ปกนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย

นิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย

ในโลกที่ผู้คนมักตัดสินกันเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่และเงินทองในกระเป๋า พลังแห่งความเมตตาที่ซ่อนอยู่ในหัวใจที่ยากไร้มักจะดึงดูดปาฏิหาริย์ที่เงินมหาศาลก็ซื้อไม่ได้เสมอ

มีนิทานกริมม์เรื่องหนึ่งเล่าถึงบททดสอบลึกลับของนักเดินทางผู้ยากไร้ ที่ก้าวเข้ามาสั่นคลอนจิตใจของเพื่อนบ้านสองฐานะ นำไปสู่เรื่องราวสุดพลิกผันเมื่อพรวิเศษ 3 ประการไม่ได้กลายเป็นโชคลาภเสมอไปสำหรับทุกคน กับนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย

เนื้อเรื่องนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยโบราณที่พระเจ้ายังทรงดำเนินปะปนอยู่กับมนุษย์ วันหนึ่งพระองค์ทรงพระดำเนินจนเหนื่อยล้าและถูกความมืดเข้าปกคลุมก่อนจะถึงที่พัก

พระองค์มองไปข้างหน้าเห็นบ้านสองหลังตั้งอยู่ตรงข้ามกัน หลังหนึ่งเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตสวยงามของคนรวย ส่วนอีกหลังเป็นกระท่อมเล็กซอมซ่อของคนจน

พระเจ้าทรงดำริว่า “เราจะไม่ทำตัวเป็นภาระให้คนจนเลย ขอไปพักที่บ้านคนรวยดีกว่า” แต่เมื่อพระองค์เคาะประตูบ้านหลังใหญ่

คนรวยกลับเปิดหน้าต่างออกมามองด้วยสายตาดูแคลน เมื่อเห็นนักเดินทางในชุดผ้าป่านธรรมดา ๆ ดูไม่มีเงินในกระเป๋า

เขาจึงตอบอย่างใจจืดใจดำว่า “เข้าพักไม่ได้หรอก ห้องของข้าเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์และสมุนไพร ถ้าข้าต้องรับทุกคนที่มาเคาะประตู ข้าคงต้องกลายเป็นคนขอทานเข้าสักวัน ไปหาที่อื่นเถอะ!” แล้วเขาก็ปิดหน้าต่างใส่หน้าพระเจ้าอย่างแรง

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย 2

พระเจ้าทรงหันหลังให้บ้านหลังใหญ่แล้วเดินข้ามถนนไปเคาะประตูบ้านหลังเล็ก ทันใดนั้นชายผู้ยากจนก็เปิดประตูออกมาต้อนรับทันที “พักกับเราเถิดท่าน มันมืดแล้ว เดินทางต่อตอนนี้คงไม่ไหว” ชายจนและภรรยายิ้มแย้มต้อนรับอย่างอบอุ่น

แม้พวกเขาจะมีเพียงมันฝรั่งต้มกับนมแพะเล็กน้อย แต่พวกเขาก็แบ่งปันให้แขกด้วยความเต็มใจยิ่ง

เมื่อถึงเวลาเข้านอน สองสามีภรรยากระซิบตกลงกันว่า “เราไปนอนบนกองฟางเถอะ ให้แขกผู้เหนื่อยล้าได้นอนบนเตียงของเราจะได้พักผ่อนเต็มที่” แม้พระเจ้าจะทรงปฏิเสธในตอนแรก แต่ด้วยความดื้อแพ่งในน้ำใจของพวกเขา พระองค์จึงยอมนอนบนเตียงนั้น

พอรุ่งเช้า หลังจากเลี้ยงอาหารเช้าแขกแล้ว พระเจ้าก็ทรงตรัสก่อนจากไปว่า “เพราะพวกเจ้ามีน้ำใจยิ่งนัก จงขอพรมา 3 ประการ แล้วเราจะประทานให้” ชายจนขอเพียงความสุขนิรันดร์, สุขภาพที่แข็งแรง และอาหารพอกินในทุกวัน

พระเจ้าจึงทรงแถมพรข้อที่สามให้ด้วยการเนรมิตกระท่อมเก่าให้กลายเป็นบ้านใหม่หลังสวยที่มุงด้วยกระเบื้องสีแดง ทันตาเห็น!

