราบใดที่มีความสำนึกผิดและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง โอกาสในการกอบกู้สถานการณ์ก็ยังคงมีอยู่เสมอ

นอกจากนี้เรื่องราวยังสะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มักต้องอาศัยทั้งความอดทนในการเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสม และไหวพริบในการแสวงหาเครื่องมือหรือโอกาสใหม่ ๆ มาเกื้อหนุน ดังเช่นชายหนุ่มที่ใช้เวลาเฝ้ารอถึงหนึ่งปีและใช้สติปัญญาจนสามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อย่างภูเขาแก้วได้ในที่สุด

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์นิทานดังจากยุโรปอ่านสนุกให้ข้อคิดดี ๆ

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องอีกา (อังกฤษ: The Raven) นิทานเรื่องนี้มีที่มาจากตำนานพื้นบ้านของชาวเยอรมันที่พี่น้องกริมม์รวบรวมไว้ลำดับที่ 093 KHM โดยจัดอยู่ในประเภทนิทานว่าด้วย “การถอนคำสาปผ่านบททดสอบที่ล้มเหลว” ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในสมัยก่อนที่ว่าคำพูดของพ่อแม่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์และอันตราย (Parental Curse) โดยเฉพาะการพลั้งปากสาปแช่งลูกในยามโกรธที่มักกลายเป็นจริงในนิทานยุคกลาง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ใหญ่รู้จักควบคุมอารมณ์และถ้อยคำของตนเอง

ในเชิงสัญลักษณ์ “อีกา” และ “ภูเขาแก้ว” เป็นภาพแทนของอุปสรรคที่ตัดขาดมนุษย์ออกจากกัน อีกาคือสภาวะที่สูญเสียความเป็นมนุษย์และความงาม ส่วนภูเขาแก้วคือระยะห่างที่มองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการข้ามผ่าน การที่ตัวเอกพ่ายแพ้ต่อหญิงชราในตอนแรกเป็นการสะท้อนถึงกิเลสพื้นฐานของมนุษย์ (การกินและการดื่ม) ที่มักขัดขวางไม่ให้บรรลุเป้าหมายที่สูงส่งกว่า

การเดินทางไปพบยักษ์และการชิงของวิเศษจากโจรยังแสดงถึงวิวัฒนาการของตัวเอก จากชายหนุ่มที่อ่อนแอและขี้เซา สู่การเป็นผู้กล้าที่มีไหวพริบและรู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา โดยใช้บรรยากาศของปราสาทสตรอมเบิร์กอันลึกลับมาเป็นบทสรุปเพื่อขับเน้นว่า “ความรักที่มั่นคงและการไม่ยอมแพ้” คือกุญแจสำคัญที่สามารถเปลี่ยนโศกนาฏกรรมจากการพลั้งปากให้กลายเป็นตอนจบที่สมบูรณ์แบบได้ตามขนบนิทานกริมม์

คติธรรม: “ความผิดพลาดในอดีตอาจทำให้เราเสียโอกาส แต่ความมุ่งมั่นที่เคียงคู่กับไหวพริบจะสร้างปาฏิหาริย์ให้เรากลับมาทวงคืนโชคชะตาได้เสมอ”