กระแสน้ำแห่งท้องทะเลลึกไหลเวียนอย่างเงียบสงบ วังบาดาลตั้งตระหง่านท่ามกลางปะการังและฝูงปลาเรืองแสง ทุกอย่างดูสงบสุขราวกับไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนได้ มีเรื่องเล่าขานนิทานพื้นบ้านสากลจากแดนกิมจิ
แต่ภายในวังแห่งนั้น มีมังกรทะเลผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังอ่อนแรงลงทุกวัน เสียงลมหายใจของมันหนักหน่วง สายตาพร่าเลือน ความหวังเดียวของมันคือสิ่งที่หาได้จากบนบกเท่านั้น และภารกิจนี้… กำลังจะตกเป็นของผู้ที่ไม่อาจคาดคิดมาก่อน กับนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตับของกระต่าย

เนื้อเรื่องนิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตับของกระต่าย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในท้องทะเลลึก วังบาดาลของมังกรทะเลตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสาหร่ายไหวระริกและฝูงปลาที่แหวกว่ายไปมา ภายในวัง หินปะการังส่องประกายระยิบระยับ รอบด้านเต็มไปด้วยเหล่าสัตว์น้ำที่รับใช้มังกรทะเลผู้ยิ่งใหญ่
แต่วันนี้ บรรยากาศภายในวังเงียบสงัดกว่าทุกวัน มังกรทะเลนอนซมอยู่บนแท่นหิน ดวงตาสีทองอ่อนแรงเกินกว่าจะแม้แต่ลืมขึ้นเต็มที่ เสียงไอของมันดังก้องไปทั่วห้องโถง เหล่าข้ารับใช้ต่างก้มหน้าด้วยความกังวล
“โอ๊ย… ข้ารู้สึกอ่อนแรงเหลือเกิน” มังกรครางออกมา เสียงของมันเคยทรงพลัง แต่บัดนี้แหบพร่าและแผ่วเบา
เหล่าหมอปลาทะเลว่ายเข้ามาใกล้ หนึ่งในนั้นเปิดตำราวิเศษก่อนกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ท่านมังกร… อาการป่วยของท่านร้ายแรงนัก ไม่มีสมุนไพรใดในท้องทะเลจะช่วยท่านได้”
“แล้วจะไม่มีทางรักษาเลยหรือ?” มังกรถาม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง
“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง…” หมอปลากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านต้องกินตับของกระต่ายจากแผ่นดินเท่านั้น มันเป็นยาที่ทรงพลังที่สุด และจะทำให้ท่านหายดีทันที”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทั่ววัง ไม่เคยมีสัตว์น้ำตัวใดเดินทางขึ้นบกมาก่อน ภารกิจนี้ช่างเสี่ยงอันตราย
มังกรทะเลหรี่ตาลงก่อนกวาดมองไปรอบ ๆ แล้วจึงกล่าวเสียงแผ่วเบา “ใครจะเป็นผู้ไปนำตับของกระต่ายมาให้ข้า?”
สัตว์น้ำทั้งหลายต่างนิ่งเงียบ ไม่มีใครกล้าอาสา แต่ไม่นาน เต่าทะเลตัวหนึ่งก็ก้าวออกมาด้วยความภักดี “ฝ่าบาท โปรดวางพระทัย ข้าจะขึ้นบกและนำตับของกระต่ายกลับมารักษาท่านให้จงได้!”