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย 3

เมื่อเศรษฐีตื่นขึ้นมาเห็นบ้านหลังใหม่ของเพื่อนบ้านที่มีหลังคาสีแดงสดและหน้าต่างใสปิ๊ง เขาถึงกับช็อกและรีบส่งเมียไปสืบข่าว ทันทีที่รู้ว่าคนจนได้รับพรจากนักเดินทางที่เขาเพิ่งไล่ไป

เศรษฐีก็แทบจะลงไปดิ้นกับพื้น “ข้านี่มันโง่จริง ๆ! ถ้าข้ารู้แต่แรกคงไม่ไล่เขาไปหรอก!” เขาไม่รอช้ารีบควบม้าฝีเท้าดีที่สุดตามนักเดินทางคนนั้นไปจนทัน

เศรษฐีปั้นหน้านุ่มนวลและแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ว่า “ท่านผู้ใจบุญ อย่าถือสาข้าเลยนะ เมื่อคืนข้ามัวแต่หากุญแจประตูหน้าบ้านอยู่ ท่านดันเดินจากไปเสียก่อน”

พระเจ้าทรงรู้ทันแต่ก็อนุญาตให้เขาขอพรได้ 3 ประการเช่นกัน โดยตรัสเตือนว่า “มันอาจจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้านักหรอก” แต่เศรษฐีไม่ฟัง เขาควบม้ากลับบ้านด้วยความลำพองใจพลางคิดว่าจะขอทองหรือที่ดินดี ทว่าม้าของเขากลับพยศกระโดดโลดเต้นจนเขาเสียสมาธิ

ด้วยความโมโหเขาสบถออกมาว่า “ไอ้ม้าบ้า! ขอให้คอหักตายไปซะ!” สิ้นคำขอม้าล้มตายทันที! เขาจึงต้องตัดอานม้ามาแบกขึ้นหลังแล้วเดินเดินตากแดดเปรี้ยงกลับบ้านแทน

เศรษฐีแบกอานม้าหนักอึ้งเดินลุยทรายร้อนระอุจนอารมณ์บูดจัด เขาเริ่มพาลอิจฉาภรรยาที่ได้นั่งพักผ่อนเย็น ๆ อยู่ที่บ้าน ในขณะที่เขาต้องมาลำบากแบกของหนักเดินเท้า ความหงุดหงิดทำให้เขาเผลอปากพูดประชดออกมาว่า “หน่วงไหล่ชะมัด! ข้าล่ะอยากให้ไอ้อานม้านี่หายไปจากหลังข้า แล้วไปโผล่ติดอยู่ที่ก้นเมียข้าแทนจริง ๆ นางจะได้รู้ซะบ้างว่ามันหนักแค่ไหน ข้าจะได้เดินตัวปลิวกลับบ้านเสียที!”

สิ้นคำพูดอานม้าก็หายวับไปจากหลังเขาทันที! เศรษฐีดีใจได้ไม่นาน พอพุ่งพรวดเข้าไปในบ้าน เขาก็ต้องช็อกเมื่อเห็นภรรยานั่งร้องไห้โฮอยู่กลางห้อง โดยมี “อานม้าขนาดใหญ่ติดหนึบอยู่ที่ก้นของนาง” ไม่ว่าจะดึงจะกระชากอย่างไรก็ไม่ออก เหมือนนางกลายเป็นส่วนหนึ่งของอานม้าไปแล้ว!

เศรษฐีพยายามปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะเมียรักของข้า นั่งอยู่บนนั้นแหละ แล้วข้าจะใช้พรข้อสุดท้ายขอเงินทองมหาศาลให้เรา!”