เต่าทะเลตัวนี้เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของมังกรทะเล มันไม่เร็ว ไม่แข็งแรง แต่เต็มไปด้วยความอดทนและไหวพริบ
มังกรพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ดีมาก… ข้าขอฝากความหวังไว้กับเจ้า…”
และแล้ว เต่าทะเลก็มุ่งหน้าขึ้นสู่ผิวน้ำ เพื่อเริ่มภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมัน
แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เต่าทะเลโผล่ขึ้นมาจากคลื่น ทอดสายตามองชายฝั่งเป็นครั้งแรกในชีวิต
มันค่อย ๆ คลานขึ้นบกอย่างทุลักทุเล พื้นดินแข็งและแห้งเกินกว่าที่มันคุ้นเคย แต่มันไม่มีเวลามาสนใจสิ่งเหล่านี้ มันมีภารกิจสำคัญต้องทำ
ไม่นานนัก มันก็พบกระต่ายตัวหนึ่งกำลังกระโดดเล่นอยู่ใกล้ริมลำธาร
กระต่ายขนขาวสะอาด ดวงตาเป็นประกายและหูยาวชี้ขึ้น มันดูร่าเริงและไร้เดียงสา กระต่ายกำลังก้มลงจิบสายน้ำเย็นฉ่ำ โดยไม่รู้เลยว่าเต่ากำลังจ้องมันอยู่
เต่าสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเดินเข้าไปใกล้
“สวัสดี ท่านกระต่าย” เต่ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
กระต่ายเงยหน้าขึ้น มันกระพริบตาด้วยความแปลกใจ “โอ๊ะ เต่าทะเลหรือ? เจ้าขึ้นมาบนบกได้อย่างไรกัน?”
เต่ายิ้มเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้ามาที่นี่เพราะมีข่าวดีจะบอกท่าน”
“ข่าวดี?” กระต่ายเอียงคออย่างสงสัย
เต่ากระพริบตาก่อนพูดต่อ “ข้าอาศัยอยู่ในวังบาดาลของมังกรทะเล มันเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุดในโลก! มีปะการังสีรุ้ง เปลือกหอยวิเศษ และน้ำใสจนเจ้าจะเห็นเงาสะท้อนของตัวเองได้ชัดกว่ากระจกใด ๆ”
ดวงตาของกระต่ายเป็นประกาย มันไม่เคยได้ยินเรื่องของวังบาดาลมาก่อน และคำพูดของเต่าก็ชวนให้มันตื่นเต้น “จริงหรือ? วังบาดาลของเจ้าสวยงามขนาดนั้นเลยหรือ?”
เต่าพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “และที่สำคัญที่สุด องค์มังกรทะเลทรงรู้ว่าท่านเป็นสัตว์บนบกที่เฉลียวฉลาดที่สุด พระองค์จึงอยากเชิญท่านไปเป็นแขกพิเศษของวัง ท่านจะได้เห็นสิ่งที่ไม่มีสัตว์บกตัวไหนเคยเห็นมาก่อน!”
กระต่ายเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “ข้าหรือ? องค์มังกรอยากพบข้าจริง ๆ หรือ?”
“แน่นอน” เต่าพยักหน้า “และถ้าท่านตกลงไปกับข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะพาท่านไปทันที!”
กระต่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มันไม่เคยลงน้ำมาก่อน แต่มันก็อยากเห็นวังบาดาลเหลือเกิน “แต่ข้าว่ายน้ำไม่เป็น…” กระต่ายกล่าวเสียงเบา
“ไม่ต้องกังวลไป!” เต่าตอบอย่างรวดเร็ว “ท่านสามารถนั่งบนหลังข้าได้ ข้าจะแบกท่านลงไปเอง!”
กระต่ายลังเลอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนกระโดดขึ้นไปบนหลังเต่า
“ไปกันเถอะ!” มันร้องอย่างตื่นเต้น
เต่าแอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนค่อย ๆ ว่ายน้ำกลับสู่ท้องทะเล มันรู้ดีว่ากระต่ายกำลังหลงกล และมันกำลังนำเหยื่อไปยังวังบาดาล… โดยที่เจ้ากระต่ายยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองเลย

แม้จะตกใจและหวาดกลัว แต่กระต่ายเป็นสัตว์ที่ฉลาด มันรู้ดีว่าหากตื่นตระหนกหรือพยายามหนีตอนนี้ มันไม่มีทางรอดแน่
มันจึงสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นสงบนิ่ง“อา… ถ้าท่านต้องการตับของข้า ข้าก็ยินดีช่วย” กระต่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ดีมาก” มังกรพยักหน้าช้า ๆ
แต่ก่อนที่พวกสัตว์น้ำจะเข้ามาจับตัวมัน กระต่ายก็พูดขึ้น “แต่ว่ามีปัญหาอย่างหนึ่ง”
“ข้าทิ้งตับของข้าไว้บนบก” กระต่ายกล่าวอย่างจริงจัง “พวกเจ้าคงไม่รู้สินะว่ากระต่ายเรามีร่างกายพิเศษ เราสามารถถอดตับออกแล้วเก็บไว้ที่บ้านได้ ข้าทำแบบนั้นเสมอ เพราะตับเป็นอวัยวะสำคัญและข้าไม่อยากให้มันเสียหายระหว่างวิ่งเล่น”
เหล่าสัตว์น้ำเริ่มกระซิบกระซาบ มังกรเองก็ดูสับสนไปชั่วขณะ “แล้วเจ้ากล้าสาบานหรือไม่?” มังกรถาม
“ข้าสาบานได้เลย” กระต่ายตอบทันที สีหน้าของมันแน่วแน่
มังกรหันไปมองเต่า ก่อนกล่าวขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จงพากระต่ายกลับไปบนบก ให้มันนำตับของมันมา หากมันโกหก… ข้าจะส่งเจ้าไปลากมันกลับมาอีกครั้ง!”
เต่าพยักหน้าก่อนค่อย ๆ พากระต่ายขึ้นสู่ผิวน้ำอีกครั้ง
เมื่อถึงชายฝั่ง กระต่ายรีบกระโดดลงจากหลังเต่าโดยไม่รีรอ มันกระโจนขึ้นไปบนโขดหินแล้วหันกลับไปมองเต่าด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“เจ้าโง่จริง ๆ เจ้าเต่า! มีสัตว์ที่ไหนกันที่สามารถถอดตับตัวเองออกมาได้?”
เต่าอ้าปากค้าง มันเพิ่งตระหนักว่าตนเองถูกหลอก “เดี๋ยว! เจ้าสัญญาว่าจะกลับไปพร้อมตับของเจ้า!”
กระต่ายหัวเราะเสียงใส “ข้าพูดไปงั้นแหละ! ข้าจะไม่มีวันกลับไปอีกแล้ว!”
มันกระโดดโลดเต้นไปทั่วพื้นหญ้า ก่อนวิ่งหายเข้าไปในป่า ทิ้งเต่าให้จมอยู่กับความผิดหวัง
เต่ากลับลงทะเลอย่างเศร้าสร้อย เมื่อมันไปถึงวังบาดาล มังกรก็รู้ความจริงว่าตนเองถูกกระต่ายหลอกเข้าเต็มเปา
“เจ้าเต่าโง่! ข้าไว้ใจเจ้าผิดจริง ๆ!” มังกรตวาดลั่น
เต่าได้แต่ก้มหน้าด้วยความละอาย แต่มันก็รู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดที่มันจะแก้ไขได้อีกแล้ว
ส่วนกระต่าย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันก็ไม่เคยเข้าใกล้ทะเลอีกเลย
เพราะมันรู้ดีว่า… หากมันตกลงไปในน้ำอีกครั้ง มันอาจไม่มีโอกาสโกหกเป็นครั้งที่สอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ปัญญาสามารถเอาชนะพละกำลังได้” กระต่ายเป็นสัตว์ตัวเล็ก ไม่มีพลังต่อสู้กับมังกรหรือเต่า แต่ด้วยไหวพริบและการใช้คำพูดอย่างชาญฉลาด มันสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายได้