แต่ภรรยาแผดเสียงด่ากลับว่า “ไอ้คนโง่! เงินจะมีค่าอะไรถ้าข้าต้องนั่งติดอานม้าไปตลอดชีวิต! ช่วยข้าลงไปเดี๋ยวนี้!”

ด้วยความกลัวเมียและทนเสียงด่าไม่ไหว เขาจึงต้องจำใจใช้พรข้อสุดท้ายขอให้ “อานม้าหลุดออกไปจากตัวเมีย” สรุปแล้วเศรษฐีผู้โลภมากเสียทั้งม้า เสียทั้งแรง และไม่ได้สมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว

ในขณะที่เพื่อนบ้านผู้ยากจนกลับใช้ชีวิตในบ้านหลังใหม่ด้วยความสงบสุขและอิ่มหนำไปตลอดกาล

ภาพประกอบนิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย 4

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความเมตตาที่จริงใจและสติปัญญาคือขุมทรัพย์ที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะการมีน้ำใจแบ่งปันโดยไม่ตัดสินคนจากเปลือกนอกย่อมนำมาซึ่งปาฏิหาริย์และความสุขที่ยั่งยืน ในทางตรงกันข้าม ต่อให้มีโอกาสที่ดีเลิศเพียงใด หากครอบครองด้วยใจที่โลภโมโทสันและขาดการยับยั้งชั่งใจ พรที่แสนวิเศษก็อาจกลายเป็นคำสาปที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้เสมอ

อ่านต่อ: คอลเลกชันนิทานกริมม์อ่านสนุกเพลิดเพลินได้ข้อคิดดี ๆ อ่านได้ทุกวัยที่นี่ taleZZZ.com

ที่มาของนิทานเรื่องนี้

นิทานกริมม์เรื่องคนจนกับคนรวย (อังกฤษ: The Poor Man and the Rich Man) จากคอลเลกชันนิทานพี่น้องกริมม์ลำดับที่ 87 KHM มีรากฐานมาจากตำนานพื้นบ้านแนวจริยธรรมที่แพร่หลายในแถบยุโรปและเอเชีย ซึ่งมักจะใช้ตัวละครสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปลอมตัวมาเพื่อทดสอบจิตใจมนุษย์ สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมในสังคมเกษตรกรรมยุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับการต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือน (Hospitality) ว่าเป็นคุณธรรมสูงสุดอย่างหนึ่ง

ในทางวรรณกรรม นิทานเรื่องนี้จัดอยู่ในประเภทนิทานสอนใจที่มีโครงสร้างแบบ “ความพยายามที่ล้มเหลว” (The Failed Attempt) ของคนละโมบ โดยนำเอาตัวละครคนจนและคนรวยมาวางไว้ในสถานการณ์เดียวกันเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างมากในนิทานพื้นบ้านเยอรมัน เพื่อเสียดสีชนชั้นกลางหรือผู้มีอำนาจในสมัยนั้นที่มักจะเห็นแก่ตัวและไร้ความเมตตาต่อผู้ที่ด้อยกว่า

นอกจากความสนุกสนานแล้ว นิทานเรื่องนี้ยังมีที่มาจากความเชื่อเรื่อง “พร 3 ประการ” ซึ่งเป็นมุขปาฐะดั้งเดิมที่ปรากฏในหลายวัฒนธรรม แต่ฉบับของกริมม์มีความพิเศษตรงที่การสอดแทรกอารมณ์ขันร้าย (Dark Humor) และการลงโทษที่ดูตลกขบขันผ่านอานม้าเจ้ากรรม เพื่อทำให้บทเรียนเรื่องผลแห่งกรรมและการคุมอารมณ์ตนเองเข้าถึงง่ายสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ในทุกยุคทุกสมัยครับ

คติธรรม: “ความเมตตาที่จริงใจมักได้รับพรเป็นความสุข แต่ความโลภที่ไร้สติมักได้รับพรเป็นความวุ่นวาย”