นิทานยังเตือนว่า “อย่าเชื่อผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง” เต่าหลงเชื่อคำโกหกของกระต่ายโดยไม่คิดให้รอบคอบ ทำให้ตกเป็นเหยื่อของเล่ห์กลง่าย ๆ เช่นเดียวกับมังกรที่หวังพึ่งสิ่งวิเศษโดยไม่ตรวจสอบความจริง
สุดท้าย กระทำกับผู้อื่นเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้นกลับคืน เต่าหลอกกระต่ายให้ลงไปในวังบาดาลด้วยเล่ห์กล แต่สุดท้ายกลับถูกกระต่ายใช้เล่ห์กลตอบกลับจนพ่ายแพ้ เช่นเดียวกับมังกรที่หวังจะเอาชีวิตผู้อื่นเพื่อตัวเอง แต่กลับถูกหลอกและต้องทนทุกข์ต่อไป นิทานเรื่องนี้เตือนให้เราระวังว่า หากคิดจะหลอกลวงผู้อื่น วันหนึ่งเราอาจตกเป็นเหยื่อของกลโกงเสียเอง
ที่มาของนิทานเรื่องนี้
นิทานพื้นบ้านเกาหลีเรื่องตับของกระต่าย (อังกฤษ: The Rabbit’s Liver) เป็นนิทานพื้นบ้านเกาหลีที่เล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนแนวคิดเรื่องไหวพริบปัญญาเอาชนะอำนาจและกำลัง มีการบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ในวรรณกรรมโบราณของเกาหลี และได้รับความนิยมในฐานะนิทานสอนใจเกี่ยวกับการรู้เท่าทันคน และผลของการกระทำที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง
เรื่องราวของกระต่ายและเต่ามีปรากฏในนิทานพื้นบ้านของหลายวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย แต่ในเวอร์ชันของเกาหลีจะเน้นไปที่ความเฉลียวฉลาดของกระต่ายที่เอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายด้วยปัญญาและคำพูด ซึ่งสะท้อนคุณค่าทางวัฒนธรรมของเกาหลีที่ให้ความสำคัญกับไหวพริบ การเอาตัวรอด และการใช้สติปัญญามากกว่าพละกำลัง
นิทานเรื่องนี้ยังสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับเวรกรรมและผลของการกระทำ ซึ่งเป็นหลักศีลธรรมที่มีอิทธิพลจากลัทธิขงจื๊อและพุทธศาสนาในเกาหลี ทั้งเต่าและมังกรที่พยายามใช้เล่ห์กลกับกระต่าย ท้ายที่สุดก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง กลายเป็นตัวแทนของคำเตือนว่า “หากคิดหลอกลวงผู้อื่น วันหนึ่งอาจถูกผู้อื่นหลอกลวงกลับคืน”
นิทานเรื่องนี้ได้รับความนิยมและถูกนำไปดัดแปลงในรูปแบบของนิทานเด็ก การแสดงหุ่นกระบอก และศิลปะการแสดงดั้งเดิมของเกาหลี เช่น พันซอรี (판소리, Pansori) ซึ่งเป็นศิลปะการเล่าเรื่องแบบขับร้องประกอบกลอง เพื่อถ่ายทอดบทเรียนชีวิตให้ผู้ฟังซาบซึ้งและเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แม้เวลาจะผ่านไป นิทาน “ตับของกระต่าย” ยังคงได้รับการเล่าขานและเป็นเครื่องเตือนใจเกี่ยวกับ ความฉลาดในการแก้ปัญหา การไม่หลงเชื่อผู้อื่นง่าย ๆ และการที่ผลกรรมจะย้อนคืนสู่ผู้กระทำในที่สุด ถือเป็นหนึ่งในนิทานพื้นบ้านสำคัญที่ยังคงอยู่ในวัฒนธรรมเกาหลีมาจนถึงปัจจุบัน
“คนเจ้าเล่ห์ที่คิดลวงผู้อื่น มักถูกลวงด้วยเล่ห์กลที่เหนือกว่า”